เปิดตำนานห่าก้อม พญาปอบแห่งอีสาน
ด้วยแรงบุญจากการบวช ทำให้เส้นทางชีวิตของผู้กำกับตัวพ่อ อ๊อฟ–พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ดูเหมือนจะยิ่งพุ่งแรง โดยเฉพาะผลงานล่าสุดอย่าง “ห่าก้อม (The Darkness of the Soul)” ที่เจ้าตัวลุยโปรโมทแน่นไม่พัก แทบมองไม่ออกเลยว่าเคยป่วยมาก่อน
หนังเรื่องนี้ดึงเอาความเชื่อพื้นบ้านอีสานเกี่ยวกับ ห่าก้อม หรือพญาผีปอบ มาขยายให้สุดทาง เล่าเรื่องด้านมืดของความกลัว ความระแวง และการกล่าวหากันในชุมชน ผ่านตำนานผีที่ขึ้นชื่อเรื่องการสิงร่างและกัดกินของสดอย่างสยดสยอง
แม้คำว่า “ปอบ” จะเป็นสัญลักษณ์ของความน่ารังเกียจและความหลอนในสายตาคนทั่วไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผีปอบผูกพันกับสังคมไทยมานาน กลายเป็นเงามืดที่แฝงอยู่ในสายตาและความคิดของผู้คน เมื่อใครสักคนถูกมองว่า “ผิดแปลก” ก็พร้อมจะถูกตราหน้าว่าเป็นปอบ เป็นกระสือ โดยไม่ทันถามหาความจริง
จากคานส์สู่ต่างประเทศ ทำไม “ห่าก้อม” ถึงสำคัญขนาดนี้
ก่อนเข้าชนโรงในไทย “ห่าก้อม” ถูกพาไปโปรโมทถึงเทศกาลหนังเมืองคานส์ ร่วมกับบริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) และมีกระแสว่าได้รับการตอบรับจนได้ไปฉายในตลาดต่างประเทศ เป็นสัญญาณว่าหนังผีสายความเชื่อแบบไทย ๆ ยังไปได้ไกลบนเวทีโลก
โปรเจ็กต์นี้ยังเป็นหมากตัวสำคัญของการร่วมทุนกับ เอ็ม สตูดิโอ (M STUDIO) ที่โฟกัสการพาหนังไทยบุกตลาดอินเตอร์ ด้วยเป้าหมายลงทุนรวมระดับร้อยกว่าล้านบาทในปี 2568 ทำให้ “ห่าก้อม” กลายเป็นเหมือนหัวหอกเปิดสมรภูมิหลอน ที่ต้องทั้งหลอน ทั้งแข็งแรงด้านเนื้อหา และจับต้องตลาดได้จริง
ยิ่งเมื่อได้ผู้กำกับมากประสบการณ์อย่างอ๊อฟ–พงษ์พัฒน์ มาลุยเต็มตัว พร้อมด้วยโปรดิวเซอร์สายเลือดเดียวกัน บีบี–เอกนรี วชิรบรรจง ภาพของหนังผีสยองธรรมดา ๆ เลยถูกยกระดับให้เป็น หนังผีที่ตั้งใจจะสั่นสะเทือนทั้งขนหัวและความคิด ของคนดู
ทำไมต้องเป็น “ปอบ” และทำไมต้องชื่อ “ห่าก้อม”
ที่มาของโปรเจ็กต์ “ห่าก้อม”
อ๊อฟเล่าว่า จุดตั้งต้นมาจากการมองภาพรวมวงการหนังในเอเชีย ทั้งไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย แล้วพบว่า คนดูเริ่มอิ่มตัวกับหนังฮอลลีวูด โดยเฉพาะสายซูเปอร์ฮีโร่ กระแสไม่แรงเหมือนเมื่อก่อน
เมื่อมองหาทางเลือกใหม่ เขาจึงย้อนกลับมาที่ “ความเชื่อแบบไทย ๆ” โดยเฉพาะของคนอีสาน และสุดท้ายก็ลงเอยที่ “ปอบ” ในฐานะผีที่ทั้งคนกลัว ทั้งคนด่า แต่ก็ยังอยู่ในวัฒนธรรมไทยไม่เคยหายไปไหน
บีบีในฐานะโปรดิวเซอร์เสริมว่า แค่การตั้งชื่อหนังก็ไม่ง่ายแล้ว กว่าจะมาลงตัวที่คำว่า “ห่าก้อม” ก็ผ่านการคุยกันเยอะ เพราะทีมงานบางคนบอกว่า “ห่าก้อมคือซุปเปอร์ปอบ”
