ทำไม biorevitalization ถึงฮิตในสายสกินดีๆ
Biorevitalizants คือเจลสำหรับฉีดเข้าไปในผิว เพื่อจัดการปัญหา"ผิวโทรม-ริ้วรอย-แห้งกร้าน"แบบตรงจุด แกนหลักของยากลุ่มนี้คือ กรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งมักถูกเสริมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน เปปไทด์ และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ
แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะเลือกตัวยาให้เหมาะกับแต่ละคน โดยดูจาก
อายุ
ระดับความชุ่มชื้นผิว
การมีรอยแผลเป็น หรือรอยสิว
จุดด่างดำ / จุดเม็ดสี
Biorevitalization ทำไปเพื่ออะไร?
ขั้นตอนนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้ผิวชุ่มชื้น แต่ยังช่วยในหลายจุดสำคัญ เช่น
ป้องกันริ้วรอยก่อนวัย
ลดและปรับริ้วรอยเลียนแบบให้ดูตื้นลง
เติมน้ำลึกให้ชั้นหนังแท้
ช่วยจัดการร่องรอยจากสิว
ลดเลือนจุดด่างดำและจุดอายุบนหน้าและลำตัว
ยาจากแต่ละแบรนด์จะมีเทคนิคการฉีดต่างกัน เช่น papular, เชิงเส้น หรือผสมกัน ผู้เชี่ยวชาญมักเลือกวิธีตามสภาพผิวและเป้าหมายของลูกค้า
ด้านล่างคือ การจัดอันดับยาบิโอรีไวทัลยอดนิยม จากยุโรป เอเชีย และอเมริกา ที่ใช้จริงในคลินิกความงามต่าง ๆ
ยา biorevitalization ตัวท็อปจากยุโรป
Cosmetologist ทั่วยุโรปนิยมใช้ยาจากอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรีย และรัสเซีย แม้แต่ละคนจะมีแบรนด์โปรดของตัวเอง แต่ก็ยังต้องดูอายุและปัญหาผิวของผู้ป่วยเป็นหลัก
Teosyal Meso Expert
คะแนน: 4.9
ตัวนี้เป็นผลงานจากห้องแล็บสวิส Teoxane ใช้กรดไฮยาลูโรนิกชนิด non-reticular 15 มก./มล. และผสมกรดอะมิโน เปปไทด์ และวิตามินเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวแบบจัดเต็ม
จุดเด่นของการฉีด Teosyal Meso Expert คือช่วย
ลดการอักเสบของผิว
ต้านอนุมูลอิสระ
ลดผลเสียจากแสงแดด
กระตุ้นกระบวนการเผาผลาญของผิว
สามารถฉีดแบบเชิงเส้นหรือแบบ papular เหมาะกับคนอายุ 25 ปีขึ้นไป ที่เริ่มมีสัญญาณผิวล้า
ข้อดี
ปรับความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ให้เหมาะกับทุกสภาพผิว
บำรุงลึกและเติมความชุ่มชื้นแบบเห็นผล
ช่วยบรรเทาริ้วรอยเลียนแบบ รวมถึงร่องสามเหลี่ยม nasolabial
ช่วยลดถุงใต้ตา
ลดปัญหารอยดำ
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
ข้อจำกัด
ต้องทำซ้ำทุก 2–3 เดือนเพื่อคงผลลัพธ์
IAL System
คะแนน: 4.8

IAL-system จากบริษัทอิตาลี Fidia Farmaceutical เป็นเจลไบโอรีไวทัลที่ผ่านการฆ่าเชื้อและมีความหนืดสูง ได้มาตรฐาน ISO 9002
ตัวยาประกอบด้วย
กรดไฮยาลูโรนิกที่ไม่เสถียร 18 มก./มล.
โซเดียมคลอไรด์
เหมาะกับคนผิวแห้งหรือผิวที่มีแนวโน้มแพ้ง่าย (atopy) โดยฉีดแบบ papular ในชั้นผิวของหนังกำพร้า หลักสูตรโดยทั่วไปคือ 3–5 ครั้ง ห่างกัน 1 ครั้งต่อทุก 2–4 สัปดาห์
ข้อดี
เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแห้งและบาง
ใช้ได้หลากหลาย เคสกว้าง และค่อนข้างปลอดภัย
เติมความชุ่มชื้นได้ดีมาก
ช่วยให้เส้นริ้วรอยดูเรียบขึ้น
ผิวดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ข้อจำกัด
รอยเข็มหายค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับบางยี่ห้อ
บางคนอาจมีจ้ำเลือดบริเวณที่ฉีด (ปกติจะหายภายในประมาณ 4 วัน)
Filorga M-HA10
คะแนน: 4.7

