จาก PIT BABE สู่โลกผีและคดีฆาตกรรม
พูห์–กฤติน กิจจารุวรรณกุล และพาเวล–นเรศ พร้อมเผ่าพันธุ์ เคยตรึงหัวใจแฟนๆ มาแล้วในฐานะ ชาลี กับ เบ๊บ จากซีรีส์ PIT BABE The Series ที่สร้างจากนิยายสุดฮิต วัยรุ่นสายแข่งรถต้องรู้จักชื่อคู่นี้เป็นอย่างดี
เคมีที่ทั้งสองคนสร้างไว้ในโลก Boys’ Love ทำให้ซีรีส์ถูกพูดถึงอย่างหนักในโซเชียลจนได้ไปต่อถึงซีซั่นสอง และภาพจำของชาลี–เบ๊บ ก็เหมือนจะฝังแน่นในใจผู้ชมไปแล้ว
แต่ครั้งนี้ ทั้งพูห์และพาเวลเลือก “หักเลี้ยว” แบบไม่แตะเบรก กระโดดจากสนามแข่งรถเข้าสู่โลกสยองขวัญและการสืบสวนในซีรีส์ใหม่ “สิงสาลาตาย” ที่ดัดแปลงจากนิยายยอดนิยมไม่แพ้กัน
พูห์รับบท “ธูป” เด็กวัดที่มองเห็นผี ส่วนพาเวลรับบท “สารวัตรสิงหา” ตำรวจที่ต้องมาสืบคดีฆาตกรรมเจ็ดศพที่ธูปตกเป็นผู้ต้องสงสัย พร้อมพาแฟนๆ ลุ้นไปกับเคมีแบบใหม่ในโทนสยองขวัญ–สืบสวนที่ถูกจับตามองอย่างมากในปีนี้
พาเวล–นเรศ: จากหนุ่มสายแข่ง สู่สารวัตรผู้ไม่เชื่อเรื่องผี
ความรู้สึกเมื่อได้เล่นซีรีส์สยองขวัญเรื่องแรก
สำหรับพาเวล นี่คือการลองของครั้งสำคัญในบทสายสืบโลกมืด เขาบอกว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้ลองเล่นบทบาทใหม่ๆ โดยเฉพาะ “ตำรวจ” ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ที่เขาอยากลองมานาน เพราะรู้ว่าจะได้เจอความเข้มข้นที่ต่างจากงานก่อนๆ
เขาเลือกอ่านนิยายต้นฉบับก่อนด้วย และยิ่งทำให้รู้สึกอยากเล่นมากขึ้นไปอีก เพราะเนื้อเรื่องสนุก มีฉากแอ็กชั่นที่เขาเฝ้ารอมานาน ยิ่งอ่านยิ่งอิน ยิ่งอ่านยิ่งอยากเป็นสารวัตรสิงหาให้ได้มากที่สุด
สารวัตรสิงหา: ตำรวจสายวิทย์ กับปมฝังใจเรื่องผี
สารวัตรสิงหาเป็นคนพูดตรง นิ่ง สุขุม และยึดหลักวิทยาศาสตร์กับหลักฐาน เขาไม่เชื่อเรื่องลี้ลับใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ความไม่เชื่อนี่เองที่กลายเป็นปมใหญ่ในใจ เพราะครั้งหนึ่งน้องสาวเคยมาพูดกับเขาเรื่องผี เขากลับปัดทิ้งว่าไร้สาระ ก่อนที่น้องสาวจะถูกผีหลอกจนจมน้ำตาย เหตุการณ์นั้นฝังอยู่ในใจสารวัตรมาตลอด และกลายเป็นแรงผลักดันในการทำงาน
พาเวลมองว่าตัวเองมีกลิ่นอายบางอย่างคล้ายตัวละครนี้ โดยเฉพาะความเป็นคนอินโทรเวิร์ตและนิ่ง แต่ในหลายๆ มุม สารวัตรสิงหาก็ทางการกว่ามาก แถมยังมีมุม “ปากแซ่บ” ตามแบบฉบับตำรวจที่ไม่ยอมอ้อมค้อมกับใครง่ายๆ
แปลงตัวจากตัวหนังสือสู่นักสืบบนจอ
พาเวลเล่าว่าการสร้างสารวัตรสิงหาขึ้นมาบนจอคือการ “ผสม” ระหว่างคาแรกเตอร์จากนิยายกับตัวตนจริงของเขาเอง
