เลือกสายให้ถูก ชีวิตเกมเมอร์จะดีเอง
แพลตฟอร์มอย่าง Steam ก็เหมือนมหาสมุทรเกม ที่มีทุกแนวให้ดำน้ำเล่นกันไม่หวาดไม่ไหว แต่ในทุกปี “กระแสหลัก” ก็ยังมีอยู่จริง โดยเฉพาะช่วงปี 2025 ที่เริ่มเห็นชัดเลยว่าเกมแนวไหนยังครองบัลลังก์ และแนวไหนกำลังมาแรงแบบห้ามมองข้าม
ถ้าใครกำลังคิดว่า “จะเล่นอะไรดีวะ?” ลิสต์นี้คือคำตอบ เพราะไม่ใช่แค่บอกแนวเกม แต่ยังหยิบตัวอย่างเกมเด่น ๆ พร้อมคาแรกเตอร์ จุดขาย และสเปคที่ควรรู้ไว้ให้ด้วย
ถ้าคุณอยากอัปเดตให้ทันวงการ อยากมีเกมไปคุยกับเพื่อน หรืออยากลองอะไรใหม่ ๆ บน Steam — บทความนี้ช่วยได้แน่นอน
1. Open-World RPG / Action RPG: โลกกว้าง อิสระจัดเต็ม
เกมสาย Open-World RPG / Action RPG ยังเป็นแนวที่ดูดวิญญาณเกมเมอร์ได้เสมอ เพราะไม่ได้ให้เราแค่ “เล่นตามเนื้อเรื่อง” แต่ให้เราได้ใช้ชีวิตในโลกอีกใบอย่างเต็มตัว
คุณสามารถเลือกจะเป็นฮีโร่ นักฆ่า สายเวท สายโจร หรือจะเล่นเป็นตัวละครสุดกาวในแบบของตัวเองก็ยังได้ โลกกว้างให้สำรวจ เควสต์ย่อยให้ทำ มอนสเตอร์ให้ล่า และเนื้อเรื่องแตกแขนงให้เลือกตัดสินใจคือเสน่ห์ที่ทำให้แนวนี้ไม่เคยตาย
จุดที่ทำให้ยังฮิตไม่เลิก
ให้ประสบการณ์แบบดื่มด่ำ ทั้งเนื้อเรื่องและบรรยากาศ
ระบบพัฒนาตัวละครลึก ปั้นได้หลายสาย เล่นซ้ำได้หลายรอบ
โลกเปิดขนาดใหญ่ที่เดินยังไงก็ไม่ทั่วง่าย ๆ
เทรนด์ที่เริ่มเห็นชัด
เอาระบบ Survival / Crafting มาใส่ให้การใช้ชีวิตสมจริงขึ้น
โลกตอบสนองการกระทำผู้เล่นมากขึ้น เหมือนอยู่ในโลกที่ “มีชีวิตจริง”
เริ่มใช้ AI มาช่วยสร้างเควสต์/เหตุการณ์ให้หลากหลายกว่าเดิม
เกมแนะนำสายโลกเปิดที่ยังโคตรสด
The Elder Scrolls ซีรีส์
เกม RPG เปิดโลกสุดคลาสสิกจาก Bethesda ที่ใครเล่นแนวนี้แล้วไม่เคยแตะ ถือว่าพลาดแรง
จุดเด่นคืออิสระระดับสุดโต่ง อยากเป็นใครก็ได้ในโลกนั้น
ทั้ง The Elder Scrolls V: Skyrim, Oblivion Remastered และ The Elder Scrolls Online ต่างก็ยังมีฐานแฟนที่เหนียวแน่น
เหมาะกับคนที่ชอบ “จม” อยู่ในเกมเป็นร้อย ๆ ชั่วโมง
สเปคโดยรวม:
แนะนำ CPU ระดับ Intel Core i5 เจนเก่า, RAM 8GB
