รับแอปรับแอป

จัดเต็ม! 11 ไบโอรีไวทัล (Biorevitalization) ตัวท็อปปี 2025 หน้าใส เด้ง ตึง แบบไม่ง้อฟิลเตอร์

สมพงษ์ รุ่งกิจ01-30

ทำไม biorevitalization ถึงฮิตในสายสกินดีๆ

Biorevitalizants คือเจลสำหรับฉีดเข้าไปในผิว เพื่อจัดการปัญหา"ผิวโทรม-ริ้วรอย-แห้งกร้าน"แบบตรงจุด แกนหลักของยากลุ่มนี้คือ กรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งมักถูกเสริมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน เปปไทด์ และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ

แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะเลือกตัวยาให้เหมาะกับแต่ละคน โดยดูจาก

  • อายุ

  • ระดับความชุ่มชื้นผิว

  • การมีรอยแผลเป็น หรือรอยสิว

  • จุดด่างดำ / จุดเม็ดสี

Biorevitalization ทำไปเพื่ออะไร?

ขั้นตอนนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้ผิวชุ่มชื้น แต่ยังช่วยในหลายจุดสำคัญ เช่น

  • ป้องกันริ้วรอยก่อนวัย

  • ลดและปรับริ้วรอยเลียนแบบให้ดูตื้นลง

  • เติมน้ำลึกให้ชั้นหนังแท้

  • ช่วยจัดการร่องรอยจากสิว

  • ลดเลือนจุดด่างดำและจุดอายุบนหน้าและลำตัว

ยาจากแต่ละแบรนด์จะมีเทคนิคการฉีดต่างกัน เช่น papular, เชิงเส้น หรือผสมกัน ผู้เชี่ยวชาญมักเลือกวิธีตามสภาพผิวและเป้าหมายของลูกค้า

ด้านล่างคือ การจัดอันดับยาบิโอรีไวทัลยอดนิยม จากยุโรป เอเชีย และอเมริกา ที่ใช้จริงในคลินิกความงามต่าง ๆ

ยา biorevitalization ตัวท็อปจากยุโรป

Cosmetologist ทั่วยุโรปนิยมใช้ยาจากอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรีย และรัสเซีย แม้แต่ละคนจะมีแบรนด์โปรดของตัวเอง แต่ก็ยังต้องดูอายุและปัญหาผิวของผู้ป่วยเป็นหลัก

Teosyal Meso Expert

คะแนน: 4.9

ตัวนี้เป็นผลงานจากห้องแล็บสวิส Teoxane ใช้กรดไฮยาลูโรนิกชนิด non-reticular 15 มก./มล. และผสมกรดอะมิโน เปปไทด์ และวิตามินเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวแบบจัดเต็ม

จุดเด่นของการฉีด Teosyal Meso Expert คือช่วย

  • ลดการอักเสบของผิว

  • ต้านอนุมูลอิสระ

  • ลดผลเสียจากแสงแดด

  • กระตุ้นกระบวนการเผาผลาญของผิว

สามารถฉีดแบบเชิงเส้นหรือแบบ papular เหมาะกับคนอายุ 25 ปีขึ้นไป ที่เริ่มมีสัญญาณผิวล้า

ข้อดี

  • ปรับความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ให้เหมาะกับทุกสภาพผิว

  • บำรุงลึกและเติมความชุ่มชื้นแบบเห็นผล

  • ช่วยบรรเทาริ้วรอยเลียนแบบ รวมถึงร่องสามเหลี่ยม nasolabial

  • ช่วยลดถุงใต้ตา

  • ลดปัญหารอยดำ

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน

ข้อจำกัด

  • ต้องทำซ้ำทุก 2–3 เดือนเพื่อคงผลลัพธ์

IAL System

คะแนน: 4.8

IAL-system จากบริษัทอิตาลี Fidia Farmaceutical เป็นเจลไบโอรีไวทัลที่ผ่านการฆ่าเชื้อและมีความหนืดสูง ได้มาตรฐาน ISO 9002

ตัวยาประกอบด้วย

  • กรดไฮยาลูโรนิกที่ไม่เสถียร 18 มก./มล.

