Focus: หัวใจของคนเขียนเพลงรัก
สุรักษ์ สุขเสวี เชื่อว่า ประสบการณ์ชีวิตคือสารตั้งต้นที่ทำให้งานเพลงมีพลังและความลึกซึ้ง ยิ่งผ่านเรื่องหลากหลาย ยิ่งมีมุมมองละเอียดอ่อนให้ดึงมาเล่าในเพลง
สำหรับเขา การแต่งเพลงยุคภาษาพูดไม่ใช่แค่เรียบเรียงคำเก๋ ๆ แต่คือการยัด “ความคิด” ลงไปในทุกจังหวะของคำร้อง เพื่อชี้มุมมองชีวิตและความรัก
เขายังคงมีแพสชันกับงานเพลง ไม่ว่าจะเป็น Retro Music, โปรเจกต์เพลงนอกกระแส หรือ ละครเพลงจากบทเพลงของตัวเอง รวมถึงฝันถึงคอนเสิร์ตที่เน้นเพลงภาษาไทยสวย ๆ แม้ไม่ใช่เพลงฮิตก็ตาม
ถนนสายดนตรีของสุรักษ์: จากรถบรรทุกผลไม้สู่ยุคล้านตลับ
สุรักษ์ สุขเสวี เติบโตที่จังหวัดราชบุรี ในครอบครัวค้าส่งผลไม้ ชีวิตบนรถบรรทุกกลายเป็น ห้องเรียนดนตรีแรกในชีวิต เพราะมีทั้งพี่ชายและคนขับสลับกันเปิดเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง และเพลงสากลยุค 1970 ตลอดเส้นทาง
การเดินทางเหล่านั้นทำให้เขาซึมซับทั้ง ความงามของภาษาไทย และท่วงทำนองจากเพลงหลากประเภท ก่อนกลั่นออกมาเป็นลายเซ็นของตัวเองในฐานะนักแต่งเพลงที่ใช้ “ภาษากวี” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ผลงานของเขาไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ตลาดเพลงไทย แต่ยังตอบใจตัวเอง ทั้งช่วงทำงานกับค่ายใหญ่ GMM Grammy มากกว่า 10 ปี งานเพลงอิสระภายใต้ชื่อ I Feel Fine Music ไปจนถึงเพลงเพื่อองค์กรรวมแล้วกว่า 500 เพลง ซึ่งล้วนมี เอกลักษณ์ทางภาษาและมุมมอง ที่จำง่ายและต่างจากคนอื่นจนทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงแถวหน้าของรุ่น
ผลงานอัลบั้ม: จาก Pop Rock อินดี้ถึง Pop Jazz อบอุ่น
“ดนตรีสีคราม” (2544)
อัลบั้มเปิดค่ายหลังออกจาก GMM Grammy
แนว Pop Rock อินดี้ ไม่เดินตามกระแสตลาด ขาดโปรโมชัน เลยกลายเป็นของสะสมในหมู่แฟนเพลงตัวจริง
สุรักษ์ทำแทบทุกอย่างเอง: โปรดิวซ์ แต่งคำร้อง-ทำนอง และร้องเอง
กลิ่นอายมาจากศิลปินต่างประเทศที่เขาชอบ เช่น Phil Collins, Bryan Adams, Toto, The Moody Blues
“ภาพผ่านวันเขียนเพลง” (2545)
ซีดีรวมเพลงที่เขาแต่งให้ศิลปินในยุคทองของ GMM
- รวมเพลงฮิตที่อยู่ในความทรงจำของคนฟัง เช่น
เธอผู้ไม่แพ้
ชายคนหนึ่ง
วิมานดิน
ลมหนาวและดาวเดือน
เก็บมันเอาไว้
ออกในสังกัด Grammy Big เป็นเหมือน แฟ้มประวัติการเขียนเพลงยุคแรก ๆ ของเขา
“ALL STARS FOR CARE” (2546)
อัลบั้มเพลงรักการกุศลเพื่อมูลนิธิรักษ์ไทย – องค์การแคร์
สุรักษ์รับหน้าที่โปรดิวเซอร์และแต่งเพลงทั้งหมด
รวมดาราและ VJ แถวหน้ามาร่วมร้อง เป็นอัลบั้มที่ใช้ พลังเพลงรักเพื่อการกุศล อย่างแท้จริง
“THE WINTER SONG” (2547)
อัลบั้มอินดี้อีกชุดหนึ่งที่เขาโปรดิวซ์และแต่งทุกเพลง
แนว Pop Jazz เน้นอารมณ์และเรื่องราวของเทศกาลปีใหม่
มีทั้งเพลงสนุก เศร้า เหงา อบอุ่น รวมถึงเพลงบรรเลง
เพลงเด่นคือ “ถือว่าเป็นอีกปีที่ฉันพอใจ” ที่ แอม เสาวลักษณ์ นำไป Cover อีกครั้งในปี 2551
“Playlist By สุรักษ์ สุขเสวี” (2551)
ชุดรวมเพลง Remastering ในโปรเจกต์ 25 ปี Grammy
- เป็นแผ่นซีดีคู่ cd & vcd รวมเพลงที่เขาแต่งให้ศิลปินดัง เช่น
วิมานดิน (นันทิดา)
คู่แท้ (ธงไชย)
นิยามรัก (นูโว)
นาทีที่ยิ่งใหญ่ (คริสติน่า)
จากหน้ากระดาษสู่หน้าประวัติศาสตร์เพลงไทย: งานเขียนและหนังสือ
“ความรักเขียนเพลง” (2545)