Filorga จากฝรั่งเศสเป็นแบรนด์ anti-age ที่โด่งดังในสายแพทย์ความงาม รุ่นที่พูดถึงนี้คือ M-HA10 (10 มก./มล.) ซึ่งถือเป็นสูตร “เบา” สำหรับผิวอ่อนวัยช่วงอายุประมาณ 27–29 ปี
เหมาะกับ
ผิวหมองคล้ำ
ผิวแห้ง
ผิวที่เพิ่งผ่านแดดจัด การลอกผิว หรือการผ่าตัดศัลยกรรม
มักใช้เป็นทั้งการฟื้นฟูและการป้องกันการเสื่อมตามวัย หลักสูตรปกติคือ 2 ครั้งห่างกัน 3 สัปดาห์
ผู้ใช้จำนวนมากเล่าว่า รอยสิวและแผลเป็นดูจางลง ผิวดูแน่นและใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่หากผิวขาดน้ำมากและรอบดวงตาเป็นปัญหาหนัก มักจะแนะนำให้ขยับไปใช้ Filorga M-HA18 แทน
ข้อดี
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของผิว
เติมความชุ่มชื้นให้หนังแท้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผิวฟื้นตัวหลังฉีดในราว 1–3 วัน
เหมาะกับการเริ่มใช้ตั้งแต่อายุประมาณ 27 ปี
ข้อจำกัด
หลังฉีดอาจมีเลือดซึมและรอยแดงเล็กน้อย แต่จะค่อย ๆ หายไปเอง
Princess Rich
คะแนน: 4.6

Princess Rich จากบริษัทออสเตรีย Croma เป็นไบโอรีไวทัลที่ผสาน กรดไฮยาลูโรนิกกับกลีเซอรีน ออกแบบมาเพื่อใช้กับใบหน้า คอ และบริเวณเนินอก โดยฉีดในชั้นผิวของหนังแท้
ตัวนี้ผ่านมาตรฐานสากลและถูกใช้ในคลินิกความงามมาตั้งแต่ปี 2009 จุดที่ทำให้โดดเด่นคือการจับคู่กลีเซอรีนกับไฮยาลูโรเนต ซึ่งช่วยให้ผิวชุ่มชื้นลึกและผลคงอยู่ได้นานขึ้น
ผลที่มักเห็นได้คือ
ผิวกลับมาสมดุลน้ำดีขึ้น
กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ตามธรรมชาติ
สีผิวดูสุขภาพดีขึ้น มีความโกลว์
ริ้วรอยลดลง ผิวดูตึงและชุ่มชื้นกว่าเดิม
ข้อดี
ส่วนผสมเด่น: hyaluronate + กลีเซอรีน
เพิ่ม turgor (ความตึงตัว) ของผิว
ช่วยปรับโครงสร้างและคอนทัวร์ใบหน้า
ลดถุงใต้ตาได้ดี
แทบไม่ทำให้เกิดอาการแพ้
ข้อจำกัด
ผลลัพธ์มักเริ่มชัดเจนหลังจากประมาณ 7–10 วัน ไม่ได้เห็นในทันที
BIOFACTOR
คะแนน: 4.5

ไบโอรีไวทัลจากเยอรมนีตัวนี้มี 2 สูตรหลัก: 2% และ 3.5%
2% เน้นแก้ผิวแห้ง ลดความยืดหยุ่นที่ถดถอย
3.5% เพิ่มทั้งความชุ่มชื้นและช่วยลดปัญหาเปลือกตาบนหย่อน (ptosis) และริ้วรอย
สามารถใช้ได้กับทุกบริเวณของใบหน้าและร่างกาย การฉีดมักใช้เทคนิค papular
ข้อดีสำคัญคือ ความปลอดภัยสูง เพราะไม่มีส่วนผสมที่มาจากสัตว์ และโครงสร้างของกรดไฮยาลูโรนิกใกล้เคียงกับที่ร่างกายสร้างเอง หน้าที่หลักของมันคือการคืนสมดุลน้ำและกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์
เพื่อผลลัพธ์ที่ดี มักทำเป็นคอร์ส 4–6 ครั้ง ห่างกัน 1–4 สัปดาห์ ผู้ใช้จำนวนมากบอกว่าผลที่ได้อยู่ได้ราว ๆ ครึ่งปี ทั้งนี้ขึ้นกับอายุและการดูแลหลังทำ
ข้อดี
สูตรออกแบบมาให้โอกาสแพ้น้อยมาก
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
มีเอฟเฟกต์ยกเล็กน้อย
ลดริ้วรอย
ผิวโดยรวมดูดีขึ้น
ข้อจำกัด
ไม่ตอบโจทย์ผิวที่มีปัญหารุนแรงมาก ๆ หรือผิวผู้ใหญ่อายุมากที่ต้องการผลเปลี่ยนแปลงชัดเจน
Repleri
คะแนน: 4.5

