รับแอปรับแอป

เมื่อ AGI ใกล้เข้ามา: บุคลากรการแพทย์ต้องใช้ R2R + AI อย่างไรไม่ให้ถูกเทคโนโลยีแซง

ชยพล ศรีอุดม01-31

จากงานประจำ สู่การวิจัยที่เปลี่ยนระบบสุขภาพ

ในระบบสุขภาพ หลายคนมองว่า “จะพัฒนาอะไรได้ ต้องมีไอเดียใหญ่ ๆ ก่อน” แต่ความจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของการพัฒนาคุณภาพงาน มักซ่อนอยู่ในงานประจำที่เราทำทุกวัน

ที่หน้างานของบุคลากรทางการแพทย์ เต็มไปด้วยปัญหาเล็กบ้างใหญ่บ้าง เช่น งานล่าช้า เอกสารซ้ำซ้อน หรือการสื่อสารที่ผิดพลาด ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถถูกยกระดับกลายเป็น “งานวิจัยที่ใช้ได้จริง” ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า R2R (Routine to Research)

R2R คือการหยิบปัญหาหรือข้อสงสัยที่เราพบอยู่แล้วในงานประจำ มาตั้งเป็นคำถามวิจัยอย่างเป็นระบบ ศึกษาหาสาเหตุ แก้ไขด้วยวิธีที่มีหลักฐานรองรับ แล้วนำผลลัพธ์กลับไปปรับใช้ในงานจริง เพื่อให้ระบบสุขภาพเดินได้ดีขึ้นโดยอาศัยข้อมูล ไม่ใช่แค่ความเคยชิน

4 ขั้นตอน R2R ที่เริ่มได้จากสิ่งใกล้ตัว

การทำ R2R ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด หากแยกเป็นขั้น ๆ จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทุกหน่วยงานเริ่มทำได้ทันที

  • 1. เริ่มจากปัญหางานประจำ
    เช่น การให้บริการล่าช้า ผู้ป่วยรอนาน ความผิดพลาดในการสื่อสาร การบริหารเวชภัณฑ์ไม่เป็นระบบ หรือข้อมูลเวชระเบียนตกหล่น

  • 2. ตั้งคำถามวิจัยและวางแผนศึกษา
    แปลงปัญหาให้ชัด เช่น “อะไรคือปัจจัยที่ทำให้การนัดหมายล่าช้า?” หรือ “ทำไมเอกสารซ้ำซ้อนยังเกิดขึ้นซ้ำ ๆ?” จากนั้นวางแผนเก็บข้อมูลและออกแบบวิธีการศึกษา

  • 3. เก็บข้อมูลและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
    ใช้วิธีการทางวิชาการในการเก็บข้อมูล วัดผล และวิเคราะห์ เพื่อให้คำตอบที่ได้มีน้ำหนักมากกว่าความรู้สึกหรือการคาดเดา

  • 4. นำผลวิจัยกลับไปใช้ปรับปรุงงานจริง
    สิ่งสำคัญของ R2R คือ ต้องกลับไปเปลี่ยนวิธีทำงานให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทำวิจัยเพื่อจบโครงการแล้ววางบนชั้น

AI: ตัวช่วยทรงพลังของยุค R2R ใหม่

วันนี้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มเข้ามามีบทบาทจริงจังในแวดวงการแพทย์ และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ R2R เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และเบาภาระงานซ้ำซ้อนลง

AI สามารถช่วยได้ตั้งแต่ขั้นตอนต้น ๆ อย่างการรวบรวมข้อมูล การค้นคว้า ไปจนถึงการวิเคราะห์เบื้องต้นและสรุปผล ทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีเวลาเหลือไปโฟกัสกับการดูแลผู้ป่วยและตัดสินใจเชิงลึกมากกว่าเดิม

AI ไม่ได้แค่เป็นผู้ช่วยพิมพ์รายงาน แต่กำลังกลายเป็น “เพื่อนร่วมทีมวิจัย” ของบุคลากรทางการแพทย์

เริ่มใช้ AI ง่ายที่สุด: ให้ช่วยทำ Literature Review

หนึ่งในขั้นตอนที่กินแรงที่สุดของ R2R คือ การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) เพราะต้องใช้เวลามหาศาลไปกับการ

  • ค้นหาบทความที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน สรุป และจัดหมวดหมู่เนื้อหา