เขาพยายามอิงภาพสารวัตรจากตัวหนังสือให้มากที่สุด
แต่ก็แอบเติมความเป็นตัวเองลงไป เพื่อให้ตัวละครดูมีชีวิตจริง ไม่แข็งจนเกินไป
เขามองว่าถ้ามีคนสิบคนมาเล่นเป็นสารวัตรสิงหา ทั้งสิบคนก็น่าจะให้รสชาติที่ต่างกันออกไป เพราะ เสน่ห์ของตัวละครแบบนี้อยู่ที่รายละเอียดเล็กๆ ที่นักแสดงแต่ละคนเลือกหยิบมาใช้
ความท้าทาย: ภาษาของตำรวจ กับการพูดให้ “มีชีวิต”
หนึ่งในโจทย์หินของพาเวล คือเรื่อง “การพูด”
บทของสารวัตรเต็มไปด้วยข้อมูลเชิงทางการ ทั้งศัพท์กฎหมาย การสืบสวน รายละเอียดคดี ซึ่งต้องพูดให้ชัดจริงจัง แต่ก็ต้องไม่แข็งเหมือนอ่านรายงาน
พาเวลจึงต้องหาจุดลงตัวระหว่าง
ภาษาเขียนที่อยู่ในบท
กับการพูดให้ฟังดูเป็นมนุษย์จริงๆ
เขาต้องทำให้ประโยคที่ฟังดูเป็นทางการมากๆ กลายเป็นคำพูดที่คนดูเชื่อว่าออกมาจากปากตำรวจจริงๆ ไม่ใช่เครื่องอ่านสคริปต์
เรียนรู้จากตำรวจจริง: เบื้องหลังเครื่องแบบที่เราไม่ค่อยเห็น
เพื่อให้เข้าถึงบท “ตำรวจ” มากขึ้น พาเวลได้ไปใช้เวลาศึกษาชีวิตตำรวจจริงๆ ว่าใช้ชีวิตกันอย่างไรในที่ทำงาน
สิ่งที่เขาได้ค้นพบคือ
ตำรวจไม่ได้เครียดหรือขึงขังตลอดเวลา
ในสถานีมีมุมชิล มุมเล่น มุมล้อกันแบบเพื่อนร่วมงานทั่วไป
พวกเขามีวิธีคิดเป็นลำดับขั้นตอนเวลาเจอคดีหรือเหตุการณ์ต่างๆ
พาเวลเก็บมุมเหล่านี้มาใช้ในซีรีส์ เพื่อให้สารวัตรสิงหาดูเป็น “คนจริงๆ” ที่มีทั้งโหมดทำงานและโหมดผ่อนคลาย ไม่ใช่หุ่นยนต์สืบสวน
สิ่งที่สารวัตรสิงหาสอนพาเวล
จากการสวมบทตำรวจผู้ไม่ยอมถอยให้ความกลัว พาเวลได้เรียนรู้หลายอย่างจากตัวละครนี้
เขาเห็นมุมของคนที่ค่อยๆ เปิดใจให้กับคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนร่วมงานและธูป
เขาเรียนรู้เรื่อง “ความเป็นผู้นำ” ผ่านสารวัตรสิงหา ซึ่งเป็นคนที่ชัดเจนกับทางเลือกของตัวเอง และลงมือทำเต็มที่กับสิ่งที่เชื่อ
และเมื่อถูกถามถึงพัฒนาการของพูห์ในเรื่องนี้ พาเวลยอมรับว่ามองเห็นการเติบโตอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการพูด การออกเสียงให้ชัดขึ้น และการกล้าเล่นฉากอารมณ์ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่น่ากลัวสำหรับพูห์
เคมีสยองขวัญที่ไม่ใช่แค่ผี และไม่ใช่แค่ความรัก
สำหรับพาเวล สิ่งที่ทำให้ “สิงสาลาตาย” พิเศษกว่าซีรีส์สยองขวัญทั่วไป ไม่ได้มีแค่คดีโหดหรือผีที่หลอกไม่พัก
เขามองว่า ความผูกพันของคนสองคน คือหัวใจสำคัญของเรื่อง
ธูปคอยดูแลสารวัตรในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่