การ์ดจอประมาณ GTX 970 / RX 570 ก็เอาอยู่
Grand Theft Auto ซีรีส์
เกมแอ็กชันโลกเปิดสายอาชญากรรมที่ทั้งดิบ ทั้งมัน และทั้งฮาในเกมเดียว
GTA V ยังเป็นเมืองจำลอง Los Santos ที่มีชีวิตชีวาสุด ๆ
โหมด GTA Online ให้คุณสร้างเรื่องราวเองกับเพื่อน จะบ้าแค่ไหนก็ได้
คนที่ชอบเนื้อเรื่องเข้ม ๆ ก็ยังย้อนกลับไปหา GTA IV กันอยู่
แอบกระซิบว่า GTA VI ที่จ่อเปิดตัวในปี 2026 น่าจะเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ใหญ่ของวงการแน่นอน
Cyberpunk 2077 (Ultimate Edition)
จากเกมที่เริ่มต้นด้วยดราม่าบั๊ก กลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ไซเบอร์พังก์ที่ “ต้องลองให้ได้สักครั้ง”
จุดขายคือบรรยากาศ Night City ที่เต็มไปด้วยชีวิต อาชญากรรม และเทคโนโลยีสุดหม่น
การเล่าเรื่องดีกว่าที่หลายคนคิดมาก ตัวละครอย่าง Johnny Silverhand กลายเป็นที่จดจำของแฟน ๆ
เวอร์ชัน Ultimate ที่อัปเดตแล้วคือฟีลคนละเกมกับตอนวันแรก
Starfield
สายสำรวจจักรวาลต้องโดน แม้จะมีเสียงบ่นเรื่องบางพื้นที่ดูโล่ง แต่คนที่ชอบตีความสนุกเองจะอินมาก
พาออกไปท่องจักรวาล สำรวจดาว เล่นกับยาน ปั้นตัวละครสายต่าง ๆ
หลังอัปเดต + DLC เพิ่มเติม ทำให้เกมดู “เต็ม” ขึ้นเรื่อย ๆ
The Witcher ซีรีส์
ถ้าพูดถึงเกม RPG เนื้อเรื่องดุเดือด การเล่าเรื่องโคตรดี ชื่อ The Witcher ต้องมา
The Witcher 3: Wild Hunt คือเกมระดับตำนานแห่งยุค
โลกแฟนตาซีหม่น ๆ ตัวละครมีมิติ โดยเฉพาะ Geralt
ภาคเก่าอย่าง The Witcher 1–2 แม้ระบบจะโบราณหน่อย แต่เนื้อเรื่องยังจัดว่าเข้ม
2. Survival Crafting / Base Building: จากศูนย์สู่จักรวรรดิของตัวเอง
สายรักการ “เริ่มชีวิตใหม่” ต้องถูกใจแนวนี้ เพราะคุณจะเริ่มจากมือเปล่า ท่ามกลางโลกโหดร้าย แล้วไต่เต้าจนมีฐานทัพอลังการเป็นของตัวเอง
ความฟินของเกมแนว Survival + Base Building คือการได้เห็น ผลงานของตัวเองค่อย ๆ โตขึ้น จากกระท่อมโทรม ๆ กลายเป็นป้อมปราการสุดโหด และต้องบาลานซ์ทั้งหิว หนาว ศัตรู และทรัพยากรไปพร้อมกัน
ทำไมถึงเล่นแล้วเลิกยาก?
ความรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่สร้างอะไรเสร็จ
ความท้าทายเรื่องเอาชีวิตรอดที่มีทั้งกดดันและสนุก
พอเล่น Co-op กับเพื่อนแล้ว ยิ่งวางไม่ลง
ทิศทางที่กำลังมาแรง
ผสมกับระบบ RPG และเนื้อเรื่องจริงจังมากขึ้น
กราฟิกอลังการ แสงเงาดีขึ้น แต่ยังพยายามให้เข้าถึงง่าย
ระบบสร้างซับซ้อนขึ้น แต่พยายามออกแบบให้ไม่ปวดหัว
เกมเอาชีวิตรอดที่ควรลองก่อนโลกแตก
Valheim
โลกไวกิ้งที่ไม่ได้ขายกราฟิกอลังการ แต่ขาย “บรรยากาศ+อิสระ” แบบจัดเต็ม
โลกสุ่มใหม่ทุกเซฟ ทำให้แต่ละการผจญภัยไม่เหมือนกัน
ระบบสร้างฐานทั้งลึกและยืดหยุ่น จัดบ้าน วางเมืองได้ตามใจ
เล่นกับเพื่อนแล้วโคตรสนุก โดยเฉพาะตอนล่าบอส
Sons of the Forest
เกมเอาชีวิตรอดแบบโทนดาร์ก ๆ ที่เอา Horror มาผสมได้โหดใช้ได้
ติดเกาะลึกลับที่เต็มไปด้วยมนุษย์กินคนและสิ่งมีชีวิตประหลาด
ระบบสร้างฐานอิสระ ฟีลเหมือนสร้างบ้านกลางฝันร้าย
ยิ่งเล่นโหมดมัลติกับเพื่อน เสียงกรี๊ด + เสียงหัวเราะคือของแถม
ARK: Survival Evolved
ถ้ารักไดโนเสาร์และเกมโคตรกินเวลา ARK คือดินแดนที่คุณควรไปตั้งรกราก
สำรวจเกาะที่มีทั้งไดโนและสัตว์โบราณเพียบ
จับมาเลี้ยง ขี่ ไล่ล่า หรือเอามาช่วยสร้างฐานก็ได้
ระบบเยอะ บั๊กก็เคยเยอะ แต่ DLC และอัปเดตช่วยขัดเกลาขึ้นเยอะเหมือนกัน
Palworld
ถ้าคุณอยากได้ส่วนผสมระหว่าง “จับมอน” กับ “เอาชีวิตรอด” เกมนี้คือคำตอบ
ฟีลคล้ายโปเกมอนแต่ดาร์กกว่าเยอะ
จับ Pal มาใช้งาน สร้างฐาน ช่วยต่อสู้ ทำฟาร์ม ทำโรงงาน
โลกกว้าง บอสเพียบ เล่นนาน ๆ แล้วติดแบบไม่รู้ตัว
Enshrouded
สายแฟนตาซี + Survival ต้องชอบ บรรยากาศโลกที่โดนหมอกกลืนกินทั้งใบ
ระบบสร้างฐานยืดหยุ่นมากจนหลายคนเปรียบเป็นเกมสร้างบ้านในฝัน
Co-op ช่วยลดความเครียด เล่นเป็นปาร์ตี้แล้วโคตรฟิน
หมอก Shroud สร้างทั้งแรงกดดันและเอกลักษณ์ให้เกมชัดเจน
3. Souls-like / Action RPG สุดโหด: สายฮาร์ดคอร์ต้องเจอ
เกมแนว Souls-like / Action RPG คือสนามประลองความอดทนของเกมเมอร์ ใครคิดว่า “เกมยาก ๆ มันอร่อยดี” แนวนี้เกิดมาเพื่อคุณ
หัวใจของมันคือการต่อสู้ที่ต้องอ่านท่า บล็อก หลบ และโต้กลับแบบแม่น ๆ ผสมกับการอัปสเตตัส ตัวละคร และอุปกรณ์ให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
ทำไมแฟน ๆ ยังรักแนวนี้?
ความรู้สึกภูมิใจเวลาโค่นบอสที่ตบเราตายมาเป็นสิบรอบ
โลกที่เชื่อมโยงกันอย่างมีชั้นเชิง ให้ความรู้สึกค้นพบตลอดเวลา
ระบบต่อสู้ที่มีเอกลักษณ์ เล่นแล้ว “รู้เลยว่าเกมนี้คืออะไร”
ทิศทางที่เริ่มชัดเจน
โลกเปิดกว้างมากขึ้นแบบ Elden Ring
ผสมกับแนวอื่น เช่น Metroidvania, RPG สำรวจ, หรือแม้แต่เกมเนื้อเรื่องจัด ๆ
บอสดีไซน์โคตรจัด ทั้งหน้าตา ท่า และเพลงประกอบ
เกมทรมานตัวเองที่คุ้มค่าทุกหยดเหงื่อ
Elden Ring
เกมที่พาคำว่า Souls-like ไปอีกระดับ โลกเปิดอิสระแต่ยังคงความโหดแบบ Dark Souls ไว้
Lands Between ใหญ่จนเดินหลงคือเรื่องปกติ
คนที่ชอบสำรวจจะยิ่งหลงรัก เพราะทุกมุมมีอะไรให้ค้นหา