สุรักษ์ชวนเพื่อนนักแต่งเพลง 15 คน จากหลายค่าย
แต่ละคนเลือกเพลงที่ตัวเองแต่งมาเขียนเล่าที่มาและแรงบันดาลใจ
มีตัวอย่างลายมือของนักแต่งเพลงแต่ละคนในเล่ม
มีชื่อของครูเพลงและนักเขียนเพลงดังมาร่วม อาทิ ครูสลา, กมลศักดิ์, สารภี, วรรธนา ฯลฯ
“เราจะนอนมองฟ้าด้วยกันอีกครั้ง” / “ชีวิตลิขิตเพลง”
หนังสือที่รวมแรงบันดาลใจและเบื้องหลังเพลงสำคัญจากปลายปากกาของเขา
จาก 24 เพลงแรก ขยายเป็น 60 เพลง ในฉบับต่อมา ใช้ชื่อ “ชีวิตลิขิตเพลง” ก่อนกลับมาใช้ชื่อเดิมอีกครั้งเพื่อให้ค้นหาได้ง่าย
- เล่าเบื้องหลังเพลงดังยุค “ล้านตลับ” เช่น
ทำไมต้องเธอ
คู่แท้
หัวใจขอมา
แทนคำนั้น
ตัวจริงของเธอ
นิยามรัก
หมากเกมนี้
นาทีที่ยิ่งใหญ่
ชายคนหนึ่ง
ลมหนาวและดาวเดือน
วิมานดิน
แนบซีดี 16 เพลงมาด้วย เป็นทั้งหนังสือและแผ่นซีดีที่แฟนเพลงยุคเทป-ซีดี ต้องมีในคอลเลกชัน
“ท้องฟ้าริมหน้าต่าง” (2551)
ภาคต่อจากหนังสือก่อนหน้า เล่าที่มาของเพลงที่เขาแต่งให้ศิลปินใน GMM อีก 21 เพลง
แนบซีดีอีก 16 เพลง เป็นโปรเจกต์ที่ต่อยอด “เพลง” ให้กลายเป็น “วรรณกรรมบันทึกความทรงจำ”
“มิวส์กับหมู่ดาวกีตาร์” (2551)
นวนิยายเล่มแรกของเขา เล่าเรื่องเส้นทางตามหาฝันด้านดนตรี ผ่านตัวละครผู้หญิงชื่อ “มิวส์”
เขายังคงเป็น “คนเขียนเพลง” แม้ในนิยาย เพราะ แต่งเพลงประกอบถึง 10 เพลง ให้เป็น Soundtrack ของเล่มนี้โดยเฉพาะ
“ชีวิตลิขิตเพลง” The Journey Through Songs (2562)
หนังสือที่รวบรวมแรงบันดาลใจเบื้องหลังเพลงที่เขาแต่ง พร้อม CD MP3 จำนวน 60 เพลง ไฟล์คุณภาพสูง
เป็นเหมือน บทสรุปเส้นทางนักแต่งเพลงในรูปแบบบันทึกชีวิต + เพลง
นิยามรักของคนที่เคยเขียน “นิยามรัก”
เมื่อถูกถามถึงความรักในวัยที่ใจนิ่ง เข้าใจโลก และผ่านการตกผลึกมาแล้ว สุรักษ์ย้อนกลับไปที่เพลง “นิยามรัก” ที่เขาเคยเขียนให้วงนูโว
ในเพลงนั้น เขาเคยให้ความหมายของรักออกมา สองด้านในเพลงเดียวกัน ทั้งสุขและเศร้า เขามองว่าความรักทำหน้าที่ของมันอย่างสม่ำเสมอ มีทั้งช่วงงอกงามและช่วงคิดบัญชีต้นทุนทางใจ
ทุกวันนี้ เขาบอกว่าตัวเองเหมือนมี “อุปกรณ์ทางอารมณ์บางตัวเสียไปแล้ว” ไม่ค่อยหลงรักใคร ไม่เสียใจ ไม่น้อยใจง่าย ๆ และมักบอกตัวเองในใจสั้น ๆ ว่า “กูว่าแล้ว” หรือ “ธรรมดา” เป็นการยอมรับธรรมชาติของมนุษย์และความสัมพันธ์แบบไม่ดราม่า
“พรนรก” และเสน่ห์ของคนอารมณ์ศิลปิน
สุรักษ์เล่าว่า เขามองตัวเองว่ามีพรพิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกเล่น ๆ ว่า “พรนรก” คือทำอะไรเพี้ยน ๆ แปลก ๆ ผิดคอนเซ็ปต์นิดหน่อยแล้วไม่ค่อยถูกตำหนิ เพราะคนรอบตัวจะอธิบายแทนว่า
“สุรักษ์ เขาเป็นคนอารมณ์ศิลปิน”
เขาบอกว่าได้สิทธิพิเศษในการจับมือถือแขน สวมกอด ทั้งผู้ชายผู้หญิง เพราะทำด้วยความจริงใจ และคนสัมผัสได้ว่าไม่ได้คิดร้าย
เสน่ห์ของเขาไม่ได้อยู่ที่การบริหารภาพลักษณ์ แต่คือ
ทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ
ไม่คิดร้ายกับใคร
ถ้ารู้สึกว่าใครสักคน “ไม่น่าคบ” เขาจะยิ้มให้ แต่ไม่เปิดช่องต่อความสัมพันธ์ ส่วนเวลาต้องปฏิเสธงาน เขาจะพูดตรง ๆ ว่าไม่ทำเพราะอะไร ไม่อ้อมค้อม ไม่ใช้เหตุผลส่วนตัวเลื่อนลอย คนที่คิดปกติจะเข้าใจว่าเขาแค่ซื่อสัตย์ต่อธรรมชาติของตัวเอง และใช้มาตรฐานเดียวกับทุกคน
ประสบการณ์ชีวิต: วัตถุดิบตั้งต้นของทุกบทเพลง
