รับแอปรับแอป

500+ คำศัพท์ยากที่เจอจริงในข้อสอบและที่ทำงาน: คู่มืออัปเลเวลภาษาอังกฤษแบบใช้งานได้ทันที

ธีรพล นาคดี01-31

เปิดคลังศัพท์โหด แต่จำได้ ใช้เป็น

ถ้าคุณกำลังจะสอบ IELTS, TOEFL, TGAT หรืออยากให้ภาษาอังกฤษในที่ทำงานดูโปรขึ้นอีกระดับ คำศัพท์ภาษาอังกฤษยากๆ คืออาวุธลับ ไม่ใช่แค่คำยาวๆ เท่ๆ แต่คือเครื่องมือที่ทำให้คุณคิดเป็นระบบ อธิบายลึกขึ้น และสื่อสารได้แม่นยำกว่าเดิม

ในบทความนี้ เราจะพาเปิดคลังมากกว่า 500 คำศัพท์ระดับสูง แบ่งตามการใช้งาน พร้อมแนวคิดและเทคนิคจำให้ติดหัว เอาไปใช้ได้ทั้งในข้อสอบ งานจริง และชีวิตประจำวัน

  • คำศัพท์สายวิชาการสำหรับสอบ (Academic Vocabulary)

  • คำศัพท์สายมืออาชีพและธุรกิจ (Professional Vocabulary)

  • เทคนิคจำศัพท์ยากให้ใช้ได้คล่องในชีวิตจริง

เป้าหมายไม่ใช่ท่องให้ได้เยอะที่สุด แต่ใช้คำให้แม่นและเหมาะที่สุด

ส่วนที่ 1: ศัพท์พิชิตสนามสอบ (Academic & Test Vocabulary)

คำศัพท์กลุ่มนี้มาจาก Academic Word List (AWL) ซึ่งปรากฏถี่มากในข้อสอบและงานเขียนทางวิชาการทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น IELTS, TOEFL, TGAT, CU-TEP หรือ TU-GET ถ้าคุณคุ้นกับคำเหล่านี้:

  • อ่าน Passage ได้เร็วขึ้น เข้าใจเนื้อหาเชิงลึกมากขึ้น

  • เขียน Essay และพูดได้ดูมีเหตุผล น่าเชื่อถือ

  • ตอบคำถามได้ตรงประเด็น ไม่ใช่แค่เดาความจากบริบทอย่างเดียว

1. ศัพท์หลักที่ห้ามพลาดสำหรับ IELTS และ TOEFL

หมวดคำศัพท์เชิงวิเคราะห์และการแสดงความคิดเห็น

กลุ่มนี้คือหัวใจของการทำข้อสอบ Writing และ Speaking ระดับสูง เพราะช่วยให้คุณ

  • วิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีระบบ

  • แสดงความเห็นได้มีเหตุผล ไม่ใช่แค่ “I think…” เฉยๆ

หมวดคำศัพท์เชิงสาเหตุและผลลัพธ์

คำประเภทนี้คือของจำเป็นสำหรับ Task 2 ของ IELTS และ Independent Writing ของ TOEFL เพราะช่วยให้คุณอธิบายเหตุและผลได้ชัดเจน เช่น การเขียนว่าอะไร “นำไปสู่” อะไร หรือ “มีผลกระทบ” อย่างไร

คำยากและคำยากๆ กลุ่มนี้จะทำให้ Essay ของคุณดูมีโครงสร้างและมีตรรกะ ไม่ใช่แค่เรียงประโยคสวยๆ ต่อกันเฉยๆ

2. ศัพท์เฉพาะทางสำหรับ TGAT, CU-TEP และ TU-GET

ในข้อสอบกลุ่มนี้ มักเน้นการคิดวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบและการจับความแตกต่างของคำ ศัพท์ที่ควรรู้จึงไม่ใช่แค่ความหมายคร่าวๆ แต่ต้องเข้าใจ “น้ำเสียง” และ “ความต่างแบบละเอียด” ด้วย

หมวดคำศัพท์เชิงเปรียบเทียบและขัดแย้ง

คำเหล่านี้ช่วยให้คุณ:

  • เปรียบเทียบสองสิ่งได้ชัดเจน

  • แสดงมุมมองที่แตกต่างหรือขัดแย้งอย่างมีน้ำหนัก

เหมาะกับข้อสอบแนวเปรียบเทียบข้อมูล วิเคราะห์ Argument และ Reading ที่มีการเปรียบเทียบหลายฝ่าย