  • เปรียบเทียบแนวคิดและผลการศึกษา

สำหรับคนทำงานประจำที่ต้องแบ่งเวลา การเริ่มต้น R2R มักสะดุดตรงจุดนี้ แต่ AI สามารถเข้ามาช่วยให้ส่วนที่ยากกลายเป็นขั้นตอนที่ “ทำได้จริง” ในเวลาจำกัด

ตัวอย่างเครื่องมือ AI ที่ใช้ช่วย Literature Review ได้แก่

  • ChatGPT, Gemini 2.0
    ใช้ช่วยสรุปบทความ ถอดใจความสำคัญ และอธิบายเนื้อหาที่ยากให้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น

  • Elicit, Scholarcy, Scite.ai
    ช่วยจัดโครงสร้าง Literature Review วิเคราะห์แนวโน้มของงานวิจัย และช่วยค้นหาช่องว่างขององค์ความรู้

การใช้ AI ในการค้นคว้าและสังเคราะห์ข้อมูล ไม่เพียงลดเวลาอ่านเอกสาร แต่ยังเปิดมุมมองใหม่จากแหล่งข้อมูลจำนวนมากในเวลาอันสั้น ช่วยให้ผู้วิจัยเห็นภาพรวมของประเด็นที่ศึกษาได้ชัดขึ้น

ก่อนเข้าสู่ยุค AGI: งานวิจัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ AI ยังไม่ถึงขั้น AGI (Artificial General Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดรอบด้านใกล้เคียงมนุษย์ในทุกมิติ แต่แนวโน้มชัดเจนว่า บทบาทของ AI ในงานวิจัยจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็น

  • งานซ้ำ ๆ ที่ใช้เวลาแต่ไม่ต้องคิดลึก

  • งานวิเคราะห์เบื้องต้นที่ใช้สูตรและรูปแบบตายตัว

  • งานจัดทำเอกสาร รายงาน และสรุปผล

สิ่งเหล่านี้สามารถส่งต่อให้ AI รับผิดชอบได้มากขึ้น ขณะที่มนุษย์เก็บสมองไปใช้กับการวางคำถามวิจัย การตีความผลลัพธ์ และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม

การเริ่มใช้ AI ในขั้นตอน Literature Review จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่าย คุ้มค่า และปลอดภัย ก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่ยุค AGI อย่างเต็มรูปแบบ

เข้าใจ AGI ใน 4 มิติความสามารถ

เมื่อพูดถึง AGI หลายคนคิดถึงหุ่นยนต์อัจฉริยะที่คิดได้เหมือนมนุษย์ แต่ในมุมของการทำงาน AGI สามารถแบ่งระดับความสามารถออกเป็น 4 ด้านหลัก ๆ

  • 1. Conversational
    ความสามารถในการโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติ เช่น พูดคุยกับคน ตั้งคำถาม ตอบคำถาม หรือช่วยอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย

  • 2. Reasoning
    การให้เหตุผล แยกแยะ วิเคราะห์ และแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ไม่ใช่แค่ตอบจากข้อมูลที่เคยเห็น แต่เชื่อมโยงความรู้เพื่อหาแนวทางใหม่

  • 3. Agents
    ความสามารถในการ “ลงมือทำงานให้เรา” เช่น วางแผน จัดตารางงาน ประสานข้อมูลหลายระบบ หรือรันขั้นตอนงานต่าง ๆ แทนมนุษย์

  • 4. Innovation
    การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ คิดนวัตกรรม หรือเสนอวิธีทำงานรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยถูกสั่งมาก่อน

AI ในระดับ AGI จะไม่ใช่แค่ตอบคำถามทีละรอบ แต่สามารถ คิดหลายชั้น ลองหลายทางเลือก แล้วคัดคำตอบที่ดีที่สุดออกมา คล้ายกับกระบวนการคิดลึกของมนุษย์

เมื่อ AI เริ่มแตะอาชีพแบบจริงจัง

แม้ AI ยังไม่แทนมนุษย์ได้ทั้งหมด แต่ความเปลี่ยนแปลงในตลาดงานเริ่มชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะในอาชีพที่มีงานซ้ำ ๆ หรือมีรูปแบบชัดเจน

  • 1. โปรแกรมเมอร์ระดับเริ่มต้น (Junior Programmer)
    AI เช่น GitHub Copilot หรือ ChatGPT สามารถช่วยเขียนโค้ด ตรวจสอบข้อผิดพลาด และเสนอวิธีเขียนที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว งานเขียนโค้ดแบบรูทีนเริ่มถูกลดความสำคัญลง