สำหรับสุรักษ์ ประสบการณ์ชีวิตคือสารตั้งต้นของงานเขียนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบทภาพยนตร์ นิยาย ปรัชญา หรือเพลง
เขาอธิบายวิธีทำงานของตัวเองว่า
คัดกรองสิ่งที่เคยพบเห็นและเข้าใจจริง ๆ
เลือก “มุมที่จำได้” ออกมาถ่ายทอด
เติมด้วยจินตนาการและทักษะประพันธ์คำร้อง-ทำนอง
ผลลัพธ์คือเพลงที่ มีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่แค่ถ้อยคำสวย ๆ วางเรียงกัน
หนึ่งในสิ่งที่เขาถนัดที่สุดคือ การเปลี่ยนพฤติกรรมและความรู้สึกของคนคนหนึ่งที่ปฏิบัติต่อเรา ให้กลายเป็น “วรรณกรรม” ผ่านเพลง ซึ่งไม่เพียงให้ความเพลิดเพลิน แต่ยังเลี้ยงชีพได้จริง
เขาย้ำว่าตัวเองไม่ค่อยเขียนเพลงแบบ “ดำดิ่งจนหัวใจสลาย” แม้บางเพลงจะมีเนื้อหาเศร้าบ้าง แต่โทนจริง ๆ คือ เสียใจแบบเข้าใจ ไม่ฟูมฟาย ไม่โกรธแค้น พร้อมจะไปต่อ ซึ่งสะท้อนชัดในเพลงที่เขาร้องเองอย่าง “เราจะนอนมองฟ้าด้วยกันอีกครั้ง” ที่มีใจความคือ “เสียใจ แต่เข้าใจและพร้อมเดินหน้าต่อ”
10 เพลงรักที่เขียนจากชีวิตจริง (แต่ไม่เล่ารายละเอียด)
สุรักษ์เลือก 10 เพลงรักที่ไม่ใช่แค่เพลงที่เขาชอบที่สุด แต่คือเพลงที่มี ประสบการณ์ตรงทางความรู้สึกกับใครบางคนจริง ๆ แล้วได้โอกาสถ่ายทอดออกมาเป็นเพลง
เขาไม่เล่ารายละเอียดเพื่อให้เกียรติคนในเรื่อง แต่ขอให้ถือว่าเป็น “ลายแทง” ของเพลงที่เขียนจากหัวใจให้ใครสักคนจริง ๆ:
หากันจนเจอ – กบ ทรงสิทธิ์ & กบ เสาวนิตย์
คนที่แสนดี – นันทิดา แก้วบัวสาย (เขียนแบบกลับด้าน)
เกินห้ามใจ – สุรักษ์ สุขเสวี
พูดมาเลย – อัสนี โชติกุล (เขียนแบบกลับด้าน)
วันที่อ่อนไหว – นิโคล เทริโอ
ถนนสายนี้ – ใหม่ เจริญปุระ
อธิษฐาน – สุนิตา ลีติกุล
หน้าต่างบานนั้น – เจตริน วรรธนะสิน
สายน้ำ – สุรสีห์ อิทธิกุล
ฉันเองก็เสียใจ – วสันต์ โชติกุล
“เขียนแบบกลับด้าน” คืออะไร?
เขาอธิบายด้วยตัวอย่างง่าย ๆ:
“คนที่แสนดี” – จริง ๆ คือภาพที่ เขาเองเป็นฝ่ายวางแขนให้แฟนเก่านอนหนุน แต่ในเพลงกลับเล่าในมุมผู้หญิงว่าอีกฝ่ายวางแขนให้ตนหนุน เปลี่ยนมุมมองผู้เล่า แต่ยังใช้ “เหตุการณ์จริง” เป็นฐาน
“พูดมาเลย” – ในชีวิตจริง เขาเป็นคนทำท่าทีไม่อยากเป็นแฟน แต่ในเพลงกลับให้ฝ่ายชายเป็นคนที่กลัวถูกบอกเลิก ร้องว่า “พูดมาเลยว่าไม่รัก…” ทั้งที่ในความจริงเขาคือคนทำท่านั้นใส่ผู้หญิง
นี่คือเทคนิค “กลับด้าน”: ใช้เหตุการณ์จริง แต่เขียนกลับมุม เพื่อเล่าเรื่องในทางตรงกันข้ามให้ทรงพลังมากขึ้น
เคล็ดลับ “ภาษาสวย” และการโฟกัสมุมเล็ก ๆ ให้กลายเป็นเพลงใหญ่
คนในวงการมักบอกว่างานของสุรักษ์มี “ภาษาสวย” แต่เขาเองยังไม่แน่ใจนักว่าคนเห็นอะไรในคำนี้ เขาคิดว่าบางทีอาจเพราะ
เขาเลือกเล่าเรื่องจากมุมมองที่ ละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าเดิมนิดหนึ่ง
โฟกัส “ฉากเล็ก ๆ” ในชีวิตให้ชัด แล้วใส่ถ้อยคำลงในฉากนั้นให้พอดี
ตัวอย่างเพลงที่สะท้อนวิธีคิดนี้:
“ตัวจริงของเธอ” – จั๊ก ชวิน
เล่าความสัมพันธ์แบบที่ยังรักกันดี แต่รู้ว่าฝ่ายหนึ่งยังไม่ลืมรักเก่า
คนเล่าหวังให้เขาลืมคนเก่าเร็ว ๆ เพราะตัวเองคือ “ตัวจริงของเธอ”
เป็นสถานการณ์ที่มีอยู่จริงในชีวิตคนจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยถูกหยิบมาเป็นเพลงมาก่อน
“หมากเกมนี้” – อินคา
เล่าเรื่องการเป็นเพียง “คนคั่นเวลา” ระหว่างที่ใครบางคนทะเลาะกับแฟนแล้วมาพึ่งเรา