  • โซเดียมคลอไรด์

เหมาะกับคนผิวแห้งหรือผิวที่มีแนวโน้มแพ้ง่าย (atopy) โดยฉีดแบบ papular ในชั้นผิวของหนังกำพร้า หลักสูตรโดยทั่วไปคือ 3–5 ครั้ง ห่างกัน 1 ครั้งต่อทุก 2–4 สัปดาห์

ข้อดี

  • เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแห้งและบาง

  • ใช้ได้หลากหลาย เคสกว้าง และค่อนข้างปลอดภัย

  • เติมความชุ่มชื้นได้ดีมาก

  • ช่วยให้เส้นริ้วรอยดูเรียบขึ้น

  • ผิวดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ข้อจำกัด

  • รอยเข็มหายค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับบางยี่ห้อ

  • บางคนอาจมีจ้ำเลือดบริเวณที่ฉีด (ปกติจะหายภายในประมาณ 4 วัน)

Filorga M-HA10

คะแนน: 4.7

Filorga จากฝรั่งเศสเป็นแบรนด์ anti-age ที่โด่งดังในสายแพทย์ความงาม รุ่นที่พูดถึงนี้คือ M-HA10 (10 มก./มล.) ซึ่งถือเป็นสูตร “เบา” สำหรับผิวอ่อนวัยช่วงอายุประมาณ 27–29 ปี

เหมาะกับ

  • ผิวหมองคล้ำ

  • ผิวแห้ง

  • ผิวที่เพิ่งผ่านแดดจัด การลอกผิว หรือการผ่าตัดศัลยกรรม

มักใช้เป็นทั้งการฟื้นฟูและการป้องกันการเสื่อมตามวัย หลักสูตรปกติคือ 2 ครั้งห่างกัน 3 สัปดาห์

ผู้ใช้จำนวนมากเล่าว่า รอยสิวและแผลเป็นดูจางลง ผิวดูแน่นและใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่หากผิวขาดน้ำมากและรอบดวงตาเป็นปัญหาหนัก มักจะแนะนำให้ขยับไปใช้ Filorga M-HA18 แทน

ข้อดี

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของผิว

  • เติมความชุ่มชื้นให้หนังแท้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ผิวฟื้นตัวหลังฉีดในราว 1–3 วัน

  • เหมาะกับการเริ่มใช้ตั้งแต่อายุประมาณ 27 ปี

ข้อจำกัด

  • หลังฉีดอาจมีเลือดซึมและรอยแดงเล็กน้อย แต่จะค่อย ๆ หายไปเอง

Princess Rich

คะแนน: 4.6

Princess Rich จากบริษัทออสเตรีย Croma เป็นไบโอรีไวทัลที่ผสาน กรดไฮยาลูโรนิกกับกลีเซอรีน ออกแบบมาเพื่อใช้กับใบหน้า คอ และบริเวณเนินอก โดยฉีดในชั้นผิวของหนังแท้

ตัวนี้ผ่านมาตรฐานสากลและถูกใช้ในคลินิกความงามมาตั้งแต่ปี 2009 จุดที่ทำให้โดดเด่นคือการจับคู่กลีเซอรีนกับไฮยาลูโรเนต ซึ่งช่วยให้ผิวชุ่มชื้นลึกและผลคงอยู่ได้นานขึ้น

ผลที่มักเห็นได้คือ

  • ผิวกลับมาสมดุลน้ำดีขึ้น

  • กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ตามธรรมชาติ

  • สีผิวดูสุขภาพดีขึ้น มีความโกลว์

  • ริ้วรอยลดลง ผิวดูตึงและชุ่มชื้นกว่าเดิม

ข้อดี

  • ส่วนผสมเด่น: hyaluronate + กลีเซอรีน

  • เพิ่ม turgor (ความตึงตัว) ของผิว

  • ช่วยปรับโครงสร้างและคอนทัวร์ใบหน้า

  • ลดถุงใต้ตาได้ดี

  • แทบไม่ทำให้เกิดอาการแพ้

ข้อจำกัด

  • ผลลัพธ์มักเริ่มชัดเจนหลังจากประมาณ 7–10 วัน ไม่ได้เห็นในทันที

BIOFACTOR

คะแนน: 4.5

ไบโอรีไวทัลจากเยอรมนีตัวนี้มี 2 สูตรหลัก: 2% และ 3.5%

  • 2% เน้นแก้ผิวแห้ง ลดความยืดหยุ่นที่ถดถอย

  • 3.5% เพิ่มทั้งความชุ่มชื้นและช่วยลดปัญหาเปลือกตาบนหย่อน (ptosis) และริ้วรอย

สามารถใช้ได้กับทุกบริเวณของใบหน้าและร่างกาย การฉีดมักใช้เทคนิค papular

ข้อดีสำคัญคือ ความปลอดภัยสูง เพราะไม่มีส่วนผสมที่มาจากสัตว์ และโครงสร้างของกรดไฮยาลูโรนิกใกล้เคียงกับที่ร่างกายสร้างเอง หน้าที่หลักของมันคือการคืนสมดุลน้ำและกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์

