รับแอปรับแอป

กู้ผิวพังให้กลับมาปัง: รวมปัญหาผิวฮิตและวิธีฟื้นฟูให้ชุ่มชื้น สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

ธีรพล สุขเกษม01-31

ดูแลผิวให้รอดในยุคผิวพังง่าย

ผิวของเราเจอศึกทุกวัน ทั้งแดด มลภาวะ การพักผ่อนน้อย และสกินแคร์ที่อาจไม่เหมาะกับผิวตัวเอง ผลลัพธ์คือปัญหาผิวสารพัด ทั้งปากแห้งแตก ผิวหมองคล้ำ ผิวแพ้ง่าย ไปจนถึงโรคผิวหนังเรื้อรัง

เพื่อให้การดูแลผิวไม่ใช่เรื่องงงๆ อีกต่อไป มาดูภาพรวมปัญหาผิวที่เจอบ่อย พร้อมแนวทางฟื้นฟูแบบเข้าใจง่ายแต่ได้ผลกัน

ปากแห้งแตก ขาดน้ำหรือขาดวิตามิน?

ปากแตกไม่ใช่แค่ไม่ทาลิปมัน แต่เกี่ยวข้องกับทั้ง ความชุ่มชื้นและสารอาหาร ที่ร่างกายได้รับไม่พอ

  • ปากแห้งลอก อาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อย พักผ่อนไม่พอ หรืออยู่ในห้องแอร์นานๆ

  • ปากแตกเป็นรอยลึก เกี่ยวข้องกับ การขาดวิตามินบางชนิด และไขมันดีที่ช่วยให้ผิวเก็บความชุ่มชื้น

  • พฤติกรรมเลียริมฝีปากบ่อย ยิ่งทำให้ผิวปากแห้งและแตกหนักกว่าเดิม

การดูแลจึงต้องทั้ง

  • เติมน้ำให้พอในแต่ละวัน

  • ใช้ลิปบาล์มที่มีสารเคลือบและกักเก็บความชุ่มชื้น

  • เสริมสารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูผิวปากอย่างเหมาะสม

ถ้าดูแลถูกจุด ปัญหาปากแตกมักดีขึ้นภายในประมาณ 3–7 วัน

ริมฝีปากคล้ำ อยากได้ลุคปากอมชมพูต้องเริ่มตรงไหน

ริมฝีปากคล้ำไม่ใช่แค่เรื่องสีสัน แต่สะท้อนพฤติกรรมและการใช้ชีวิตหลายอย่างที่เรามองข้าม

  • การสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ

  • ดื่มกาแฟหรือชาเข้มๆ บ่อยจนเกิดการสะสม

  • แพ้ลิปสติก หรือลิปมันที่มีน้ำหอม สี หรือแอลกอฮอล์

  • ขยี้ปาก แกะหนังริมฝีปาก ทำให้เกิดการอักเสบซ้ำๆ

แนวทางดูแลให้ริมฝีปากกลับมา ดูอมชมพู สุขภาพดี

  • งดพฤติกรรมทำร้ายริมฝีปากที่ทำเป็นประจำ

  • บำรุงด้วยลิปบาล์มหรือสกินแคร์สำหรับริมฝีปากที่อ่อนโยน

  • ในบางรายอาจใช้วิธีเลเซอร์ช่วยให้สีปากสว่างขึ้น ซึ่งรายงานว่าช่วยให้เห็นผลได้ค่อนข้างสูง

เช็กสภาพผิวหน้า: ผิวคุณเป็นแบบไหนกันแน่

การเลือกสกินแคร์ให้ตรงผิวคือหัวใจของการดูแลผิว แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นผิวมัน ผิวแห้ง หรือผสมกันแน่