DLC Shadow of the Erdtree เพิ่มดีกรีความเข้มข้นเข้าไปอีก
Lies of P
ตีความตำนานพิน็อกคิโอใหม่ให้กลายเป็นโลกมืดสไตล์โคตรกอธิค
การต่อสู้ลื่นมาก ฟีลใกล้ Bloodborne
บอสดีไซน์จัดเต็ม ทั้งโหดและเท่ในเวลาเดียวกัน
DLC ปรับโหมดความยากให้เข้าถึงได้กว้างขึ้น แต่ยังรักษาเสน่ห์สายโหดไว้
Black Myth: Wukong
เอาตำนานไซอิ๋วมาทำเป็นแอ็กชัน RPG ที่ทั้งสวย ทั้งดุ ทั้งอลังการ
รับบทลิงนักรบที่ออกตามหา relic ในโลกแรงบันดาลใจจาก Journey to the West
จุดเด่นคือกราฟิกโหดมาก และการต่อสู้บอสที่จัดหนัก
แม้โครงโลกจะไม่ถึงขั้นโอเพนเวิลด์เต็มตัว แต่เส้นทางการผจญภัยทำมาดีจนลืมไปเลย
Hollow Knight ภาคใหม่
แฟน Metroidvania + Souls-like เบา ๆ ยังคงจับตาเกมนี้แบบห้ามกระพริบ
เล่นเป็น Hornet ที่เคลื่อนไหวเร็วขึ้น ต่อสู้ดุดันกว่าเดิม
โลก Pharloom เต็มไปด้วยศัตรู ปริศนา และบรรยากาศหม่น ๆ น่าหลงใหล
ดนตรีและงานภาพคืออีกจุดที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก
4. Indie / Roguelike / Roguelite: สนามทดลองไอเดียสุดบ้า
เกมอินดี้คือพื้นที่ที่นักพัฒนาสายสร้างสรรค์ได้ปล่อยของแบบไม่เกรงใจใคร ไม่ต้องมีกฎว่า “เกมต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น” แต่คือโลกของ ไอเดียล้วน ๆ
โดยเฉพาะแนว Roguelike / Roguelite ที่สุ่มทุกอย่างให้คุณเจอความปั่นใหม่ทุกครั้งที่เล่น ตายแล้วเริ่มใหม่ แต่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ
ทำไมคนถึงติดเกมอินดี้หนักมาก?
เกมเพลย์แปลกใหม่ ไม่เดินตามสูตรสำเร็จ
เล่นรอบเดียวไม่พอ เกมออกแบบมาให้ “ตายแล้วไปต่อ” อยู่แล้ว
ราคามักไม่แรง แต่ประสบการณ์คุ้มเกินราคา
เทรนด์ของสายอินดี้ตอนนี้
ผสมหลายแนวเข้าด้วยกัน เช่น Roguelite + Deck-building หรือ Roguelite + Bullet Hell
งานศิลป์มีเอกลักษณ์ชัด ดูปุ๊บจำได้ปั๊บ
เริ่มเล่าเรื่องจริงจังขึ้น ไม่ได้มีแค่ระบบเกมเพลย์อย่างเดียว
เกมอินดี้ที่ควรซื้อติดไลบรารีไว้
Hades
Roguelike แอ็กชันที่แทบทุกคนเห็นตรงกันว่า “โคตรดี”
เล่นเป็น Zagreus ลูก Hades ที่พยายามหนีจากยมโลก
ต่อสู้ลื่น มือดี เสียงเพลงเดือด และเนื้อเรื่องเข้มข้นเกินคาด
ยิ่งตาย ยิ่งได้เห็นบทสนทนาใหม่ ๆ กลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่ “ยิ่งเล่นยิ่งรัก”
Vampire Survivors
ตัวอย่างชัด ๆ ของคอนเซปต์ว่า “เกมดีไม่จำเป็นต้องกราฟิกโหด”
บังคับแค่อย่างเดียว ส่วนสกิลยิงอัตโนมัติ แต่การเลือกอัปเกรดนี่แหละคือหัวใจ
เล่นง่าย แต่ติดงอมแงมแบบไม่รู้ตัว รอบหนึ่งตั้งใจเล่น 10 นาที สุดท้ายกลายเป็น 3 ชั่วโมง
Slay the Spire
เกมการ์ดที่ทำให้หลายคนกลับมาตกหลุมรักการ “สร้างเด็ค” อีกครั้ง
เดินขึ้นหอคอยที่ทุกห้องมีศัตรู/เหตุการณ์สุ่ม
ต้องจัดเด็คให้ลงตัว บาลานซ์พลัง ลบจุดอ่อนของตัวเอง
แม้ภาพจะเรียบง่าย แต่สมองนี่ทำงานหนักมากทุกเทิร์น
Cult of the Lamb
น้องแกะที่ดูน่ารัก แต่ดันมาเป็นหัวหน้าลัทธิแบบสุดปั่น