Repleri ถูกพัฒนาโดยบริษัทรัสเซีย NovoNexus ใช้กรดไฮยาลูโรนิกที่เสถียรจากแหล่งที่ไม่ใช่สัตว์ เป็นไบโอรีไวทัลที่ออกแบบมาให้ครอบคลุมปัญหาผิวเสื่อมตามวัยหลายรูปแบบบนใบหน้า
ในไลน์ผลิตมีทั้งหมด 6 สูตร ที่ต่างกันด้านน้ำหนักโมเลกุล ทำให้แพทย์เลือกใช้ได้ตามประเภทริ้วรอยและโครงสร้างผิวของแต่ละคน เมื่อเวลาผ่านไปกรดไฮยาลูโรนิกที่ฉีดเข้าไปจะถูกสลายออกตามธรรมชาติ
มีข้อมูลว่าผ่านการทดสอบจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำในรัสเซีย ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นสูงในแวดวงแพทย์
โดยปกติจะทำ 3–5 ครั้ง ห่างกันราว 2 สัปดาห์ หลายคนเล่าว่า แม้ยาเริ่มสลายออกแล้ว สภาพผิวก็ยังดูดีต่อเนื่อง ผิวหน้าดูสดและอ่อนเยาว์กว่าเดิม
ข้อดี
ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานราว 12 เดือน
หากใช้ถูกเทคนิค จัดว่าเป็นตัวที่ค่อนข้างปลอดภัย
ช่วยลดสัญญาณริ้วรอยได้ดี
ข้อจำกัด
หากเทคนิคการฉีดผิดพลาด มีความเสี่ยงต่อเนื้อร้าย การเกิดลิ่มเลือด หรือพังผืด
ไบโอรีไวทัลตัวท็อปจากเอเชีย
ไบโอรีไวทัลสัญชาติเกาหลีมาแรงมาก เพราะ
สูตรส่วนผสมจัดเต็ม
ผลลัพธ์มักอยู่ได้นาน
มีหลายระดับความเข้มข้นของกรดไฮยาลูโรนิกให้เลือกตามปัญหาผิว
Mesoheal +
คะแนน: 4.9

Mesoheal+ จากบริษัทเกาหลี Koru Pharmaceuticals ใช้กรดไฮยาลูโรนิกที่ไม่เสถียร 25 มก. ต่อหนึ่งเข็มฉีดยา โดยฉีดเข้าในชั้นผิวหนังแท้ ระยะห่างระหว่างจุดฉีดประมาณ 1 ซม.
สามารถใช้เทคนิค
papular
multi-puncture
เชิงเส้นแบบย้อนกลับ
และใช้ได้กับใบหน้า คอ เนินอก รวมถึงส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อผลที่ชัดเจนมักแนะนำ 4–6 ครั้ง ห่างกัน 10–14 วัน
รีวิวส่วนใหญ่ชี้ว่า
ผิวชุ่มชื้นขึ้นเร็วมาก
ความยืดหยุ่นกลับมา เพราะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติ
ด้วยผลที่ดูเหมือนการยกกระชับและช่วยคุมเม็ดสี ทำให้ Mesoheal+ ขึ้นแท่นตัวเต็งในกลุ่มนี้
ข้อดี
ผิวที่เริ่มหย่อนหรือซีดจางกลับมาดูสดขึ้นชัดเจน
ลดกระบวนการอักเสบของผิว
ปรับสมดุลการทำงานของต่อมไขมัน
ช่วยให้ริ้วรอยเลียนแบบดูเรียบลง
ปรับลุคบริเวณผิวที่สีไม่สม่ำเสมอให้ดีขึ้น
ข้อจำกัด
บริเวณคอและเนินอกมักมีรอยช้ำ/เลือดคั่งที่ใช้เวลาหลายวันกว่าจะยุบ
Aquashine
คะแนน: 4.8