ตอนนี้มีทั้งการ

  • ตรวจสภาพผิวหน้าด้วยตัวเองจากลักษณะผิวในชีวิตประจำวัน

  • ใช้เครื่องมือหรือระบบ AI ช่วยวิเคราะห์ ประเภทผิวและปัญหาที่ซ่อนอยู่

รู้ก่อนว่าผิวเราเป็นแบบไหน ก็เลือกสกินแคร์ได้แม่นกว่า ลดโอกาสแพ้และอุดตัน

Holistic Skincare: กู้ผิวพังแบบมองทั้งระบบ

ผิวไม่ได้ขึ้นกับครีมกระปุกเดียว แต่เกี่ยวกับ 5 เสาหลักของสุขภาพ เช่น การนอน อาหาร ความเครียด ฮอร์โมน และการดูแลจากภายนอก

แนวคิด holistic skincare คือการดูแลผิวแบบองค์รวมจากภายในสู่ภายนอก

  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้สมดุล

  • เลือกสกินแคร์ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวและลดการอักเสบ

  • ลดสิวและปัญหาผิวระยะยาว ไม่ใช่แค่กดสิวแล้วจบ

เมื่อร่างกายและผิวถูกดูแลไปพร้อมกัน โอกาสที่ผิวจะกลับมาแข็งแรงและสิวลดลงก็สูงขึ้นมาก

Skin Barrier: เกราะป้องกันผิวที่ห้ามพัง

Skin barrier คือด่านหน้าในการ

  • ป้องกันผิวจากสิ่งแปลกปลอมและมลภาวะ

  • ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไม่ให้ระเหยออก

ถ้าเกราะผิวพังจะเริ่มมีสัญญาณ

  • ผิวแห้งตึง ลอก แสบง่าย

  • ใช้อะไรก็แสบ แพ้ง่ายไปหมด

สาเหตุหลักมักมาจาก

  • มลภาวะ แสงแดด ฝุ่นควัน

  • ใช้สกินแคร์ที่แรงเกินไป เช่น สครับบ่อย ล้างหน้าโฟมฟองจัด ผสมกรดหลายตัวซ้อนกัน

การฟื้นฟูจึงเน้นไปที่ การเติมไขมันดีและสารสำคัญอย่างเซราไมด์ เพื่อให้ผิวกลับมาล็อกความชุ่มชื้นได้เหมือนเดิม

ฟื้นฟูหน้าโทรม รูขุมขนกว้างแบบเร่งด่วน

หน้าเหนื่อยๆ หมองๆ รูขุมขนชัด ไม่ได้มีผลแค่กับภาพลักษณ์ แต่ยังบอกถึงสุขภาพผิวที่กำลังขอความช่วยเหลือ

ปัจจัยที่ทำให้หน้าโทรมหลักๆ คือ

  • แสงแดดสะสมทำลายคอลลาเจน

  • อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้ผิวบางและหย่อนคล้อย

แนวทางฟื้นฟู

  • ใช้สกินแคร์ที่ช่วยเติมน้ำและเสริมโครงสร้างผิว

  • เพิ่มตัวช่วยอย่างทรีตเมนต์หรือเลเซอร์อย่างเหมาะสมเพื่อให้ผิวกลับมาแน่นและละเอียดขึ้น

สเต็มเซลล์กับการชะลอวัยระดับเซลล์

การดูแลผิวแบบลึกถึงระดับเซลล์ เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการ ช่วยลดริ้วรอยและกระตุ้นคอลลาเจน

การใช้เทคโนโลยีสเต็มเซลล์มักอาศัย

  • กลไกการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ

  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวเร่งให้ผิวแก่เร็ว

เมื่อผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ริ้วรอยและความหย่อนคล้อยจึงค่อยๆ ดูตื้นและนุ่มฟูขึ้น

เชื้อราบนหน้า: ผื่นกวนใจที่เจอบ่อย

เชื้อราบนหน้าเป็นการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณใบหน้า ทำให้เกิดผื่น คัน หรือผิวลอกเป็นวงๆ