  • 2. แพทย์ทั่วไป (General Practitioner)
    AI ยังไม่เข้าใจบริบท ชีวิตจริง ความรู้สึก หรือมิติด้านจริยธรรมได้เท่ามนุษย์ แต่เริ่มเข้ามาช่วย GP ในงานเบื้องต้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน การคัดกรองโรค หรือการจัดการเอกสารถูกทำให้ง่ายขึ้น

  • 3. Systematic Reviewer
    งานที่เน้นการทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์บทความวิจัยจำนวนมาก และสรุปประเด็นสำคัญ เป็นจุดแข็งของ AI ที่สามารถจัดการข้อมูลได้เร็วและกว้างกว่ามนุษย์มาก

  • 4. นักวิจัยคลินิก (Clinical Researcher)
    งานวิจัยในมนุษย์ยังต้องพึ่งทักษะมนุษย์อย่างมาก ทั้งการออกแบบการศึกษา การประเมินจริยธรรม และดูแลผู้ป่วยระหว่างการทดลอง AI ช่วยในส่วน Big Data การจำลองผล (Simulation) และการวิเคราะห์เชิงลึก แต่ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังต้องเป็นของมนุษย์

สัญญาณเหล่านี้สะท้อนว่า ไม่ใช่อาชีพจะหายไปทันที แต่รูปแบบงานในอาชีพเดิมจะเปลี่ยนไปอย่างมาก

ตัวอย่างจริง: X-ray AI ฝีมือไทยที่ดังระดับโลก

ประเทศไทยเองก็เดินหน้าเรื่อง AI ทางการแพทย์อย่างจริงจัง ตัวอย่างชัดเจนคือ X-ray AI ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยอ่านภาพถ่ายทรวงอก ซึ่งมีความแม่นยำสูงจนติดอันดับ 2 ของโลก รองจาก Microsoft

วันนี้ X-ray AI ของไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่การช่วยอ่านโรคในทรวงอกเท่านั้น แต่ยังสามารถ

  • ประเมินความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน

  • ใช้ข้อมูลจากภาพเพียงภาพเดียว เพื่อช่วยคัดกรองเบื้องต้น โดยไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดทันที

นี่คือตัวอย่างว่า เมื่อแพทย์และทีมสุขภาพร่วมมือกับนักพัฒนา AI ผ่านมุมมอง R2R ที่ดี เราสามารถสร้างนวัตกรรมที่ช่วยทั้งผู้ป่วยและระบบสุขภาพได้จริง

ประเมิน AI ทางการแพทย์ ต้องดูให้ลึกกว่าคำว่า “แม่นไม่แม่น”

เมื่อ AI เข้ามาอยู่ในเวชปฏิบัติ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ถามว่า “ดีไหม” แต่ต้องรู้วิธีประเมินอย่างถูกต้องในมุมวิชาการ

สิ่งที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • 1. AI เป็นเพียงเครื่องมือวินิจฉัยอีกชนิดหนึ่ง (AI = Investigation Tool)
    ต้องดูตัวชี้วัดทางสถิติ เช่น sensitivity, specificity, AUC-ROC ว่าทำได้ในระดับที่ยอมรับได้หรือไม่ และเหมาะกับบริบทการใช้งานแบบไหน

  • 2. ข้อมูลที่ใช้ฝึก AI มีผลโดยตรงต่อคุณภาพ
    ความหลากหลายของกลุ่มผู้ป่วย เครื่องมือที่ใช้ถ่ายภาพ หรือบริบทสถานพยาบาล ล้วนมีผลกับความแม่นยำเมื่อใช้งานจริง หากข้อมูลฝึกต่างจากบริบทใช้งานมาก ประสิทธิภาพอาจลดลง

  • 3. Explainability (การอธิบายเหตุผล)
    AI ที่ดีควรมีวิธีอธิบายผลลัพธ์ เช่น Heatmap บอกตำแหน่งที่สนใจ หรือ Confidence Score เพื่อให้แพทย์เข้าใจว่า AI มองอะไร และช่วยประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่เชื่อหรือไม่เชื่อผลลัพธ์แบบลอย ๆ

ทำไม AI ที่เทรนในไทย ถึงสำคัญกับระบบสุขภาพไทย

ในทางปฏิบัติแล้ว AI ที่ถูกฝึกจากข้อมูลต่างประเทศ ไม่ได้เหมาะกับบริบทไทยเสมอไป เพราะ

  • ข้อมูลผู้ป่วยไทยมีความแตกต่าง ทั้งโรคประจำถิ่น พฤติกรรมสุขภาพ และปัจจัยด้านสังคม