หมวดคำศัพท์ความหมายคล้าย แต่ใช้ไม่เหมือน (Nuanced Synonyms)

นี่คือระดับที่หลายคนสะดุด เพราะคำแปลไทยเหมือนกัน แต่ภาษาอังกฤษใช้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าจับจุดได้ คุณจะโดดเด่นทั้งในข้อสอบและงานเขียนจริง

  • กลุ่ม Abundant / Profuse / Copious (มากมาย)
    ทั้งสามคำแปลได้ว่า “มากมาย” แต่ใช้งานคนละแบบ:

    • Abundant ใช้กับทรัพยากรหรือสิ่งที่มีอยู่เยอะตามธรรมชาติ เช่น abundant natural resources (ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์)

    • Profuse มักใช้กับสิ่งที่มากจนล้น เช่น คำขอโทษหรือการแสดงออกเกินๆ เช่น profuse apologies

    • Copious ใช้กับข้อมูลหรือสิ่งที่นับปริมาณได้ เช่น copious notes (จดโน้ตเยอะมาก)

  • กลุ่ม Precise / Accurate / Exact (ถูกต้อง)
    ทั้งหมดเกี่ยวกับความถูกต้อง แต่โทนต่างกัน:

    • Precise เน้นความละเอียดเป๊ะในตัวเลขหรือรายละเอียด เช่น precise measurements

    • Accurate เน้นความถูกต้องตรงกับความจริง เช่น accurate information

    • Exact คือเป๊ะทุกจุด ไม่มีหลุดเลย เช่น exact replica

  • กลุ่ม Mitigate / Alleviate / Ameliorate (บรรเทา)
    คำเหล่านี้เจอบ่อยมากในข้อเขียนเชิงวิชาการ:

    • Mitigate ลดความรุนแรงหรือผลกระทบ เช่น mitigate risks

    • Alleviate บรรเทาความเจ็บปวดหรือความทุกข์ชั่วคราว เช่น alleviate pain

    • Ameliorate ปรับปรุงให้ดีขึ้นแบบเป็นระบบและยั่งยืน เช่น ameliorate living conditions

  • กลุ่ม Ephemeral / Transient / Fleeting (ชั่วคราว)
    ทั้งหมดแปลว่า “ชั่วคราว” แต่มีอารมณ์ต่างกัน:

    • Ephemeral อยู่สั้นมาก จางหายเร็ว เช่น ephemeral beauty

    • Transient ผ่านไปเร็ว แต่อาจวนกลับมาได้ เช่น transient population

    • Fleeting ช่วงเวลาสั้นๆ แวบเดียว เช่น a fleeting moment

ยิ่งเข้าใจความต่างแบบละเอียด คะแนน Writing/Reading ยิ่งขยับขึ้นได้ง่าย

ส่วนที่ 2: ศัพท์หรูแบบมืออาชีพในโลกการทำงาน

ในที่ทำงาน คำที่คุณเลือกใช้สะท้อนทั้งบุคลิก ความเป็นมืออาชีพ และระดับความน่าเชื่อถือ ภาษาไม่ได้มีผลแค่ “ถูก–ผิด” แต่ยังส่งผลต่อการตัดสินใจของคนที่อ่านหรือฟังคุณด้วย

คำศัพท์กลุ่ม Professional & Business Vocabulary ช่วยให้คุณ:

  • เขียนอีเมลและรายงานได้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น

  • สื่อสารในห้องประชุมและการนำเสนอได้มั่นใจ

  • ส่งสารได้ชัดเจนแต่ยังคงความสุภาพและเป็นทางการ

ลองจินตนาการความต่างระหว่างอีเมลสองฉบับ:

  • แบบธรรมดา: ขอข้อมูลเพิ่มหน่อยครับ/ค่ะ

  • แบบมืออาชีพ: Could you please provide further details so we can proceed accordingly?