สุดท้ายเขากลับไปคืนดีกับแฟนเดิม เราเลยกลายเป็นแค่ตัวประกอบชั่วคราว
ประโยคอย่าง “หมากเกมนี้ ฉันก็รู้ว่าจะต้องลงเอยอย่างไร” ถูกวางในทำนองอย่างพอดี ทำให้เพลงติดหูและติดใจ
“หัวใจขอมา”
ใช้คำว่า “กลับมายืนที่เดิม” เป็นปลายเปิด ทุกคนมี “ที่เดิม” ในความทรงจำของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชายทะเล ย่านเก่า โรงเรียนเก่า
เพลงพาผู้ฟังกลับไปหาสถานที่และคนที่เคยอยู่ในภาพนั้น
เขาบอกว่าตัวเองชอบ โฟกัสให้มุมในเพลงเล็กลง แล้วค่อยลงถ้อยคำไปในฉากนั้นแบบละเอียด จนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของงานเขียนเพลงของเขา
ในยุคภาษาพูด เขายังแอบสอด “ภาษาเขียนแบบบทกวี” ลงในบางเพลง เช่น
ลมหนาวและดาวเดือน
วิมานดิน
นักเดินทาง
โดยเฉพาะ “นักเดินทาง” ที่ถูกเปรียบว่าเหมือนเขาเอาเลนส์มุมกว้างใส่ฟิลเตอร์บางอย่าง ภาพออกมากว้าง สวย มีสีสัน แต่ไม่รู้ชัดว่ามีใครอยู่ในเฟรม นั่นคือเพลงที่เขาภูมิใจมากที่สุดเพลงหนึ่งในชีวิต และไม่เหมือนเพลงไหนเลยใน GMM ทั้งหมด
ยุคครูเพลง – ยุคภาษาพูด – ยุคนักแต่งเพลงรุ่นลูก
สำหรับสุรักษ์ นักแต่งเพลงไทยแบ่งได้คร่าว ๆ เป็น 3 รุ่นใหญ่ ๆ:
ยุคครูเพลง – รุ่นที่เขานับถือเป็นครู
รุ่นของเขาเอง – ยุคปรับมาใช้ “ภาษาพูด” ในเพลง
รุ่นลูก – นักแต่งเพลงรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างงานท่ามกลางเทคโนโลยีมือถือและแพลตฟอร์มดิจิทัล
เขารู้สึกเป็น “หนี้บุญคุณ” ต่อเพลงยุคครูอย่างมาก เพราะเพลงเหล่านั้นให้ทั้งความสุขและความเจริญใจ และเป็น รากเหง้าของเพลงไทย จริง ๆ
เขายกตัวอย่างเพลง “ข้างขึ้นเดือนหงาย” เพื่อโต้กับความคิดที่ว่าเพลงครูเพลงมีแต่ “ชมธรรมชาติ กลอนพาไป” เพราะในสายตาเขา ภาพคู่รักขี่ควายกลางคืน เป่าขลุ่ยบนหลังควาย คือการสะท้อนวิถีชีวิต สังคม และความละเอียดอ่อนระหว่างคนกับสัตว์ในช่วงเวลาหนึ่งของประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง
เขามองว่าการประพันธ์เพลงยุคนั้นคือ ศิลปะการสื่อสารชั้นสูง ที่ใช้ภาษาไทยแบบเต็มศักยภาพ ทั้งคำ สัมผัสระหว่างวรรค และสัมผัสระหว่างท่อนเพลง เป็น “วรรณกรรม” และเป็นสมบัติชาติ
การมาถึงของ “ภาษาพูด”
ยุคที่เขาเข้าสู่วงการเพลง คือยุคที่ เรวัต พุทธินันทน์ ตั้งโจทย์ใหม่: ให้เปลี่ยนจาก “ภาษาเขียน” เป็น “ภาษาพูด” ในเพลง
ผลคือ
ลดเรื่องสัมผัสคำลง แต่ยังคงความคล้องจองในระดับที่ฟังแล้วไหลลื่น
ตัดคำอย่าง “ฤทัย, ดวงฤดี, อุรา, ขวัญตา” ออก
ลดจำนวนคำ แต่เพิ่ม “ความคิด” และ “มุมมอง” ให้แน่นแทน
ยุคนี้จึงเต็มไปด้วยเพลงที่ใช้ภาษาพูดแต่แฝงมุมมอง เช่น
“ลุงคิดกับชิดชัย”
“แดนศิวิไลซ์สุดขอบฟ้า”
“ดอกไม้พลาสติค”
“ผักชีโรยหน้า”
“สายล่อฟ้า”
“สองเราเท่ากัน”
เขามองว่านี่คือยุคที่ภาษาพูดในเพลง ผสมกับดนตรีตะวันตกที่หลากหลาย ได้อย่างกลมกลืน และกลายเป็นยุค “ล้านตลับ” ที่ยอดขายถล่มทลาย มีคอนเสิร์ตหลักหมื่นคน มีโรงเรียนดนตรี คาราโอเกะ และกิจกรรมดนตรีเต็มประเทศ เป็นเหมือน “ขบวนรถไฟแห่งความสุข” ยาวเหยียด
รุ่นลูก: เมื่อดนตรีต้องแข่งกับภาพ
นักแต่งเพลงรุ่นใหม่ต้องทำงานในโลกที่ เพลงอาจไม่สำคัญเท่ากับภาพในมิวสิกวิดีโอหรือคอนเทนต์ที่ประกอบมัน เขามองว่าพวกเขาน่าเห็นใจ เพราะต้องหาวิธีเลี่ยงการซ้ำงานของยุคก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องดิ้นรนให้รอดในระบบแพลตฟอร์มและการเสพสื่อแบบใหม่