  • เครื่องมือ เครื่องตรวจ และแนวทางรักษาในโรงพยาบาลไทยอาจไม่เหมือนกับประเทศที่พัฒนา AI

  • การใช้ AI ที่ฝึกจากข้อมูลและบริบทไทยโดยตรง ช่วยให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่า และทำให้ระบบสุขภาพเดินหน้าอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การผลักดันให้เกิด AI “เวอร์ชันไทย” จึงไม่ใช่เรื่องแข่งขันกับต่างชาติ แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมและความปลอดภัยของผู้ป่วยในระบบของเราเอง

Soft Skills: เหตุผลที่มนุษย์ยังเหนือกว่า AI

ต่อให้ AI ฉลาดแค่ไหน ยังมีหลายอย่างที่เครื่องจักรเลียนแบบได้ยาก โดยเฉพาะในงานสุขภาพที่ต้องเจอกับคนจริง ๆ ความรู้สึกจริง ๆ และชีวิตจริง ๆ

Soft Skills ที่ทำให้มนุษย์ยังได้เปรียบ AI ได้แก่

  • ความสัมพันธ์กับผู้ป่วย (Relationship)
    การสร้างความไว้วางใจ การสื่อสารอย่างเข้าใจ และการอยู่เคียงข้างผู้ป่วยในช่วงเวลายากลำบาก

  • ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)
    การรับรู้ความกลัว ความกังวล ความสูญเสีย แล้วตอบสนองอย่างมีมนุษยธรรม ไม่ใช่แค่ตามสูตรคำตอบ

  • การดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care)
    การมองผู้ป่วยเป็นมนุษย์หนึ่งคน ไม่ใช่แค่ผลแลบหรือภาพเอกซเรย์ การเชื่อมโยงมิติร่างกาย จิตใจ ครอบครัว และสังคมเข้าด้วยกัน

นี่คือพื้นที่ที่ AI ยังเข้าไม่ถึง และเป็นจุดแข็งที่บุคลากรการแพทย์ต้องรักษาและพัฒนาให้มากขึ้นในยุค AI

เลือกใช้ AI ให้เหมาะกับงาน ไม่ใช่ใช้เพราะกลัวตกเทรนด์

การกระโดดไปใช้ AI โดยไม่เข้าใจ อาจทำให้งานซับซ้อนกว่าเดิม หรือเพิ่มความเสี่ยงที่มองไม่เห็น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การใช้ AI ให้มากที่สุด แต่คือการใช้ให้ เหมาะสม

แนวคิดสำคัญคือ

  • ดูให้ชัดว่างานไหนเหมาะให้ AI ช่วย เช่น งานซ้ำซาก งานคำนวณ งานสรุปข้อมูล

  • แยกให้ออกว่างานไหนต้องใช้การตัดสินใจเชิงมนุษย์ เช่น จริยธรรม การสื่อสารข่าวร้าย การวางแผนดูแลระยะยาว

  • ใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ตัวแทนในการคิดแทนทุกอย่าง

มนุษย์ที่ใช้ AI จะมาแทนมนุษย์ที่ไม่ใช้ AI

ประโยคหนึ่งที่สะท้อนยุคนี้ได้ชัดคือ

“AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่มนุษย์ที่ใช้ AI จะมาแทนมนุษย์ที่ไม่ใช้ AI”

AGI อาจยังไม่เกิดขึ้นเต็มรูปแบบในวันนี้ แต่ การเริ่มเรียนรู้ AI ตั้งแต่ตอนนี้ คือเกราะป้องกันไม่ให้เราถูกเทคโนโลยีทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในวงการแพทย์และสาธารณสุข ที่ความเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นแล้วอย่างเงียบ ๆ

สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับยุคใหม่คือ

  • พัฒนา ทักษะการใช้ AI เพื่อนำมาเสริมการทำ R2R ค้นคว้า วิเคราะห์ และจัดการข้อมูล

  • เติมเต็มด้วย Soft Skills ทั้งด้านความสัมพันธ์ การสื่อสาร และการดูแลแบบองค์รวม

เมื่อผสานทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน เราจะไม่ได้แค่ตามเทคโนโลยีให้ทัน แต่ยังสามารถ ใช้ AI ยกระดับคุณภาพงานและระบบสุขภาพได้อย่างมีความหมาย

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของการออกแบบอนาคตวิชาชีพของเราเองในยุคที่ AI กำลังจะฉลาดใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้นทุกวัน