คำต่างกันไม่กี่คำ แต่ความรู้สึกของคนอ่านเปลี่ยนทันที

การเลือกใช้คำที่เหมาะสมในบริบทธุรกิจจึงเป็นเหมือนการแต่งตัวให้ภาษาของคุณดูดีขึ้นในทุกอีเมลและทุกการประชุม

ส่วนที่ 3: เทคนิคจำคำศัพท์ยากให้ติดหัวและใช้ได้จริง

การมีลิสต์ศัพท์ยาวเป็นร้อยคำเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ คุณดึงมันออกมาใช้ได้หรือเปล่า เวลาต้องเขียน ต้องพูด หรือฟังข้อสอบจริง

ต่อไปนี้คือ 3 เทคนิคหลักที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนจากแค่ “รู้จักคำ” ไปเป็น “ใช้คำ” อย่างคล่องตัว

  1. Spaced Repetition System (SRS): ทบทวนให้ตรงจังหวะสมอง
    ระบบนี้ใช้หลักจิตวิทยาความจำ: ถ้าทบทวนในช่วงเวลาที่เหมาะสม ความจำจะยาวนานขึ้นกว่าการท่องถี่ๆ แบบยัดเยียด

    แนวทางง่ายๆ เช่น:

    • หลังเรียนครั้งแรก → ทบทวนใน 1 วัน

    • จากนั้นใน 3 วัน, 7 วัน, 14 วัน, 30 วัน

    แอปยอดนิยมที่ใช้ SRS เช่น Anki, Quizlet, Memrise จะช่วยจัดตารางทบทวนให้อัตโนมัติ ตามว่าคุณจำคำไหนได้ดีแค่ไหน

  2. Etymology: ใช้รากศัพท์ช่วยเดาและเชื่อมโยง
    การรู้รากศัพท์ช่วยให้คุณเดาคำใหม่ได้ แม้ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น:

    • bene- (ดี) → benefit, benevolent

    • mal- (ไม่ดี) → malfunction, malicious

    • spec- (มอง) → inspect, spectator

    • port- (ขนส่ง) → transport, portable

    • dict- (พูด) → dictate, predict

    แทนที่จะจำคำแบบแยกกัน คุณจะเริ่มเห็นว่า คำใหม่หลายคำโยงกับคำเดิมที่คุณรู้แล้ว ทำให้จำได้เร็วและอยู่ทนนานกว่าเดิม

  3. Contextual Learning: เรียนจากบริบทจริงแทนการท่องลิสต์ลอยๆ
    สมองเราจำได้ดีกว่าเมื่อคำศัพท์ผูกกับเรื่องราว ภาพ และอารมณ์ ไม่ใช่แค่คู่คำ–คำแปล

    คุณสามารถ:

    • อ่านข่าวหรือบทความภาษาอังกฤษระดับจริงจัง เช่น เว็บไซต์ข่าวหรือบทความเชิงวิเคราะห์

    • ดูซีรีส์หรือภาพยนตร์พร้อมซับภาษาอังกฤษ เพื่อเห็นการใช้คำในบทสนทนาจริง

    • ฟังพอดแคสต์ภาษาอังกฤษเพื่อฝึกจับคำศัพท์จากการฟังและเข้าใจจากบริบท

    เมื่อคุณเจอคำเดียวกันซ้ำๆ ในบริบทที่ต่างกัน คุณจะ รู้สึก การใช้งานของมันเองโดยไม่ต้องท่องจำอย่างฝืนๆ

ส่วนที่ 4: ไขข้อสงสัยเรื่องคำศัพท์ยาก (Advanced FAQ)

1. “Difficult” vs “Sophisticated” Vocabulary ต่างกันยังไง?

  • Difficult vocabulary คือคำที่ยากเพราะสะกดยาก อ่านยาก หรือจำยาก เช่น onomatopoeia, chrysanthemum
    ความหมายอาจไม่ซับซ้อน แต่เวลาใช้หรือออกเสียงอาจสะดุด

  • Sophisticated vocabulary คือคำที่มีความหมายลึก ใช้ในบริบทขั้นสูง เช่น paradigm, dichotomy, juxtapose
    จุดยากไม่ใช่การอ่านออกเสียง แต่คือการเข้าใจนัยยะและบริบทที่เหมาะสม

คำแบบ sophisticated ทำให้การสื่อสารของคุณดูโปร มีชั้นเชิง และสะท้อนความเข้าใจเนื้อหาที่ลึกกว่าแค่ระดับผิวๆ

2. ควรเริ่มจาก Academic, Business หรือ Literary Words ก่อนดี?