ผสม Roguelike แอ็กชันกับระบบบริหารลัทธิแบบจัดเต็ม
โทนภาพน่ารักตัดกับเรื่องหม่น ๆ แบบเจตนาชัดเจน
เหมาะกับคนชอบอะไรแปลก ๆ แต่ยังอยากได้ระบบแน่น ๆ
5. Co-op / Multiplayer Shooters: มีเพื่อนดี เกมอะไรก็สนุก
สายเกมยิง ไม่ว่าจะ PvE หรือ PvP เน้นจอยกับเพื่อน คือแนวที่ไม่มีวันหายจากชาร์ตยอดนิยม เพราะหัวใจมันคือคำว่า “เล่นด้วยกัน”
บางเกมเน้นลุยกับเพื่อนยิงมอน (Co-op) บางเกมเน้นดวลเดือดกับคนทั่วโลก (PvP) แต่ทั้งหมดมีจุดร่วมเหมือนกันคือ การสื่อสาร วางแผน และทำงานเป็นทีม
ทำไมถึงยังป๊อบตลอด?
ทุกแมตช์ไม่มีซ้ำ เหตุการณ์คาดเดาไม่ได้
ได้หัวเราะ ด่าเพื่อน รอดตายเฉียด ๆ — คือความทรงจำที่จำได้นานสุด
ใช้เป็นที่นัดเจอเพื่อนหลังเลิกงาน/เลิกเรียนได้ดีมาก
เทรนด์ที่เห็นชัดในยุคนี้
เกม Live Service ที่อัปเดตยาว ๆ หลายปี
มีระบบ RPG ใส่เข้ามาให้ปั้นตัวละคร/อาวุธของตัวเอง
รองรับ Cross-play ให้เพื่อนต่างแพลตฟอร์มเล่นด้วยกันได้
เกมยิงที่เล่นกับเพื่อนแล้วลืมนอน
Helldivers 2
เกมยิงมุมมองบุคคลที่สามที่ทำมาเพื่อเล่น Co-op โดยเฉพาะ
สวมบททหารของ Super Earth ที่ต้องออกไปปลดปล่อยดาวต่าง ๆ
ระบบ Stratagem เปิดโอกาสให้วางแผน รูปแบบการบุกหลากหลาย
ความฮาคือบางทีเพื่อนฆ่ากันเองมากกว่าศัตรูอีก
Call of Duty ซีรีส์ (รวม Warzone)
เกมยิงระดับตำนานที่ยังครองกระแสทั้งสายแคมเปญและมัลติเพลเยอร์
Modern Warfare II, Black Ops 6 และ Warzone ต่างก็มีฐานผู้เล่นมหาศาล
ใครชอบยิงลื่น ๆ ปืนหนัก ๆ เอฟเฟกต์โหด ๆ ยังไงก็ต้องลองสักภาค
Valorant
เทคนิคอลชูตเตอร์ที่ผสมความสามารถพิเศษของตัวละครเข้าไปได้อย่างลงตัว
5v5 เน้นสกิลปืนเป็นหลัก แต่สกิลเอเจนต์ช่วยสร้างจังหวะต่าง ๆ ได้ดี
คนที่มาจากสาย CS จะคุ้นมือไว แต่ต้องทำความเข้าใจสกิลเพิ่มนิดหน่อย
ฉากแข่ง Esports ทำให้เกมนี้สดใหม่อยู่ตลอด
Lethal Company
เกมสยองที่แถมความฮาแบบเข้มข้น
รวมทีมกันไปเก็บของบนดวงจันทร์ร้างที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาด
ความสนุกไม่ได้อยู่แค่ “รอดหรือไม่รอด” แต่อยู่ที่สถานการณ์ฮา ๆ ระหว่างทาง
คนเล่นบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เหมาะกับปาร์ตี้เพื่อนมาก
แนวอื่น ๆ ที่ยังมีแฟนเหนียวแน่น
แม้ 5 แนวด้านบนจะเป็นพระเอกของชาร์ต แต่ก็ยังมีอีกหลายสายที่น่าสนใจไม่แพ้กัน:
Strategy / 4X / Grand Strategy
สำหรับสายวางแผนชอบคุมทั้งโลก ทั้งจักรวรรดิ เกมแบบนี้แม้จะเป็นกลุ่มเฉพาะ แต่แฟนเหนียวมาก เช่นซีรีส์จาก Paradox หรือ CivilizationSimulation (เกมจำลองสถานการณ์)
ตั้งแต่ทำฟาร์ม สร้างเมือง ไปจนขับรถบรรทุก ใครอยากได้เกมฟีล “ใช้ชีวิตช้า ๆ แต่โคตรเพลิน” สายนี้ตอบโจทย์Story-Driven / Narrative Adventure
สำหรับคนที่อยากได้ประสบการณ์เหมือนดูหนังดี ๆ สักเรื่อง แต่ได้เลือกเส้นทางเอง เกมเล่าเรื่องเจ๋ง ๆ ยังมีตลาดของตัวเองเสมอ
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เกมหนึ่งเกม “ดัง” บน Steam?