Aquashine จาก Caregen (เกาหลีใต้) มีจุดเด่นที่กลไกการทำงานที่น่าสนใจ ผสม
กรดไฮยาลูโรนิก 1.5%
เปปไทด์ประเภทกระตุ้น
เปปไทด์ประเภทต้านการสลาย
เปปไทด์กระตุ้นจะช่วยเร่งการสร้างไลโคโปรตีน โปรตีโอไกลแคน และกรดไฮยาลูโรนิกตามธรรมชาติ ขณะที่เปปไทด์ยับยั้งจะช่วยลดการสลายของโครงสร้างเมทริกซ์นอกเซลล์
คอร์สโดยทั่วไปคือ 3–4 ครั้ง ห่างกัน 3–4 สัปดาห์ ซึ่งแพทย์จะปรับจำนวนครั้งให้เหมาะกับแต่ละคน ผู้ใช้หลายคนเล่าว่าแค่หลังทำครั้งเดียวก็รู้สึกว่า
ผิวแน่นขึ้น
ความยืดหยุ่นดีขึ้น
ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลง
อาการหย่อนคล้อยและไขมันส่วนเกินในบางจุดดูดีขึ้น
ข้อดี
ส่วนผสมแน่นและอิ่มตัวมาก
ช่วยแก้อาการผิวขาดน้ำชัดเจน
กระชับรูขุมขน
ลดริ้วรอยตื้นได้ดี
ช่วยปรับสมดุลการสร้างเมลานิน
ชะลอกระบวนการเสื่อมตามวัยของผิว
ข้อจำกัด
มักมีรอยช้ำ / เลือดคั่งจากรอยเข็มประมาณ 5–7 วัน
Yvoire Hydro
คะแนน: 4.7

Yvoire Hydro จาก LG Life Sciences ใช้กรดไฮยาลูโรนิก 2% ร่วมกับ phosphate buffer GC ซึ่งได้จากกระบวนการหมักจุลินทรีย์ ทำให้เข้ากันกับเนื้อเยื่อผิวได้ดีและโอกาสเกิดการปฏิเสธต่ำมาก
ข้อดีคือการไหลตัวและกระจายตัวหลังฉีดดี สามารถใช้ได้หลายเทคนิค เช่น
เชิงเส้นเพื่อเติมริ้วรอยลึก
เทคนิคตาข่ายเพื่อเสริมโครงสร้างบริเวณที่มีปัญหา
papular
เส้นสั้นใกล้ผิว
ผู้ใช้และแพทย์มักเห็นตรงกันว่า Yvoire Hydro
ช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งและหย่อนคล้อยของใบหน้าและร่างกายได้ดี
จัดการริ้วรอยตื้นได้ชัดเจน
ปรับคุณภาพผิวโดยรวมให้ดีขึ้น
ในบางเคส ผลลัพธ์รู้สึกได้ยาวนานถึง ประมาณ 1.5 ปี
ข้อดี
กระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูผิว
ตัวเนื้อยามีความเสถียรสูง ให้ผลค่อนข้างยาวนาน
แก้ปัญหาผิวแห้งได้ดีมาก
ลดความไม่สมบูรณ์ของพื้นผิวผิวหลายรูปแบบ
ข้อจำกัด
หลังฉีดอาจมีอาการบวม เจ็บผิว หรือช้ำ ซึ่งมักหายเองตามเวลา
ยา biorevitalization สายอเมริกัน
ไบโอรีไวทัลจากอเมริกาขึ้นชื่อเรื่อง ประสิทธิภาพสูงและมาตรฐานความปลอดภัย จึงถูกเลือกใช้ในคลินิกระดับพรีเมียมจำนวนมาก
Meso-Xanthin F199
คะแนน: 4.9