เพื่อผลลัพธ์ที่ดี มักทำเป็นคอร์ส 4–6 ครั้ง ห่างกัน 1–4 สัปดาห์ ผู้ใช้จำนวนมากบอกว่าผลที่ได้อยู่ได้ราว ๆ ครึ่งปี ทั้งนี้ขึ้นกับอายุและการดูแลหลังทำ

ข้อดี

  • สูตรออกแบบมาให้โอกาสแพ้น้อยมาก

  • ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว

  • มีเอฟเฟกต์ยกเล็กน้อย

  • ลดริ้วรอย

  • ผิวโดยรวมดูดีขึ้น

ข้อจำกัด

  • ไม่ตอบโจทย์ผิวที่มีปัญหารุนแรงมาก ๆ หรือผิวผู้ใหญ่อายุมากที่ต้องการผลเปลี่ยนแปลงชัดเจน

Repleri

คะแนน: 4.5

Repleri ถูกพัฒนาโดยบริษัทรัสเซีย NovoNexus ใช้กรดไฮยาลูโรนิกที่เสถียรจากแหล่งที่ไม่ใช่สัตว์ เป็นไบโอรีไวทัลที่ออกแบบมาให้ครอบคลุมปัญหาผิวเสื่อมตามวัยหลายรูปแบบบนใบหน้า

ในไลน์ผลิตมีทั้งหมด 6 สูตร ที่ต่างกันด้านน้ำหนักโมเลกุล ทำให้แพทย์เลือกใช้ได้ตามประเภทริ้วรอยและโครงสร้างผิวของแต่ละคน เมื่อเวลาผ่านไปกรดไฮยาลูโรนิกที่ฉีดเข้าไปจะถูกสลายออกตามธรรมชาติ

มีข้อมูลว่าผ่านการทดสอบจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำในรัสเซีย ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นสูงในแวดวงแพทย์

โดยปกติจะทำ 3–5 ครั้ง ห่างกันราว 2 สัปดาห์ หลายคนเล่าว่า แม้ยาเริ่มสลายออกแล้ว สภาพผิวก็ยังดูดีต่อเนื่อง ผิวหน้าดูสดและอ่อนเยาว์กว่าเดิม

ข้อดี

  • ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานราว 12 เดือน

  • หากใช้ถูกเทคนิค จัดว่าเป็นตัวที่ค่อนข้างปลอดภัย

  • ช่วยลดสัญญาณริ้วรอยได้ดี

ข้อจำกัด

  • หากเทคนิคการฉีดผิดพลาด มีความเสี่ยงต่อเนื้อร้าย การเกิดลิ่มเลือด หรือพังผืด

ไบโอรีไวทัลตัวท็อปจากเอเชีย

ไบโอรีไวทัลสัญชาติเกาหลีมาแรงมาก เพราะ

  • สูตรส่วนผสมจัดเต็ม

  • ผลลัพธ์มักอยู่ได้นาน

  • มีหลายระดับความเข้มข้นของกรดไฮยาลูโรนิกให้เลือกตามปัญหาผิว

Mesoheal +

คะแนน: 4.9

Mesoheal+ จากบริษัทเกาหลี Koru Pharmaceuticals ใช้กรดไฮยาลูโรนิกที่ไม่เสถียร 25 มก. ต่อหนึ่งเข็มฉีดยา โดยฉีดเข้าในชั้นผิวหนังแท้ ระยะห่างระหว่างจุดฉีดประมาณ 1 ซม.

สามารถใช้เทคนิค

  • papular

  • multi-puncture

  • เชิงเส้นแบบย้อนกลับ

และใช้ได้กับใบหน้า คอ เนินอก รวมถึงส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อผลที่ชัดเจนมักแนะนำ 4–6 ครั้ง ห่างกัน 10–14 วัน

รีวิวส่วนใหญ่ชี้ว่า

  • ผิวชุ่มชื้นขึ้นเร็วมาก

  • ความยืดหยุ่นกลับมา เพราะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติ

ด้วยผลที่ดูเหมือนการยกกระชับและช่วยคุมเม็ดสี ทำให้ Mesoheal+ ขึ้นแท่นตัวเต็งในกลุ่มนี้

