รับแอปรับแอป

จากทาสแมวห้องแถว สู่เจ้าของอาหารแมวพันล้าน: ถอดสูตร Kaniva โต 292% ต่อปี

ภาคภูมิ ศรีสุข01-31

จากทาสแมวธรรมดา สู่แบรนด์อาหารแมวพันล้าน

ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงกำลังร้อนแรงสุด ๆ เพราะคนจำนวนมากเริ่มมองสัตว์เลี้ยงเป็นลูก เป็นครอบครัวจริง ๆ หรือที่เรียกว่า Pet Parent ส่งผลให้แบรนด์ใหม่ ๆ ทะยอยกระโดดลงสนาม ทำให้การแข่งขันกลายเป็น Red Ocean แบบเต็มตัว

ท่ามกลางสมรภูมิเดือดนี้ มีแบรนด์น้องใหม่อย่าง Kaniva ที่อายุแค่ 5 ปี แต่กลับปักธงเติบโตเฉลี่ย 292% ต่อปี แบบไม่เกรงใจใคร

  • ปี 2563 รายได้ 4.9 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 7.71 แสนบาท

  • ปี 2567 รายได้ 1,167 ล้านบาท กำไรสุทธิ 84 ล้านบาท

จากร้านเล็ก ๆ ของทาสแมวคนหนึ่ง สู่ธุรกิจอาหารสัตว์ระดับพันล้าน เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะดวง แต่เกิดจากการเข้าใจแมวและเข้าใจทาสแมวแบบลึกสุดใจ

จุดเริ่มต้น: แมวชื่อ “น้องเบค่อน” ที่เปลี่ยนทั้งชีวิต

จุดเปลี่ยนเริ่มต้นเมื่อปี 2557 เมื่อเจ้าของแบรนด์ในอนาคตยังเป็นแค่นักศึกษาปี 2 และเพิ่งก้าวเข้าสู่สายทาสแมวอย่างจริงจัง ด้วยการเลี้ยงแมวตัวแรกชื่อ “น้องเบค่อน”

ตอนนั้นเขายังไม่รู้เรื่องการดูแลสัตว์มากนัก จึงไปถามร้าน Pet Shop แถวบ้านว่า อาหารแบบไหนเหมาะกับลูกแมวที่เพิ่งเลี้ยงใหม่ แต่คำตอบที่ได้คือ “เลือกยี่ห้อที่แพงที่สุดก็พอ”

ประโยคสั้น ๆ นี้ทำให้เขาสงสัยทันทีว่า อาหารแมวที่ดีต้องแพงเสมอไปจริงหรือ?

จากความสงสัยกลายเป็นความคิดใหญ่ เขาเริ่มอยากเป็นคนที่ให้คำปรึกษา Pet Parent มือใหม่คนอื่น ๆ เกี่ยวกับอาหารสัตว์อย่างละเอียด เพื่อไม่ให้ใครต้องเจอประสบการณ์งง ๆ แบบเดียวกับเขาอีก

ด้วยแนวคิดนี้ เขาและพี่ชายจึงตัดสินใจลงทุนประมาณ 2 ล้านบาท เปิดร้าน Pet Shop ชื่อ “เคเพ็ท” ขึ้นมา ภายในราว 6 ปี สามารถขยายสาขาไปได้รวม 5 แห่ง

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทั้งคู่มองเห็นว่าการขายหน้าร้านไม่พออีกต่อไป และอยากสร้างอะไรที่ใหญ่กว่านั้น จึงเริ่มก้าวเข้าสู่โลกของแบรนด์อาหารสัตว์อย่างจริงจัง

ปี 2563 พวกเขาใช้เงินทุน 1 ล้านบาท ก่อตั้งบริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด และสร้างแบรนด์ Kaniva (คานิว่า) ขึ้นมา โดยเริ่มจากอาหารแมวเป็นหลัก ก่อนจะขยายไปสู่อาหารสุนัขในอีก 3 ปีถัดมา พร้อมกับตัดสินใจขายกิจการ Pet Shop ทิ้ง เพื่อโฟกัสธุรกิจอาหารสัตว์เต็มตัว