แต่เขายังชื่นชมงานบางเพลงของคนรุ่นนี้ และส่งกำลังใจให้ค้นหา วิธีอยู่กับงานดนตรีอย่างมีความสุข แม้มันอาจไม่ใช่ยุคเบ่งบานของ “ดอกไม้ดนตรี” แบบเมื่อก่อนแล้วก็ตาม
คำร้อง vs เทคนิคการร้อง: สำเนียงไม่ชัดคือแฟชั่นหรืออนาคต?
เมื่อถูกถามว่า คำร้องเกี่ยวโยงกับเทคนิคการร้องอย่างไร และการออกเสียงไทยไม่ชัด ปนหางเสียงอังกฤษจำเป็นจริงไหม เขาเลือกตอบอย่างไม่ตัดสินรุ่นน้อง
เขามองว่า
เรื่องรสนิยมทางดนตรีของคนรุ่นใหม่ เขาไม่ไปแตะมาก เพราะแต่ละเจเนอเรชันต้องสร้างผลงานของตัวเอง
ถ้าดีไซน์ให้ร้องไม่ชัด ต้องตั้งใจฟังรอบสองถึงจะรู้ว่าร้องว่าอะไร ก็คงเพราะคนยุคนั้นชอบแบบนั้น ไม่งั้นคงไม่กลายเป็นเพลงที่ถูกปล่อยออกมามากมาย
เขาเชื่อว่า เมื่ออะไรขึ้นถึงจุดสูงสุดของความนิยมแล้ว เดี๋ยวคนรุ่นถัดไปจะค่อย ๆ เปลี่ยนเอง เพราะคนสร้างสรรค์ไม่ชอบย่ำรอยเดิม
เขาเปรียบเทียบว่า นักแต่งเพลงรุ่นเขาก็เคารพงานครูเพลง แต่ไม่ได้เขียนแบบเดียวกับครู เช่นเดียวกับรุ่นใหม่ที่เคารพรุ่นเขา แต่ออกทางของตัวเอง เป็นธรรมชาติของวงจรความสร้างสรรค์
เพลงรัก: ธรรมดาของมนุษย์หรือสูตรสำเร็จการตลาด?
มีคนวิจารณ์ว่าเพลงไทยวนเวียนอยู่กับเรื่องรัก – ไคร่ เขามองประเด็นนี้ผ่านทั้งมุมศิลปะและมุมมนุษยวิทยา
เพลงคือการโน้มน้าวให้เกิด อารมณ์ร่วม – สุข ดีใจ เสียใจ
ความสนุก รัก ห่วงใย น้อยใจ สิ้นหวัง ฯลฯ ล้วนเป็น อารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ที่เพลงเข้าถึงได้ง่าย
เมื่อธุรกิจดนตรีเติบโต เพลงรักจึงถูกสร้างขึ้นเป็นร้อยล้านเพลง เพราะคนอยากฟัง และมันเลี้ยงชีพคนทำเพลงได้ด้วย
เขาเชื่อว่า มนุษย์ตั้งแต่ยุค Homo erectus หรือ Homo sapiens ก็มีความรู้สึกเหล่านี้อยู่แล้ว เพียงแต่ฉากและรายละเอียดเปลี่ยนไปตามยุค
เขาเปรียบเทียบอย่างมีภาพว่า
มนุษย์ถ้ำรักผู้หญิงของเขาแบบเนื้อหา “ชายคนหนึ่ง” แต่แสดงออกด้วยกระบองไม้และขวานหินเพื่อปกป้อง
มนุษย์ยุคคอนโดแสดงความรักผ่านหน้าจอมือถือ เห็นกันผ่านวิดีโอคอลก็อุ่นใจ
อีกพันปีข้างหน้า เราอาจส่งความคิดถึงข้ามดวงดาว เรียกโดรนสาธารณะไปหาคนที่รัก แต่ ต้นเหตุยังมาจากรัก สมหวัง ผิดหวังเหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้ฝังอยู่ใน DNA ของเรา
เขาเชื่อว่าบทเพลงยุคของเขาจะยังคงอยู่ในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรี เป็นหลักฐานบอกเล่าวิถีสังคมในช่วงเวลา ๆ หนึ่ง แม้ไม่รู้ว่าคนในอนาคตจะยังแต่งเพลงใหม่หรือฟังเพลงกันอยู่หรือไม่ แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังมีหู มีสมอง และมีจินตนาการ เสียงเพลงและคำร้องก็จะยังทำหน้าที่สื่อสารความรู้สึกต่อกันอยู่เสมอ
ชีวิตนักแต่งเพลง vs รัฐสวัสดิการ: สิ่งที่เขาขอมีเพียงอย่างเดียว
เมื่อพูดถึงการดำรงชีวิตของนักแต่งเพลงในปัจจุบัน เขาตอบอย่างตรง ๆ ว่า ต้องเลือกให้ชัดว่าจะเอาอะไรจากชีวิต
ถ้าอยากรวย ให้ไปค้าขาย
ถ้าอยากก้าวหน้าในลำดับตำแหน่ง ให้ไปอยู่ในองค์กรใหญ่
แต่ถ้า ความสุขสำคัญที่สุด การเป็นนักดนตรีคือตัวเลือกหนึ่งที่สอดคล้องกับหัวใจ
ข้อแลกเปลี่ยนคือ ต้องยอมรับวิถีศิลปิน:
บางช่วงได้เงินเยอะ บางช่วงได้น้อย หรือแทบไม่ได้เลย
แต่ได้อยู่กับสิ่งที่รักทุกวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายอาชีพไม่มี
เขาไม่ค่อยเรียกร้องอะไรจากรัฐมากนัก แค่หวังให้