ข้อดี

  • ผิวที่เริ่มหย่อนหรือซีดจางกลับมาดูสดขึ้นชัดเจน

  • ลดกระบวนการอักเสบของผิว

  • ปรับสมดุลการทำงานของต่อมไขมัน

  • ช่วยให้ริ้วรอยเลียนแบบดูเรียบลง

  • ปรับลุคบริเวณผิวที่สีไม่สม่ำเสมอให้ดีขึ้น

ข้อจำกัด

  • บริเวณคอและเนินอกมักมีรอยช้ำ/เลือดคั่งที่ใช้เวลาหลายวันกว่าจะยุบ

Aquashine

คะแนน: 4.8

Aquashine จาก Caregen (เกาหลีใต้) มีจุดเด่นที่กลไกการทำงานที่น่าสนใจ ผสม

  • กรดไฮยาลูโรนิก 1.5%

  • เปปไทด์ประเภทกระตุ้น

  • เปปไทด์ประเภทต้านการสลาย

เปปไทด์กระตุ้นจะช่วยเร่งการสร้างไลโคโปรตีน โปรตีโอไกลแคน และกรดไฮยาลูโรนิกตามธรรมชาติ ขณะที่เปปไทด์ยับยั้งจะช่วยลดการสลายของโครงสร้างเมทริกซ์นอกเซลล์

คอร์สโดยทั่วไปคือ 3–4 ครั้ง ห่างกัน 3–4 สัปดาห์ ซึ่งแพทย์จะปรับจำนวนครั้งให้เหมาะกับแต่ละคน ผู้ใช้หลายคนเล่าว่าแค่หลังทำครั้งเดียวก็รู้สึกว่า

  • ผิวแน่นขึ้น

  • ความยืดหยุ่นดีขึ้น

  • ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลง

  • อาการหย่อนคล้อยและไขมันส่วนเกินในบางจุดดูดีขึ้น

ข้อดี

  • ส่วนผสมแน่นและอิ่มตัวมาก

  • ช่วยแก้อาการผิวขาดน้ำชัดเจน

  • กระชับรูขุมขน

  • ลดริ้วรอยตื้นได้ดี

  • ช่วยปรับสมดุลการสร้างเมลานิน

  • ชะลอกระบวนการเสื่อมตามวัยของผิว

ข้อจำกัด

  • มักมีรอยช้ำ / เลือดคั่งจากรอยเข็มประมาณ 5–7 วัน

Yvoire Hydro

คะแนน: 4.7

Yvoire Hydro จาก LG Life Sciences ใช้กรดไฮยาลูโรนิก 2% ร่วมกับ phosphate buffer GC ซึ่งได้จากกระบวนการหมักจุลินทรีย์ ทำให้เข้ากันกับเนื้อเยื่อผิวได้ดีและโอกาสเกิดการปฏิเสธต่ำมาก

ข้อดีคือการไหลตัวและกระจายตัวหลังฉีดดี สามารถใช้ได้หลายเทคนิค เช่น

  • เชิงเส้นเพื่อเติมริ้วรอยลึก

  • เทคนิคตาข่ายเพื่อเสริมโครงสร้างบริเวณที่มีปัญหา

  • papular

  • เส้นสั้นใกล้ผิว

ผู้ใช้และแพทย์มักเห็นตรงกันว่า Yvoire Hydro

  • ช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งและหย่อนคล้อยของใบหน้าและร่างกายได้ดี

  • จัดการริ้วรอยตื้นได้ชัดเจน

  • ปรับคุณภาพผิวโดยรวมให้ดีขึ้น

ในบางเคส ผลลัพธ์รู้สึกได้ยาวนานถึง ประมาณ 1.5 ปี

ข้อดี

  • กระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูผิว

  • ตัวเนื้อยามีความเสถียรสูง ให้ผลค่อนข้างยาวนาน

  • แก้ปัญหาผิวแห้งได้ดีมาก

  • ลดความไม่สมบูรณ์ของพื้นผิวผิวหลายรูปแบบ

ข้อจำกัด

  • หลังฉีดอาจมีอาการบวม เจ็บผิว หรือช้ำ ซึ่งมักหายเองตามเวลา

ยา biorevitalization สายอเมริกัน

ไบโอรีไวทัลจากอเมริกาขึ้นชื่อเรื่อง ประสิทธิภาพสูงและมาตรฐานความปลอดภัย จึงถูกเลือกใช้ในคลินิกระดับพรีเมียมจำนวนมาก

Meso-Xanthin F199

คะแนน: 4.9

Meso-Xanthin F199 จากบริษัท ABG Lab เป็นสูตรที่ใส่มาแน่นมาก ทั้ง

  • กรดไฮยาลูโรนิก

  • แคโรทีนอยด์ฟูโคซานธิน

  • เปปไทด์ควบคุมได้

  • กรดนิวคลีอิค

  • กรดอะมิโนจำเป็น

  • สารต้านอนุมูลอิสระ

  • วิตามินต่าง ๆ

มักถูกแนะนำตั้งแต่ช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะตอบโจทย์ทั้งการแก้ปัญหาและป้องกันผิวเสื่อม