คำนี้มีทั้งความพื้นถิ่นและความน่าค้นหา พอได้ไปเจาะลึกความหมายจริง ๆ เลยยิ่งรู้สึกว่าใช่ จนถูกเลือกมาเป็นชื่อหนัง
บีบีอธิบายว่า “ห่าก้อม” ถูกใช้เป็นกระจกสะท้อนสังคม เวลามีใครที่ต่างออกไปจากสิ่งที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ก็มักจะถูกมองว่าเป็นปอบ เป็นกระสือ กลายเป็นการตีตราที่ถูกส่งต่อกันมาหลายชั่วคนผ่านความเชื่อพื้นบ้าน
ประเด็นสำคัญคือ หนังไม่ได้เล่าแค่ผีหลอก แต่กำลังเล่า ‘สังคมที่หลอกกันเอง’ ผ่านคำว่าปอบ
โครงเรื่อง: ผี ปอบ และชีวิตของชุมชน
เมื่อถามถึงการวางโครงเรื่อง อ๊อฟเล่าว่า ในหัวเขามีไอเดียเรื่องผีอยู่เต็มไปหมด ทั้งผีดราม่า ผีโรแมนติก ผีโคตรน่ากลัว แต่พอได้รับโจทย์ให้ทำเรื่องปอบ เขากลับมองว่า มันมีอะไรมากกว่าหนังผีวิ่งหนีไปมา
บีบีจึงหยิบเอา ชีวิตของชุมชนและบริบทท้องถิ่น มาเป็นแกนหลักของเรื่อง หนังไม่ได้สนใจแค่ความหลอน แต่สนใจวิธีคิด วิธีอยู่ร่วมกัน และวัฒนธรรมที่โอบล้อมคนในหมู่บ้านนั้น
หนังเลยกลายเป็นการเอาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อของคนอีสานมาผูกเข้ากับตำนาน “ห่าก้อม” ทำให้ ผีในเรื่องไม่ใช่แค่ผี แต่เป็นตัวแทนของความกลัวและการกล่าวหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
ทำไม “ห่าก้อม” ต้องเป็น จิ๋ม–กุณกนิช คุ้มครอง
หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมตัวละคร “ห่าก้อม” ถึงได้ จิ๋ม–กุณกนิช คุ้มครอง มารับบทนี้
อ๊อฟให้เหตุผลตรง ๆ ว่า อย่างแรกคือ ฝีมือการแสดงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง และลุคของเธอมัน “ได้” ตั้งแต่แรกเห็น
บีบีเล่าต่อว่า ตอนอ่านบทของตัวละคร “ยายพร” เธอรู้สึกสงสารมาก เลยมองเห็นทันทีว่าพี่จิ๋มเหมาะที่สุด เพราะไม่ได้เป็นแค่นักแสดง แต่ยังเป็นครูสอนการแสดง เข้าใจการทำงานร่วมกับนักแสดงรุ่นใหม่เป็นอย่างดี
เพื่อให้เข้าถึงตัวละครได้สมจริง ทีมงานยังส่งจิ๋มไป เรียนภาษาอีสาน เพิ่มเติม เพื่อให้ทั้งสำเนียงและวิธีพูดไปด้วยกันกับโลกของเรื่อง
ผลลัพธ์คือ ตัวละครห่าก้อมในหนังนี้ไม่ได้เป็นแค่ผีร้ายหน้าโหด แต่เต็มไปด้วยชั้นเชิงทางอารมณ์ ที่พร้อมจะทำให้คนดูทั้งกลัว ทั้งสงสารไปพร้อมกัน
ความท้าทาย: เมื่อหนังผีแตะต้องประเด็นชวนถกเถียง
บีบียอมรับว่า “ห่าก้อม” เป็นโปรเจ็กต์ที่ท้าทายมาก เพราะตัวเองแม้จะเคยทำงานเกี่ยวกับภาคอีสาน แต่ก็ไม่ได้เข้าใจวัฒนธรรมอีสานแบบลึกทุกมิติ
สิ่งที่ทำให้โปรเจ็กต์นี้น่าสนใจคือ ประเด็นเรื่องผีปอบหรือผีสายอื่น ๆ ในสังคมไทย มักโผล่ขึ้นมาในหน้าข่าวอยู่เสมอ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องในสื่อไทย
คำถามที่หนังหยิบมาจับคือ
สิ่งที่เราเรียกว่า “ปอบ” มีอยู่จริงหรือไม่?