รัฐดูแลคนไทยทุกคนอย่างเต็มที่ตามศักยภาพ
กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และยุติธรรม โดยไม่ใช้เส้นสาย
แค่นี้สำหรับเขาก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ความฝัน Retro Music และอัลบั้ม “ส.พ.ส. ส่งเพลงของความสุข”
ถ้าได้ทำเพลงโดยไม่ต้องคิดเรื่องธุรกิจ เขาอยากทำอะไร?
คำตอบของสุรักษ์คือ เพลงแนว Retro Music แบบยุโรป-อเมริกาช่วงปี 1940–1960 โดยเฉพาะเพลงปีใหม่ที่มี
การประพันธ์ทำนองละเมียดละไม
การเรียบเรียงที่อุ่นและประณีต
การบันทึกเสียงด้วย เครื่องดนตรีจริงทุกชิ้น
เขาเคยทำฝันนี้แบบจริงจังมาแล้วในปี 2566 กับอัลบั้ม “ส.พ.ส. ส่งเพลงของความสุข” จำนวน 12 เพลง ใช้เงินตัวเองทั้งหมด เชิญนักดนตรีและศิลปินฝีมือดีมาร่วมงาน บันทึกเสียงด้วยเครื่องดนตรีจริงทั้งชุด
แต่เพราะเป็น “รสนิยมส่วนตัว” หลายคนมองว่างานเชย เพียงเพราะเขาไม่ได้ประกาศชัดว่าเป็นงาน Retro ที่ตั้งใจทำให้ได้บรรยากาศแบบนั้น เขายอมรับว่าพูดอธิบายกับทุกคนไม่ได้ เลยปล่อยให้มันเป็นอัลบั้มเล็ก ๆ ที่อยู่ในวงของคนที่รักงานของเขาจริง ๆ เท่านั้น
เขายอมรับแบบซื่อ ๆ ว่าในหัวยังมี “เพลงในฝัน” อีกหลายแบบที่อยากทำ แต่ต้องใช้เงินสนับสนุนจำนวนไม่น้อยจากเอกชนหรือรัฐ ซึ่งแค่คิดจะไปขอ เขาก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว เพราะไม่ค่อยชอบความรู้สึกเวลาเอ่ยปากขออะไรจากใคร
ทีมในฝันยุค Grammy: จากห้องประชุมสู่ยุคล้านตลับ
สุรักษ์เข้าสู่ Grammy ในปี 2533 ช่วงปีที่ 7 หลังบริษัทตั้ง ทีมแต่งเพลงหลักในเวลานั้นอยู่ภายใต้การดูแลของ เรวัต พุทธินันทน์ (พี่เต๋อ) และ นิติพงษ์ ห่อนาค (พี่ดี้)
ทีมแต่งทำนองและคำร้องถูกเซ็ตขึ้นอย่าง “Dream Team” ที่คัดเลือกมาอย่างเข้มข้น เพื่อทำให้มีอัลบั้มหลักปีละประมาณ 10 ชุด ซึ่งถือว่าเป็นแกนของธุรกิจดนตรีในค่าย
ฝั่งทำนองมีชื่ออย่าง วิชัย อึ้งอัมพร, ไพฑูรย์ วาทยกร, จาตุรนต์ เอมซ์บุตร, สมชาย กฤษณะเศรณี, กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา, อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ, โสฬส ปุณกะบุตร, ชาตรี คงสุวรรณ, อภิไชย เย็นพูนสุข, ชุมพล สุปัญโญ, พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, ธนา ลวสุต
ฝั่งคำร้องมี นิติพงษ์ ห่อนาค, เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์, ประชา พงษ์สุพัฒน์, อรรณพ จันสุตะ, สีฟ้า (กัลยารัตน์ วารณะวัฒน์), นวฉัตร, วรัชยา พรหมสถิต, วีระเกียรติ รุจิรกุล และเขาในฐานะคนที่ 10
ระบบการกลั่นกรองเพลงในค่ายเข้มจนถึงขั้น แต่งผ่านเดือนละเพลงถือว่า “สอบผ่าน” เพราะกว่าจะเคาะใช้จริงต้องลุ้นหลายรอบ แก้แล้วแก้อีก จึงไม่แปลกที่เพลงค่ายนี้จะยืนระยะได้ยาวและสร้างปรากฏการณ์ “ล้านตลับ” ขึ้นมามากมาย
ในทีม ทุกคนมีบทบาทเฉพาะทาง เช่น
เพลงสนุก: ประชา พงษ์สุพัฒน์, อรรณพ จันสุตะ, และหน้าใหม่อย่าง จักราวุธ แสวงผล
เพลงเศร้าอกหักสูตรเข้ม: นิติพงษ์ ห่อนาค, สีฟ้า, วรัชยา พรหมสถิต
เพลงปรัชญา ช่างคิด: เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์
เพลงรักอบอุ่น ภาษาดอกไม้ ให้กำลังใจ: สุรักษ์ สุขเสวี รับหน้าที่หลัก
นี่คือ Variety ที่สมดุล จนแฟนเพลงยุคนั้นมั่นใจได้ว่า “ถ้าเป็นอัลบั้ม Grammy ซื้อได้ทั้งชุด” และไม่ผิดหวังจริง ๆ