สารวัตรเองก็กลายเป็นเกราะป้องกันของธูป ทั้งจากอันตรายที่จับต้องได้ และสิ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เห็น
อีกมุมที่พาเวลค้นพบจากการแสดง คือ การเปิดรับความรู้สึกของร่างกายอย่างละเอียดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสัมผัส อารมณ์ รส กลิ่น เสียง เขามองว่าการแสดงช่วยให้เขามีสติอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น และรับรู้สิ่งรอบตัวชัดเจนกว่าเดิม
พูห์–กฤติน: เด็กวัดผู้กลัวผี ที่ต้องอยู่กับผีทุกวัน
จากคนที่ไม่กล้าดูหนังผี สู่การต้องแสดงเป็นคนเห็นผี
พูห์ยอมรับแบบตรงๆ ว่า
เขากลัวผีจริงๆ ตั้งแต่เด็ก และแทบไม่เคยดูหนังผีเลย เพราะกลัวภาพจะติดตา
บรรยากาศตอนเด็กของเขาก็ช่วยไม่ได้เลย บ้านสองชั้น ไฟต้องปิดเองตอนดึก เดินขึ้นบันไดกลางความมืดคือความหลอนประจำวัน ทำให้เขาติดนิสัยวิ่งขึ้นชั้นสองเพราะกลัวความมืด
การมารับบทในซีรีส์สยองขวัญจึงเหมือนการเอาความกลัวที่สะสมมาทั้งชีวิตมาใช้งานโดยตรง เวลาเจอนักแสดงที่แต่งหน้าเป็นผี ถ้าอยู่ด้วยกันแค่สองคนในกองถ่ายที่เงียบๆ เขาก็ยอมรับว่าขนลุกจริง ไม่ได้แกล้งกลัวเพื่อกล้อง
ธูป: เด็กกำพร้าจากวัด สู่ฟรีแลนซ์ที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางผี
ตัวละคร “ธูป” เป็นเด็กที่เติบโตมาในวัด ถูกหลวงปู่รับเลี้ยงตั้งแต่เล็ก ไม่เคยรู้จักพ่อแม่ตัวเอง
เขามีตาสองสี และสำคัญที่สุดคือ “มองเห็นผี” แต่บางครั้งก็แยกไม่ออกว่าตรงหน้าคือคนหรือผี
ตอนอยู่กับหลวงปู่ ธูปจะไม่เห็นผี เพราะบารมีของท่านช่วยปกป้อง
เมื่อหลวงปู่มรณภาพ ชีวิตธูปก็เริ่มลำบากขึ้นทันที เขาต้องอยู่ตัวคนเดียวแบบไม่รู้จะพึ่งใคร
ต่อมาเขาย้ายเข้ากรุงเทพฯ มาทำงานเป็นจิตรกรฟรีแลนซ์ แต่ไม่ว่าหนีไปไหน ก็ยังต้องเผชิญหน้ากับผีอยู่เรื่อยๆ จนต้องสร้างทักษะการเอาตัวรอดของตัวเองขึ้นมา
ใช้ชีวิตเด็กวัดจริง เพื่อเป็นธูปให้สมจริง
ก่อนกล้องจะเดิน พูห์เลือกเดินเข้าไปใช้ชีวิตในวัดจริงๆ ตั้งแต่ตีสี่ตีห้า
เขาไปเดินบิณฑบาตกับหลวงพี่ สะพายย่าม ช่วยดูทาง ช่วยกันรถตอนพระเดินรับอาหาร คอยรับถุงอาหารมาใส่ย่าม จากนั้นก็นำอาหารมาจัดเป็นมื้อเช้า ทำวัตร กวาดลานวัด ทำความสะอาดทุกมุม
จากการสังเกตเด็กวัดจริงๆ เขาพบว่า
เด็กวัดส่วนมากมีไหวพริบสูง
คล่องแคล่ว แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง
เอาตัวรอดได้ดีในสถานการณ์ที่คนอื่นอาจตั้งตัวไม่ทัน