ลำดับที่แนะนำ:

  1. เริ่มที่ Academic Vocabulary ก่อน
    เพราะเป็นฐานที่ใช้ได้กว้างที่สุด ทั้งข้อสอบ บทความข่าว และการสื่อสารกึ่งทางการในชีวิตจริง

  2. ต่อด้วย Business Vocabulary
    เมื่อมีฐานคำวิชาการแล้ว การขยับไปสู่คำศัพท์ทางธุรกิจจะง่ายขึ้น เพราะหลายคำทับซ้อนกัน เช่น facilitate, consolidate, optimize ใช้ได้ทั้งในงานเขียนวิชาการและในรายงานธุรกิจ

  3. Literary Words ทิ้งไว้หลังสุด
    เหมาะสำหรับคนที่สนใจงานเขียนเชิงวรรณกรรม เพราะคำกลุ่มนี้เน้นความสวยงามของภาษา ไม่ได้ใช้บ่อยในข้อสอบหรือที่ทำงานทั่วไป

ถ้าคุณเน้นสอบและทำงาน ให้โฟกัส Academic + Business ก่อน จะคุ้มค่าที่สุด

3. ต้องรู้รากศัพท์ละติน/กรีกไหม?

ไม่ใช่ข้อบังคับ แต่ถ้าถามว่า “คุ้มไหม” คำตอบคือ คุ้มมาก โดยเฉพาะสำหรับสายสอบและสายวิชาการ

ภาษาวิชาการจำนวนมากมาจากรากละตินและกรีก ถ้าคุณรู้รากพื้นฐานเพียง 20–30 ราก เช่น:

  • bio- (ชีวิต) → biology

  • geo- (โลก, พื้นดิน) → geography

  • phon- (เสียง) → telephone

  • chron- (เวลา) → chronology

คุณจะเดาความหมายคำใหม่ได้เอง และเข้าใจศัพท์ยาวๆ ได้โดยไม่ต้องเปิดดิกทุกครั้ง

4. แอปท่องศัพท์ vs การอ่าน อะไรดีกว่ากัน?

คำตอบคือ อย่าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ใช้คู่กัน

  • แอปท่องศัพท์ (เช่น Anki, Quizlet, Memrise):

    • ดีสำหรับการสร้างฐานคำศัพท์

    • ใช้ SRS ช่วยคุมจังหวะทบทวน

    • เหมาะกับเวลา 10–20 นาทีต่อวันระหว่างวัน

  • การอ่านจริง:

    • ทำให้คุณเห็นคำในประโยคเต็มๆ

    • ช่วยให้เข้าใจระดับความเป็นทางการ (register) และนัยเชิงอารมณ์ (connotation)

    • ทำให้รู้ว่าใช้คำตัวเดียวกันต่างบริบทแล้วความรู้สึกต่างกันยังไง

รูปแบบที่แนะนำ:

  • ใช้แอปท่องศัพท์วันละ 15–20 นาทีเพื่อฝังคำเข้าไปในหัว

  • อ่านบทความหรือหนังสือภาษาอังกฤษวันละ 20–30 นาทีเพื่อฝึกการใช้ในบริบท

ใช้คำยากอย่างฉลาด ไม่ใช่เอาไว้โชว์

การมีคลังคำศัพท์เยอะเป็นจุดแข็งก็จริง แต่ถ้าใช้คำยากผิดที่ผิดทาง ก็อาจทำให้คุณดูเหมือนกำลัง “อวดศัพท์” มากกว่ากำลังสื่อสาร

สิ่งที่ควรระวัง:

  • อย่าใช้คำยากเพียงเพราะอยากดูฉลาด ถ้าคำง่ายสื่อความได้ชัดกว่า ให้เลือกคำง่าย

  • ดูบริบทและผู้ฟังก่อนเสมอ ว่าเหมาะกับระดับความเป็นทางการขนาดไหน

  • หลีกเลี่ยงการเขียนแบบ “เยิ่นเย้อ” ใช้คำฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นจนคนอ่านงง (ที่มักเรียกว่า purple prose)

เป้าหมายของการเรียนคำศัพท์ยากคือการสื่อสารที่ชัดเจน มีพลัง และแม่นยำ ไม่ใช่การแสดงว่ารู้ศัพท์เยอะ

ที่สุดแล้ว คำที่ดีที่สุดคือคำที่ช่วยให้คุณสื่อความคิดได้ตรงและเข้าใจง่าย จะเป็นคำสั้น คำง่าย หรือคำยากก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า “มันเหมาะกับบริบทหรือไม่”

เก็บคลังศัพท์ของคุณไว้เป็นเครื่องมือ เมื่อถึงเวลาเขียนข้อสอบ พูดในที่ประชุม หรือสื่อสารในชีวิตประจำวัน จงเลือกใช้คำอย่างมีสติและมีเป้าหมาย แล้วคุณจะเห็นว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่กำแพง แต่เป็นสะพานที่พาคุณไปไกลกว่าที่คิด