ส่วนใหญ่รักษาได้ด้วย

  • ยาทาต้านเชื้อราอย่างต่อเนื่องประมาณ 2–6 สัปดาห์

  • หลีกเลี่ยงความอับชื้นและสิ่งที่ทำให้ผิวอุดตัน

ถ้ารักษาถูกต้อง ผิวหน้ามักกลับมาเรียบเนียนได้

ทรานซามินกับฝ้าและจุดด่างดำ

ทรานซามินเป็นยาที่เดิมใช้ด้านการแข็งตัวของเลือด แต่ปัจจุบันถูกนำมาใช้ช่วยดูแล

  • ฝ้าและจุดด่างดำที่ดื้อดึง

  • การอักเสบของผิวที่เกี่ยวข้องกับเม็ดสี

ออกฤทธิ์โดย

  • ยับยั้งกระบวนการบางส่วนที่เกี่ยวกับเมลานิน

  • ลดการอักเสบที่กระตุ้นให้ผิวคล้ำง่าย

การใช้ยากลุ่มนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

โรคด่างขาว: เมื่อผิวสูญเสียเม็ดสี

โรคด่างขาว (Vitiligo) เป็นภาวะที่ผิวสูญเสียเม็ดสีจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดปื้นขาวบนผิวหนัง

การรักษามักใช้

  • ยาที่ช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันเฉพาะที่หรือทั่วร่างกาย

  • การฉายแสง UVB เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดสีกลับคืนในบางบริเวณ

ผิวแพ้ง่าย: ผิวที่งอแงเก่งเป็นพิเศษ

ผิวแพ้ง่ายไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่ผิวรู้สึกไม่สบายง่ายกว่าปกติ

  • แสบ คัน หรือจี๊ดๆ เมื่อเจอผลิตภัณฑ์หรือสิ่งกระตุ้นบางอย่าง

  • ผิวอาจดูปกติ แต่ความรู้สึกบนผิวกลับระคายเคืองตลอดเวลา

ปัจจัยกระตุ้นอาจมาจาก

  • อุณหภูมิ แสงแดด ลมแรง หรืออากาศแห้ง

  • สกินแคร์ น้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือสารทำความสะอาดบางชนิด

การดูแลผิวแพ้ง่ายเน้นที่ การลดสิ่งกระตุ้นและใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ทำได้

โรซาเซีย: หน้าแดงเรื้อรังที่ไม่ได้แค่เขิน

โรซาเซียเป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ทำให้หน้าแดงเป็นพักๆ โดยเฉพาะบริเวณแก้มและจมูก

อาการที่มักพบ

  • หน้าแดงขึ้นง่ายเมื่อเจอความร้อน แอลกอฮอล์ หรืออาหารเผ็ด

  • เส้นเลือดฝอยใบหน้าดูชัด รูขุมขนอาจดูหยาบ

แนวทางรักษา

  • ยาเฉพาะที่หรือยากินเพื่อลดการอักเสบและความแดง

  • เลเซอร์บางชนิดช่วยลดรอยแดงและเส้นเลือดที่เด่นชัดได้ในระดับหนึ่ง

สรุป: เริ่มจากเข้าใจผิวตัวเองก่อนเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นปากแตก ผิวคล้ำ ผิวแพ้ง่าย หรือโรคผิวเรื้อรัง จุดเริ่มต้นคือ เข้าใจผิวและปัจจัยกระตุ้นของตัวเองให้ชัด

  • ฟังสัญญาณจากผิว อย่าฝืนใช้ของที่ทำให้แสบหรือคัน

  • โฟกัสที่การสร้างและรักษาเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง

  • ถ้ามีอาการเรื้อรังหรือรุนแรง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเพื่อวางแผนรักษาที่เหมาะกับเรา

ผิวที่ดีไม่ใช่ผิวที่ “ไม่มีปัญหาเลย” แต่คือผิวที่เรารู้วิธีดูแลและฟื้นฟูได้อย่างถูกทางและยั่งยืน