พูห์เอาคุณสมบัติพวกนี้มาใส่ในตัวธูปให้มากที่สุด และได้คุยกับครูสอนแอ็กติ้ง รวมถึงผู้กำกับอย่างพี่ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม ที่เห็นตรงกันว่าจุดนี้คือเสน่ห์สำคัญของตัวละคร
ดราม่าที่ต้องร้องไห้จริง: อีกขั้นของการแสดง
สำหรับพูห์ ความท้าทายใหญ่สุดของบทนี้ไม่ใช่การเล่นฉากเจอผี แต่คือ ฉากดราม่า
โดยพื้นฐานเขาเป็นคนไม่ค่อยร้องไห้ ในงานก่อนๆ เขามักได้บทที่อ้อนเก่ง น่ารักมากกว่าจะต้องแบกปมชีวิต แต่ธูปเป็นเด็กกำพร้าที่มีบาดแผลฝังลึกในอดีต ซึ่งจะค่อยๆ ถูกเปิดออกในเรื่อง จึงต้องมีหลายฉากที่หนักทางอารมณ์
พูห์ยอมรับว่าเขากลัวฉากเหล่านี้กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี และทำให้ทั้งกองต้องรอ เขาเลยปรึกษาทั้งครูสอนการแสดงและผู้กำกับ ซึ่งช่วยเขาวางจังหวะและจัดการอารมณ์ให้มั่นคง
ในเชิงเทคนิค ทีมงานก็ช่วยออกแบบการถ่าย
เทกแรกๆ ที่น้ำตาออกเยอะที่สุด จะถ่ายมุมแคบก่อน
เทกหลังๆ ที่น้ำตาเริ่มน้อยลง ค่อยขยับไปมุมกว้าง
สิ่งเหล่านี้ทำให้บทธูปกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของพูห์ในฐานะนักแสดง ที่ต้องทะลุกรอบความคุ้นเคยของตัวเอง
ธูปสอนพูห์ให้กล้า และให้ดูแลคนอื่นมากขึ้น
จากการใช้ชีวิตเป็นธูป พูห์ได้เรียนรู้เรื่อง “ความกล้า” อย่างมาก
ธูปใช้ชีวิตลำพังแทบตลอด จนกระทั่งได้มาเจอสารวัตรสิงหา ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับหลวงปู่ในอีกแบบหนึ่ง เมื่ออยู่ใกล้สารวัตร เขาจะไม่เห็นผี
ทำให้สารวัตรสิงหากลายเป็น “เซฟโซน” ของธูป เป็นคนที่ทำให้เขากล้าหันไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองกลัวมาตลอด นั่นก็คือผี
อีกด้านหนึ่ง ธูปเองก็เป็นคนละเอียดอ่อน ใส่ใจคนอื่น เวลาดูแลบ้านของสิงหา ซึ่งค่อนข้างไม่เป็นระเบียบ เขาจะคอยจัดการ ดูแล ดูเหมือนเป็นคนตัวเล็กๆ ที่แบกหน้าที่ดูแลใจและชีวิตคนอื่นไว้เงียบๆ
มองเห็นพาเวลในเวอร์ชั่นใหม่ที่จริงจังกว่าเดิม
จากมุมของพูห์เอง เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของพาเวลชัดเจน
เพราะงานก่อนๆ มักเป็นบทที่พาเวลได้จากการออดิชั่นที่ใกล้เคียงกับตัวจริงมากนัก ทำให้ไม่ต้องปรับตัวรุนแรง แต่ในเรื่องนี้ บทของสารวัตรสิงหาเป็นคนมีอาชีพ มีหลักการ มีกรอบทางการชัดเจน จึงต้องปรับตัวมากกว่าเดิม
พูห์มองว่าพาเวลทำได้ดีมากกับการเปลี่ยนภาพจากเบ๊บใน PIT BABE มาเป็นสารวัตรสิงหาที่หนักแน่นแบบตำรวจสมจริง ตามโจทย์ที่ผู้กำกับต้องการ
เคมีใหม่ของพูห์–พาเวล และทีมผีที่เจ็บตัวที่สุดในกอง