เพื่อนร่วมยุค: จากห้องอัดถึงกองไฟบนภูกระดึง
นอกจากเพื่อนร่วมทีมในค่าย ยังมีเพื่อนนักแต่งเพลงรุ่นราวคราวเดียวกันที่เดินทางมาด้วยกันอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น
จักราวุธ แสวงผล
มัสท์ กฤชยศ เลิศประไพ
เป็ด มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร
นัท ชนะ เสวิกุล
พวกเขาไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน แต่คือ แก๊งคุยเก่ง ดื่มน้อย แต่อำกันหนัก ไปนั่งฟังเพลงตามผับดัง ๆ ด้วยกัน มีความทรงจำร่วมมากมาย
หนึ่งในเหตุการณ์ที่เขาจำไม่ลืมคือทริป ภูกระดึง ในยุคที่ยังอนุญาตให้ก่อกองไฟได้ พวกเขานั่งร้องเพลงรอบกองไฟด้วยความเข้าใจดนตรีและการร้องประสาน เสียงเพลงดึงให้คนอื่นเข้ามานั่งฟังจนเป็นวงใหญ่
เมื่อเล่นเพลง “ไม่ยากหรอก” ของคริสติน่า ซึ่งเพิ่งออกใหม่ช่วงนั้น พอถึงท่อนแร็ปเสียงต่ำ “รักกันไปเถอะน่า ไม่ต้องคิดอะไรหรอกน่า…” จักราวุธเป็นคนร้อง ทำเอาน้อง ๆ รอบกองไฟช็อก เพราะเสียงเหมือนในเทปเป๊ะ – ซึ่งก็แน่นอน เพราะคนที่แต่งและร้องในมาสเตอร์ คือคนเดียวกันนั่นเอง
ค่ำคืนนั้นกลายเป็นความทรงจำร่วมที่ไม่มีวันลืม และสำหรับสุรักษ์ เพื่อน ๆ กลุ่มนี้คือ คนเก่งที่แต่ละคนมีอะไรบางอย่างที่เขาเองก็ทำไม่ได้ ในงานเขียนเพลง
จากนักแต่งเพลงสู่ “ครูเขียนเพลง” และงาน Corporate Image
หลังยุคพี่เต๋อจากไป โครงสร้างทีมแต่งเพลงในค่ายถูกจัดใหม่ มีนักเขียนเนื้อเพลงรุ่นใหม่หลายคนเสริมทัพ และเป็นจังหวะที่สุรักษ์ค่อย ๆ ขยับตัวออกมาเป็น นักแต่งเพลงอิสระ
เขาเริ่มทำเพลงแนว Corporate Image ให้กับบริษัท องค์กร หน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จำนวนมาก และในอีกด้านหนึ่งก็ส่งต่อความรู้ในการแต่งเพลงให้คนรุ่นใหม่ ในฐานะ “ครูเขียนเพลง”
เขามองน้อง ๆ ในวงการด้วยท่าทีเข้าใจ:
เริ่มทำงานด้วยอุปกรณ์จำกัดในห้องเล็ก ๆ จะให้ได้ Production เท่าค่ายใหญ่คงเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรก
บางคนจะค่อย ๆ ถูกค่ายใหญ่ดึงตัวเข้าไป เมื่อฝีมือและผลงานพิสูจน์ตัวเองแล้ว
เขาให้คำแนะนำเรียบง่ายว่า หากมีโอกาสเข้าค่ายใหญ่แล้ว ต้องใช้โอกาสนั้นให้เต็มที่ และปล่อยให้ผลงานเป็นคนพูดแทนเวลา
ความภูมิใจสูงสุด: ไม่ใช่ยอดวิว แต่คือเกียรติที่ “ฝากไว้ในสถาบัน”
สุรักษ์มองย้อนเส้นทางกว่า 30 ปีของตัวเองด้วยความพอใจ เขาไม่เพียงแค่แต่งเพลง แต่ยังเขียนหนังสือ เขียนนิยาย ทำอัลบั้มการกุศล ออกทัวร์สอนแต่งเพลง มีอัลบั้มเดี่ยวของตัวเอง ทำคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ที่อบอุ่น แต่งเพลงให้วาระสำคัญของประเทศ รวมถึงเพลงเพื่อองค์กรนับร้อย
หนึ่งในภารกิจที่เขามองว่าเป็น เกียรติสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิต คือการแต่งเพลงให้กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งเป็นสถาบันที่เขาเป็นศิษย์เก่า
เขานำเสนอแนวคิดแต่งเพลงร่วมสมัยเพิ่มจากเพลงมาร์ชเดิม สำหรับใช้ในกิจกรรมหลักของมหาวิทยาลัย เช่น
พิธีรับปริญญา
พิธีไหว้ครู
การแข่งขันกีฬา
การรับน้องใหม่
เพลงสัญลักษณ์ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย
เพลงประจำมหาวิทยาลัย
สุดท้ายเขาได้แต่งรวม ถึง 13 เพลง ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งด้านดนตรี ภาษาไทย และวรรณกรรม