หรือแท้จริงแล้วมันคือความเชื่อและเรื่องเล่าที่สังคมใช้เพื่ออธิบายความกลัวบางอย่าง?
เมื่อคนหนึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นปอบ ชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปยังไง?
หนังจึงไม่ได้เล่นกับความหลอนอย่างเดียว แต่เข้าไปแตะ ความเชื่อที่ฝังรากลึกตั้งแต่โบราณ และตั้งคำถามกลับไปยังคนดูว่า เราเชื่ออะไร เพราะอะไรกันแน่
ห่าก้อมในโลกโซเชียล: หลอนแรงเกินคาด
กระแสในโซเชียลมีเดียพูดถึง “ห่าก้อม” อย่างต่อเนื่อง หลายคนจับตามองว่า นี่อาจเป็นหนึ่งใน หนังผีไทยที่น่าจับตาที่สุดแห่งปี เพราะมันไม่ได้มาแค่แนวผีหลอนธรรมดา แต่มีชั้นเชิงด้านเนื้อหาและความคิดซ่อนอยู่
ยิ่งเมื่อรู้ว่าตัวเรื่องถูกวางให้เป็นภาพสะท้อนสังคม ผ่านภาพของการไล่ล่า การสงสัย และการตราหน้ากันเองในหมู่บ้าน ความน่ากลัวจึงไม่ได้อยู่แค่ในป่าช้า แต่อยู่ในสายตาของคนที่มองคนด้วยกันเอง
สิ่งที่ทีมผู้สร้างอยากฝากถึงคนดู
บีบีในฐานะโปรดิวเซอร์ ฝากถึงผู้ชมว่า “ห่าก้อม” เป็นหนังผีอีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ทำให้คุณตกใจ แต่จะสะท้อนสังคมและมอบข้อคิดหลายอย่างกลับไปให้คนดู
มันคือการใช้ “ความหลอน” เป็นประตูพาเราไปสำรวจมุมมืดของมนุษย์ การตัดสินผู้อื่นด้วยความเชื่อ การซุบซิบนินทา และการสร้างปีศาจขึ้นมาจากความกลัวของตัวเอง

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าไปเจอ “ซุปเปอร์ปอบ” บนจอ
ห่าก้อม The Darkness of the Soul ไม่ได้ชวนคุณไปดูผีเฉย ๆ แต่มันชวนคุณไปเจอด้านมืดในใจของคน และในใจของตัวเอง
ถ้าคุณชอบหนังผีที่หลอนแบบเอาให้หลับไม่ลง
ถ้าคุณชอบหนังที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นให้มีมิติ
และถ้าคุณอยากรู้ว่าเมื่อคนธรรมดาถูกสังคมตราหน้าเป็น “ปอบ” ชีวิตเขาต้องแลกอะไรบ้าง
นี่คือหนังที่คุณไม่ควรพลาด เตรียมตัวขนลุกจนชาตัวไปกับ “ห่าก้อม” ในโรงภาพยนตร์ แล้วมาดูกันว่า ระหว่างผีในตำนาน กับความกลัวในใจคน อะไรน่ากลัวกว่ากันกันแน่