เมื่อถามว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงพิเศษกว่างานก่อนๆ พูห์ตอบแบบติดตลกว่า
ความน่ารักของธูปก็ควรค่าแก่การติดตาม
แต่สิ่งที่ทุกคนจะได้เห็นจริงๆ คือ เคมีแบบใหม่ของเขากับพาเวล ที่ไม่เหมือนใน PIT BABE เลย
คราวนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้อยู่บนสนามแข่ง แต่ย้ายมาอยู่ท่ามกลางคดีฆาตกรรม ผี และความตาย ที่ทำให้ความผูกพันของตัวละครยิ่งเข้มข้นขึ้น
เขายังขอให้คนดูมองเห็นความตั้งใจของทีมงานทุกคน ทั้งทีมเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยเฉพาะนักแสดงที่เล่นเป็นผี ที่ต้องเจอความยากลำบากแบบสุดขีด
แต่งหน้าเย็บปาก เย็บตา กินข้าวแทบไม่ได้
มองก็ไม่ค่อยจะเห็น
บางคนต้องขึ้นไปอยู่บนต้นไม้เป็นเวลานาน
ทั้งหมดนี้ คือความทุ่มเทที่ซ่อนอยู่หลังฉากสยองขวัญเพียงไม่กี่นาทีบนจอ
เมื่อการแสดงไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่คือการรอ “จังหวะมหัศจรรย์”
ในช่วงท้ายของการถ่ายทำพูห์เล่าว่า เขาเคยถามพี่ปีเตอร์ ผู้กำกับที่ทำงานกับเขาตั้งแต่เรื่องแรก ว่าเขาพัฒนาขึ้นไหม และยังควรเติมอะไรอีก
คำตอบที่ได้คือ เขาดีขึ้นจากเรื่องแรกจริง แต่ผู้กำกับไม่อยากบอกเขาเป็นข้อๆ ว่าต้องทำหนึ่ง สอง สาม เพื่อให้ได้สี่ ห้า หก
สิ่งที่ผู้กำกับอยากเห็นคือ magic moment ที่ออกมาจากตัวพูห์เอง
เพราะถ้าเชื่อจนสุดหัวใจว่า “เราเป็นตัวละครนั้นจริงๆ” ทุกการกระทำจะไม่ใช่การแสดงเพื่อให้ถูก แต่จะกลายเป็นการมีชีวิตอยู่ในฐานะตัวละครนั้น โดยไม่ต้องมีคำว่าถูกหรือผิดมาเป็นกรอบ
สรุป: Boy’s Love x Horror ที่ไม่ได้เล่นแค่กับความรัก แต่เล่นกับความกลัวลึกสุดของมนุษย์
“สิงสาลาตาย” ไม่ได้เป็นเพียงซีรีส์ Boy’s Love แนวสยองขวัญที่มีผีโผล่มาหลอกเป็นระยะ แต่คือเรื่องราวของ
คนที่ไม่เชื่อเรื่องผี แต่ต้องเผชิญกับความจริงที่วิทยาศาสตร์อาจอธิบายไม่ได้
คนที่กลัวผีมาตลอดชีวิต แต่ต้องยืนมองมันในระยะประชิดแบบไม่มีที่ให้หนี
สองคนที่ค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของกันและกัน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความตายและความลับ
และที่สำคัญ มันคือสนามทดลองฝีมือของพูห์–กฤติน และพาเวล–นเรศ ที่กล้าพลิกภาพจำตัวเองจาก PIT BABE มายืนในโลกมืดที่เต็มไปด้วยผี คดีฆาตกรรม และบาดแผลในใจมนุษย์
สำหรับสายหนังสยองขวัญและแฟนซีรีส์ Boy’s Love ที่อยากเห็นเคมีแบบใหม่ในโทนที่เข้มกว่าที่เคย นี่คือหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรเลื่อนผ่านหน้าจอไปเฉยๆ