แม้ค่าตอบแทนที่หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว จะไม่คุ้มค่าแรง แต่เขายอมรับงานนี้ด้วยใจ เพราะมองว่า
“การได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แต่งเพลงให้กับมหาวิทยาลัย คือเกียรติและความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิต”
สิ่งที่ทำให้เขามีกำลังใจทำจนจบอย่างสมบูรณ์ คือวิสัยทัศน์ของอธิการบดีในขณะนั้น ซึ่งเปิดรับเพลงร่วมสมัย และย้ำกับเขาเสมอว่าเพลงเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงและได้รับการตอบรับดีมาก เขาจึงกล้าบอกแบบขำ ๆ แต่มั่นใจว่า
“ผมเชื่อว่าเพลงประจำมหาวิทยาลัยของ มทร.พระนคร ทันสมัยและเท่ที่สุดแล้วครับ”
คำตอบที่ไม่มีใครเคยถาม: งานที่ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นงาน
เมื่อถูกทิ้งท้ายว่ามีอะไรที่อยากฝากเป็นวิทยาทานแต่ไม่เคยมีใครถาม เขาตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจนที่สุดในฐานะคนที่ใช้ชีวิตทั้งหมดบนถนนสายดนตรี:
“ตลอดชีวิตผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองทำงาน ผมทำเพลง แต่ไม่ได้ทำงานครับ”
ประโยคเดียวนี้เหมือนเป็นบทสรุปของการเดินทางทั้งเรื่อง – จากเด็กบนรถบรรทุกผลไม้ที่ฟังเพลงตลอดทาง สู่การเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงแถวหน้าของประเทศ ผู้ไม่เคยหยุดรักดนตรีแม้วันเดียว
บทสรุป: รักในสิ่งที่ทำ – ทำในสิ่งที่รัก
ในยุคที่ “เศรษฐกิจพิฆาต” บีบให้คนจำนวนมากต้องยอมทำงานที่ไม่ได้รัก เพียงเพื่อเลี้ยงชีพให้รอด เส้นทางของสุรักษ์อาจดูเหมือนความฝันที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับหลายคน
แต่แก่นของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะไปถึงจุดเดียวกับเขาได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ คีย์เดียวกัน ที่เขายืนยันผ่านทั้งชีวิตและงานของตัวเองว่า
ต้อง “รักในสิ่งที่ทำ” และ
ต้องพยายาม “ทำในสิ่งที่รัก” ให้ได้มากที่สุด
เมื่อความรักต่องานแข็งแรงพอ ปัญหาจะกลายเป็นแค่โจทย์ท้าทาย ความเหนื่อยหน่ายจะกลายเป็นการพิสูจน์ความตั้งใจของเรา มากกว่าจะเป็นเหตุให้เลิกล้ม
สำหรับสุรักษ์ สุขเสวี ดนตรีไม่ใช่งาน แต่เป็น วิถีชีวิต ที่เขาเลือก และตั้งใจจะอยู่กับมันไปจนหมดลมหายใจ – พร้อมทิ้งเพลงไว้ให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ “อิ่มรัก เอมชีวิต อาบปัญญา” ต่อกันไปไม่รู้จบ
Exclusive Deepest Bonding: “อิ่มรัก เอมชีวิต อาบปัญญา”
อีกมุมหนึ่งที่สะท้อนคุณค่าของสุรักษ์ คือสายตาของ ดร.ศาสตร์ธนิก จุลมณี ผู้เปรียบเขาว่าเป็นทั้ง นักเขียนเพลง และ Life Narrator – นักบอกเล่าชีวิต
สำหรับเขา สุรักษ์คือคนที่
ใช้ทุกตัวหนังสือในทุกบทเพลงเพื่อถ่ายทอด จิตวิญญาณและเลือดเนื้อของความเป็นมนุษย์
ทำให้บทเพลงไม่ติดกรอบเวลา เป็นงานที่ “ไร้ยุคสมัย – ไร้กาลเวลา” เพราะยังมีชีวิตอยู่ในทุกครั้งที่คนรุ่นใหม่หยิบมาฟัง
ฝากความรัก ความฝัน ความเจ็บปวด ความฮึกเหิม และความอาทรไว้ในทุกเพลง ราวกับเขียน “ร่องรอยของตัวเอง” ทิ้งไว้ในแผ่นดิน
จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงเมื่อมีคนบอกว่า บทเพลงของเขาจะยังทำหน้าที่หล่อเลี้ยงหัวใจผู้คน “ชั่วกัลปาสานของอสงไขยกาลเวลา” – ตราบใดที่ยังมีคนฟังเพลงไทย และยังอยากรู้ว่า “มนุษย์รักกันอย่างไร” ผ่านเสียงเพลง

