ZestBuy

สวีเดนเริ่มถอยจากห้องเรียนดิจิทัล กลับมาใช้หนังสือจริง

โปรไฟล์ Phanuphong.TPhanuphong.T05-19

หลังเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลักดัน “ห้องเรียนดิจิทัล” มากที่สุดในโลก ตอนนี้สวีเดนกำลังเริ่มเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ ด้วยการลดการใช้หน้าจอ แท็บเล็ต และการเรียนผ่านดิจิทัลในโรงเรียน แล้วหันกลับมาเน้นหนังสือจริง กระดาษ และการเขียนด้วยมืออีกครั้ง

รัฐบาลสวีเดนระบุว่าการเปลี่ยนแนวทางครั้งนี้เกิดจากความกังวลเรื่อง

  • สมาธิของนักเรียน

  • ความสามารถด้านการอ่าน

  • การจดจำข้อมูล

  • และผลกระทบจากการใช้หน้าจอมากเกินไปในเด็กเล็ก

หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของวงการการศึกษาโลก เพราะสวีเดนเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่เดินหน้า digital education เร็วที่สุดมาก่อน

จากประเทศสายดิจิทัล สู่การกลับมาใช้กระดาษ

ช่วงปลายยุค 2000 ถึงต้นยุค 2010 โรงเรียนในสวีเดนเริ่มแจก laptop และ tablet ให้เด็กจำนวนมาก โดยมีแนวคิดว่าการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลจะช่วยเตรียมเด็กสู่โลกอนาคต

ภายในปี 2015 นักเรียนมัธยมส่วนใหญ่ในโรงเรียนรัฐมีอุปกรณ์ดิจิทัลส่วนตัวใช้งานแทบทั้งหมด และในปี 2019 การใช้ tablet ในระดับ pre-school ยังถูกใส่เข้าไปในหลักสูตรด้วย

แต่หลังใช้งานจริงหลายปี เริ่มมีเสียงกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเทคโนโลยีอาจไม่ได้ช่วยเรื่องการเรียนรู้เสมอไป

ผลการอ่านของเด็กสวีเดนเริ่มลดลงในการประเมินระดับนานาชาติ ขณะที่ครูจำนวนมากรายงานว่าเด็กมีสมาธิสั้นลง และโฟกัสกับการอ่านยาว ๆ ได้ยากขึ้น

รัฐบาลเริ่มลงทุนกับ “หนังสือจริง” อีกครั้ง

ช่วงปี 2025–2026 รัฐบาลสวีเดนเริ่มเปลี่ยนนโยบายอย่างจริงจัง โดยทุ่มงบประมาณหลายพันล้านโครนาเพื่อซื้อ textbook และคู่มือการสอนแบบ physical ให้โรงเรียนทั่วประเทศ

เป้าหมายสำคัญคือให้นักเรียน “มีหนังสือจริงครบทุกวิชา”

นอกจากนี้ โรงเรียนจำนวนมากยังเริ่มลดการใช้หน้าจอในเด็กเล็ก และกลับมาใช้การเขียนด้วยลายมือมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา

รัฐบาลสวีเดนยังมีแนวคิดให้โรงเรียนเป็น “mobile-free environment” มากขึ้น และเริ่มผลักดันการจำกัดการใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียนด้วย

นักวิจัยเริ่มกังวลเรื่องสมองและสมาธิ

หนึ่งในเหตุผลหลักที่ถูกพูดถึงมากคือผลกระทบด้าน cognitive development

นักวิจัยหลายคนมองว่า การอ่านผ่านหน้าจอและการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลต่อเนื่อง อาจทำให้เด็กอ่านแบบ “สแกนเร็ว” มากขึ้น แทนที่จะอ่านเชิงลึกแบบหนังสือจริง

ขณะที่งานวิจัยด้าน neuroscience หลายชิ้นเริ่มพบว่า การเขียนด้วยมือช่วยกระตุ้นสมองด้านความจำ ภาษา และการประมวลผลได้ดีกว่าการพิมพ์บนคีย์บอร์ด

นักวิจัยจาก Karolinska Institute ยังระบุว่า การใช้หน้าจอมากเกินไปอาจกระทบทั้งสมาธิ การนอน และพัฒนาการของเด็กเล็กได้ด้วย

แต่ก็มีคนไม่เห็นด้วย

แม้หลายฝ่ายสนับสนุนการกลับมาใช้หนังสือ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ไม่น้อย

กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและนักวิชาการบางส่วนมองว่า การลดการใช้ดิจิทัลมากเกินไป อาจทำให้เด็กขาดทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่

บางคนยังมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจาก “เทคโนโลยี” โดยตรง แต่เป็นวิธีใช้งานและการออกแบบระบบการเรียนรู้ต่างหาก

เช่น

  • ครูไม่ได้รับการอบรมเพียงพอ

  • โรงเรียนใช้หน้าจอแทนการสอนจริง

  • หรือเด็กใช้ device เพื่อความบันเทิงมากกว่าการเรียน

นักวิจัยบางกลุ่มจึงมองว่า ทางออกอาจไม่ใช่ “ตัดดิจิทัลออก” แต่คือการใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลมากกว่า

หลายประเทศเริ่มจับตาสวีเดน

สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้สำคัญ คือหลายประเทศเริ่มมองสวีเดนเป็น “เคสศึกษา”

ทั้งเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศ เริ่มถกเรื่อง screen time ในโรงเรียนจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ

โดยเฉพาะหลังยุค COVID-19 ที่โรงเรียนทั่วโลกเร่งใช้ digital learning อย่างรวดเร็ว หลายแห่งเริ่มพบปัญหาคล้ายกัน ทั้งเรื่องสมาธิ การอ่าน และ mental fatigue

นั่นทำให้แนวคิด “balanced education” หรือการผสมระหว่าง analog กับ digital เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น

โลกอาจกำลังเข้าสู่ยุค “Hybrid Learning” จริง ๆ

สุดท้ายแล้ว สวีเดนไม่ได้กำลัง “ต่อต้านเทคโนโลยี” แบบสมบูรณ์

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า โลกการศึกษาเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า เทคโนโลยีควรอยู่ตรงไหนในห้องเรียน และอะไรคือจุดสมดุลที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก

หลังหลายปีที่ผ่านมา โลกเดินหน้า “digital first” แบบเต็มตัว ตอนนี้หลายประเทศเริ่มค้นพบว่า บางทักษะพื้นฐานอย่างการอ่านลึก การเขียนด้วยมือ และสมาธิระยะยาว อาจยังต้องพึ่งโลก analog อยู่ดี

ที่มา bbc

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น