อาวุธลับ: เข้าใจทั้งแมวและทาสแมวแบบอินไซต์ลึก

หัวใจของ Kaniva ไม่ได้อยู่ที่การทำของ “หรู” แต่อยู่ที่การทำของ ดีและเข้าถึงได้

หมัดเด็ดที่ทำให้ Kaniva ถูกใจทั้งแมวและทาสแมว คือการทำ อาหารแมวคุณภาพดีแต่ราคาย่อมเยา เช่น อาหารเม็ดขนาดเริ่มต้น 400 กรัม ราคายังไม่แตะ 100 บาท ทำให้คนเลี้ยงรู้สึกว่าดูแลน้องได้ดีโดยไม่ต้องกระเป๋าฉีก

พร้อมกันนั้น แบรนด์ยังใช้ อินไซต์จาก Pet Parent จริง ๆ มาพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์แบบตรงจุด เช่น

  • อาหารเม็ดสูตร Grain-Free
    ตัดส่วนผสมพวกข้าวโพด ข้าว และธัญพืชอื่น ๆ ออก เพราะพบว่าแมวบางกลุ่มแพ้ธัญพืช จนหาของกินที่เหมาะสมได้ยาก และสินค้าที่มีอยู่ก็มักมีราคาสูง

  • อาหารเปียกใส่วิตามินบอลและคอลลาเจนบอล
    ออกแบบมาสำหรับ Pet Parent ที่อยากบำรุงสุขภาพและขนน้องแมวเป็นพิเศษ ให้กินง่าย ได้สารอาหารครบ และช่วยดูแลร่างกายไปในตัว

  • อาหารเปียกซีรีส์ไข่ตุ๋น
    เอาใจทาสแมวที่อยากให้แมวกินเมนูหน้าตาคล้ายอาหารคน แต่ยังคงบาลานซ์เรื่องสุขภาพและโภชนาการสำหรับแมวโดยเฉพาะ

ทั้งหมดนี้สะท้อนสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ Kaniva ไม่ได้มองแค่ว่า “ทำอาหารแมว” แต่กำลังแก้ปัญหาจริงให้ทั้งแมวและคนเลี้ยงแมวไปพร้อมกัน

การตลาดแบบติดหู: ทำให้ชื่อแบรนด์อยู่ในหัวคน

นอกจากสินค้า Kaniva ยังใช้กลยุทธ์การตลาดที่เล่นกับความรู้สึกและความจำของผู้บริโภคผ่าน Music Marketing ด้วยเพลงธีมของแบรนด์ที่เอาไว้ร้องเล่นติดปากง่าย

แม้หลายคนอาจยังจำหน้าตาแบรนด์ไม่ค่อยได้ แต่ชื่อ “คานิว่าอาหารแมว” กลับเริ่มกลายเป็นคำคุ้นหูในหมู่ทาสแมวไปแล้ว

ในปี 2568 แบรนด์ยังเดินหน้าการตลาดต่อเนื่องด้วยแคมเปญใหญ่ ดึงศิลปินวง BUS ทั้ง 12 คน มารับบทพรีเซ็นเตอร์ เพื่อยิงตรงเข้าหากลุ่ม Gen Z ซึ่งมีสัดส่วนคนเลี้ยงสัตว์สูงถึงประมาณ 30%

การเลือกจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ เท่ากับว่าวางฐานลูกค้าระยะยาวให้กับแบรนด์ไปในตัว เพราะเมื่อเขาเริ่มเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่วัยรุ่น แบรนด์ที่อยู่ในหัวตั้งแต่วันแรก ย่อมมีโอกาสกลายเป็นตัวเลือกหลักในระยะยาว

ตัวเลขจริงที่การันตี: ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือการเติบโตจริง

ผลจากการพัฒนาสินค้าและการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Kaniva กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาด ใช้เวลาเพียง 5 ปี ก็พารายได้แตะระดับพันล้านบาทได้สำเร็จ

ภาพรวมการเติบโตแต่ละปีสะท้อนพลังของแบรนด์ได้ชัดเจน:

ปี 2563

  • รายได้ 4.90 ล้านบาท

  • ขาดทุนสุทธิ 7.71 แสนบาท

ปี 2564

  • รายได้ 150 ล้านบาท

  • กำไรสุทธิ 12.2 ล้านบาท

ปี 2565

  • รายได้ 442 ล้านบาท

  • กำไรสุทธิ 39.6 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้ 909 ล้านบาท

  • กำไรสุทธิ 92.4 ล้านบาท

ปี 2567

  • รายได้ 1,167 ล้านบาท

  • กำไรสุทธิ 84 ล้านบาท

แม้จะเริ่มจากตัวเลขรายได้ไม่กี่ล้านและยังขาดทุนในปีแรก แต่เมื่อจับทิศทางได้ชัด ปรับสินค้าตรงอินไซต์ลูกค้า และกล้าลงทุนกับการตลาด ตัวเลขก็พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด

จากนี้ไม่หยุดแค่ในไทย: เป้าหมายคือแบรนด์ระดับโลก

เมื่อฐานในประเทศเริ่มแข็งแรง ก้าวต่อไปของ Kaniva ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นแบรนด์ไทยเท่านั้น แต่คือการพาอาหารสัตว์สัญชาติไทยออกไปสู่เวทีโลก

ตั้งแต่ปี 2565 แบรนด์เริ่มต้นด้วยการขนสินค้าใส่กระเป๋า แบกแพ็กออกไปออกบูธต่างประเทศแบบจริงจัง ประเทศแรกที่เจาะคืออินโดนีเซีย ก่อนจะขยายต่อไปยังตลาดอื่นในอาเซียนและตะวันออกกลาง

จนถึงตอนนี้ Kaniva ส่งสินค้าไปขายแล้วใน 18 ประเทศทั่วโลก และมีแผนจะบุกเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 ประเทศภายในปีนี้ หนึ่งในนั้นคือ จีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่จะช่วยดันยอดขายให้เติบโตอีกระลอก

ในมุมมองของผู้ก่อตั้ง พวกเขามองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ “โตเกินฝันที่เคยวางไว้ตอนเริ่มต้น” และต่อจากนี้คือช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ พร้อมตั้งเป้าโตเพิ่มอีกราว 30%

เป้าหมายในอนาคตชัดเจนมาก:
ทำให้ชื่อ Kaniva กลายเป็นแบรนด์อันดับต้น ๆ ที่โผล่ขึ้นมาในหัวของ Pet Parent ทันทีที่คิดถึงอาหารสัตว์

บทเรียนสำหรับทาสแมวและคนอยากทำแบรนด์

จากเรื่องราวของ Kaniva มีหลายประเด็นที่ทาสแมวและคนที่ฝันอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงสามารถเก็บไปคิดต่อได้:

  • เริ่มจากปัญหาจริงของตัวเองและของผู้เลี้ยงสัตว์คนอื่น ไม่ใช่แค่ทำสินค้าให้ “ดูดี” แต่ต้อง แก้ปัญหาได้จริง

  • เข้าใจอินไซต์ทั้งแมวและทาสแมวให้ลึก แล้วออกแบบสินค้าให้ตรงจุด ไม่ใช่ทำตามกระแสอย่างเดียว

  • กล้าตัดสินใจโฟกัส เมื่อรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองอยู่ที่ไหน ก็ทุ่มไปให้สุด

  • ใช้การตลาดให้เข้ากับยุค เช่น Music Marketing และการดึงศิลปินที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมาเชื่อมกับแบรนด์

  • คิดไกลเกินกว่าตลาดในประเทศตั้งแต่ต้น ถ้าสินค้าดีพอ ตลาดต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

สำหรับ Pet Parent ที่อยากเลือกอาหารแมวดี ๆ ให้ลูกเลี้ยงสี่ขา เรื่องของ Kaniva ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่า อาหารดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แต่อยู่ที่เข้าใจความต้องการของแมวจริง ๆ ต่างหาก

และสำหรับคนที่คิดจะเริ่มธุรกิจสายสัตว์เลี้ยง บางทีจุดเริ่มต้นอาจมาจากแมวตัวแรกในชีวิต เหมือนอย่าง “น้องเบค่อน” ก็เป็นได้