จุดแข็งคือจัดการทั้งปัญหาเครื่องสำอางและผิวหนังเชิงลึกได้ในคราวเดียว หลังฉีด สารสำคัญจะสะสมในบริเวณที่ทำเพื่อช่วยให้ผิวที่กำลังเริ่มซีดจางฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยปกติมักทำ 4–5 ครั้ง ห่างกันประมาณ 3 สัปดาห์ และอาจมีการทำคอร์สซ้ำอีกครั้งใน 6 เดือน

รีวิวส่วนใหญ่พูดตรงกันว่า ผลลัพธ์ “เกินคาด” เพราะ

  • แค่หลังครั้งแรก ผิวดูสดและมีชีวิตชีวาขึ้นชัดเจน

  • โทนสีผิวสม่ำเสมอขึ้น

  • ริ้วรอยบนใบหน้าลดลง

เมื่อจบคอร์สเต็ม ผิวจะดูเหมือนได้รีเซ็ตใหม่ในระดับที่เห็นได้ชัด

ข้อดี

  • ส่วนผสมถูกออกแบบให้สมดุลและครอบคลุมหลายมิติของปัญหาผิว

  • ริ้วรอยหน้าผากมักเรียบลงหลังจบคอร์ส

  • ผิวหน้าดูตึงกระชับขึ้น

  • เพิ่มความยืดหยุ่นและโทนสีผิวโดยรวม

  • เม็ดสีและจุดด่างดำจางลง

  • อาการของ rosacea ดูเบาลงในหลายเคส

ข้อจำกัด

  • มีโอกาสเกิดอาการแพ้ จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

Juvederm Hydrate

คะแนน: 4.7

Juvederm Hydrate จาก Allergan เป็นไบโอรีไวทัลที่เนื้อสัมผัสออกแนวสารละลายมากกว่าเจล ให้ความรู้สึกเบาแต่ชุ่มลึก ถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มอายุ 25–35 ปี ที่ต้องการให้ผิวอิ่มน้ำและดูอ่อนเยาว์

ความต่างที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นคือการใส่ แมนนิทอล 9 มก. ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเข้ามาในสูตร

ผลก็คือ

  • เนื้อยามีความเสถียรมากขึ้น

  • เซลล์ผิวทนต่อความเสียหายจากอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น

  • ผลลัพธ์ของการเติมผิวด้วยไฮยาลูโรนิกอยู่ได้นานกว่าเดิมเกือบ 3 เท่า

ข้อดี

  • มีแมนนิทอลเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพในสูตร

  • เติมความชุ่มชื้นลึกให้ผิวหน้า

  • ช่วยคืนความโกลว์ ความยืดหยุ่น และโทนสีดูสุขภาพดี

  • ผลลัพธ์มักอยู่ได้ราว 12 เดือน

ข้อจำกัด

  • หลังทำมักมี papules ชั่วคราว อาการคัน หรือผิวแดง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาชั่วคราวและจะค่อย ๆ หายไป

สรุป: จะเลือกตัวไหนให้ผิวหน้าเด้ง ตึง ใส?

ยาบิโอรีไวทัลแต่ละตัวมีจุดแข็งต่างกันไป ทั้งความเข้มข้น ส่วนผสมเสริม และความยาวนานของผลลัพธ์ สิ่งที่ควรโฟกัสคือ

  • อายุ และสภาพผิวปัจจุบัน

  • ปัญหาหลักที่อยากแก้: แห้ง ขาดน้ำ ริ้วรอย รอยสิว จุดด่างดำ หรือหย่อนคล้อย

  • ระยะเวลาพักฟื้นและรอยช้ำที่ยอมรับได้

  • ความถี่ในการกลับไปทำซ้ำเพื่อคงผล

สำคัญมาก: การเลือกตัวยาและเทคนิคการฉีดควรทำโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชสำอางเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น การอุดตันเส้นเลือดหรือพังผืด

ก่อนตัดสินใจทำ biorevitalization ทุกครั้ง ควร

  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว

  • แจ้งประวัติแพ้ยาและโรคประจำตัวอย่างละเอียด

  • ทำความเข้าใจขั้นตอน ผลข้างเคียง และการดูแลหลังทำให้ชัดเจน

ผิวหน้าเราใช้ทุกวัน ขอให้ลงทุนอย่างมีข้อมูล และให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างปลอดภัยที่สุดนะ