Meso-Xanthin F199 จากบริษัท ABG Lab เป็นสูตรที่ใส่มาแน่นมาก ทั้ง
กรดไฮยาลูโรนิก
แคโรทีนอยด์ฟูโคซานธิน
เปปไทด์ควบคุมได้
กรดนิวคลีอิค
กรดอะมิโนจำเป็น
สารต้านอนุมูลอิสระ
วิตามินต่าง ๆ
มักถูกแนะนำตั้งแต่ช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะตอบโจทย์ทั้งการแก้ปัญหาและป้องกันผิวเสื่อม
จุดแข็งคือจัดการทั้งปัญหาเครื่องสำอางและผิวหนังเชิงลึกได้ในคราวเดียว หลังฉีด สารสำคัญจะสะสมในบริเวณที่ทำเพื่อช่วยให้ผิวที่กำลังเริ่มซีดจางฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยปกติมักทำ 4–5 ครั้ง ห่างกันประมาณ 3 สัปดาห์ และอาจมีการทำคอร์สซ้ำอีกครั้งใน 6 เดือน
รีวิวส่วนใหญ่พูดตรงกันว่า ผลลัพธ์ “เกินคาด” เพราะ
แค่หลังครั้งแรก ผิวดูสดและมีชีวิตชีวาขึ้นชัดเจน
โทนสีผิวสม่ำเสมอขึ้น
ริ้วรอยบนใบหน้าลดลง
เมื่อจบคอร์สเต็ม ผิวจะดูเหมือนได้รีเซ็ตใหม่ในระดับที่เห็นได้ชัด
ข้อดี
ส่วนผสมถูกออกแบบให้สมดุลและครอบคลุมหลายมิติของปัญหาผิว
ริ้วรอยหน้าผากมักเรียบลงหลังจบคอร์ส
ผิวหน้าดูตึงกระชับขึ้น
เพิ่มความยืดหยุ่นและโทนสีผิวโดยรวม
เม็ดสีและจุดด่างดำจางลง
อาการของ rosacea ดูเบาลงในหลายเคส
ข้อจำกัด
มีโอกาสเกิดอาการแพ้ จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
Juvederm Hydrate
คะแนน: 4.7

Juvederm Hydrate จาก Allergan เป็นไบโอรีไวทัลที่เนื้อสัมผัสออกแนวสารละลายมากกว่าเจล ให้ความรู้สึกเบาแต่ชุ่มลึก ถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มอายุ 25–35 ปี ที่ต้องการให้ผิวอิ่มน้ำและดูอ่อนเยาว์
ความต่างที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นคือการใส่ แมนนิทอล 9 มก. ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเข้ามาในสูตร
ผลก็คือ
เนื้อยามีความเสถียรมากขึ้น
เซลล์ผิวทนต่อความเสียหายจากอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น
ผลลัพธ์ของการเติมผิวด้วยไฮยาลูโรนิกอยู่ได้นานกว่าเดิมเกือบ 3 เท่า
ข้อดี
มีแมนนิทอลเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพในสูตร
เติมความชุ่มชื้นลึกให้ผิวหน้า
ช่วยคืนความโกลว์ ความยืดหยุ่น และโทนสีดูสุขภาพดี
ผลลัพธ์มักอยู่ได้ราว 12 เดือน
ข้อจำกัด
หลังทำมักมี papules ชั่วคราว อาการคัน หรือผิวแดง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาชั่วคราวและจะค่อย ๆ หายไป
สรุป: จะเลือกตัวไหนให้ผิวหน้าเด้ง ตึง ใส?
ยาบิโอรีไวทัลแต่ละตัวมีจุดแข็งต่างกันไป ทั้งความเข้มข้น ส่วนผสมเสริม และความยาวนานของผลลัพธ์ สิ่งที่ควรโฟกัสคือ
อายุ และสภาพผิวปัจจุบัน
ปัญหาหลักที่อยากแก้: แห้ง ขาดน้ำ ริ้วรอย รอยสิว จุดด่างดำ หรือหย่อนคล้อย
ระยะเวลาพักฟื้นและรอยช้ำที่ยอมรับได้
ความถี่ในการกลับไปทำซ้ำเพื่อคงผล
สำคัญมาก: การเลือกตัวยาและเทคนิคการฉีดควรทำโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชสำอางเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น การอุดตันเส้นเลือดหรือพังผืด
ก่อนตัดสินใจทำ biorevitalization ทุกครั้ง ควร
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว
แจ้งประวัติแพ้ยาและโรคประจำตัวอย่างละเอียด
ทำความเข้าใจขั้นตอน ผลข้างเคียง และการดูแลหลังทำให้ชัดเจน
ผิวหน้าเราใช้ทุกวัน ขอให้ลงทุนอย่างมีข้อมูล และให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างปลอดภัยที่สุดนะ