หลายคนคิดว่าเกมจะปังเพราะเนื้อหาอย่างเดียว จริง ๆ ยังมีอีกหลายตัวแปรที่ส่งผลโดยตรงต่อความนิยม:
การตลาดและการโปรโมต
เกมดีแต่ไม่มีใครเห็นก็ไปไม่ถึงผู้เล่น การทำให้เกมโผล่บนหน้าฟีดคนเยอะ ๆ สำคัญมากสตรีมเมอร์และอินฟลูเอนเซอร์
ถ้าเกมไหนถูกสตรีมเมอร์ใหญ่หยิบมาเล่น กระแสพร้อมจะระเบิดได้แทบจะข้ามคืนช่วงลดราคา / Steam Sales
หลายเกมกลับมาติดชาร์ตใหม่ทุกครั้งที่มีเทศกาลลดราคา เพราะคนรอจังหวะ “ถึงเวลาเปย์แล้ว”การอัปเดตต่อเนื่อง
เกม Live Service หรือเกมออนไลน์ที่เติมคอนเทนต์ใหม่เรื่อย ๆ จะรักษาฐานผู้เล่นได้นานกว่ามากกระแสปากต่อปาก
ถ้าเกมคุณภาพดีจริง คนจะช่วยกันดันให้เอง รีวิวดี การแนะนำในกลุ่มเพื่อน/ชุมชน คือพลังที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงินโฆษณาอย่างเดียว
สรุป: 2025 คือปีทองของคนชอบลองแนวใหม่
การเดาเทรนด์เกมล่วงหน้าอาจไม่เคยแม่น 100% แต่จากพฤติกรรมผู้เล่นและกระแสช่วงที่ผ่านมา ทำให้พอจะฟันธงได้ว่า:
Open-World RPG / Action RPG ยังเป็นตัวเต็งของสายเล่นยาว
Survival Crafting / Base Building คือสวรรค์ของคนชอบสร้าง+รอดพร้อมกัน
Souls-like / Action RPG สุดหิน ยังครองใจสายฮาร์ดคอร์ที่รักความยาก
Indie / Roguelike / Roguelite คือแหล่งไอเดียบ้าพลังที่ไม่มีวันหมด
Co-op / Multiplayer Shooters คือพื้นที่รวมพลเพื่อนที่ไม่มีวันเงียบ
ถ้าคุณอยากทำคอนเทนต์เกม หรือแค่อยากหาเกมใหม่มาเล่นให้สุดในปี 2025 การจับตาแนวเหล่านี้ไว้คือไอเดียที่ดีมาก
เล่นให้สนุก เลือกแนวให้ตรงใจ แล้วค่อยมาเล่าให้คนอื่นฟังต่อ — นี่แหละพลังของเกมเมอร์ยุคนี้
สุดท้าย อย่าลืมว่า เกมไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่ยังเป็นพื้นที่ให้เราได้สร้างประสบการณ์ ความทรงจำ และเรื่องเล่าที่มีแค่เราเท่านั้นที่เป็นคนเล่นเองจริง ๆ

