Is.Art.Earthquake: เมื่อห้องเรียนย้ายมาอยู่กลางช่างชุ่ย
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ยกขบวนผลงานศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาสาขาการออกแบบกราฟิก ออกจากกรอบห้องเรียนไปจัดแสดงกันสด ๆ ที่ “ช่างชุ่ย” พื้นที่สร้างสรรค์ชื่อดังของคนเมือง
เป้าหมายไม่ใช่แค่เอางานมาห้อยบนผนัง แต่คือการผลักให้นักศึกษาได้ ลองทำงานจริง เจอผู้ชมจริง และรับฟีดแบ็กจริง ทั้งเรื่องการจัดการนิทรรศการ การทำงานเป็นทีม ไปจนถึงการต่อยอดงานออกแบบสู่สินค้าเชิงพาณิชย์

ทำไมต้องเป็นช่างชุ่ย
เบื้องหลังการเลือกโลเคชัน ไม่ได้มาจากอาจารย์สั่ง แต่มาจากการระดมความคิดร่วมกันระหว่างคณะกับนักศึกษา
ทุกคนเห็นตรงกันว่า ช่างชุ่ยคือพื้นที่ที่ตอบโจทย์ครบทั้ง
บรรยากาศเชิงสร้างสรรค์และศิลปะร่วมสมัย
กลุ่มผู้เข้าชมหลากหลาย ทั้งคนรุ่นใหม่ นักท่องเที่ยว และครอบครัว
เข้ากับคอนเซ็ปต์งานที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Is.Art.Earthquake”
คีย์เวิร์ดนี้สะท้อนประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ แผ่นดินไหว หรือความผันผวนทางสังคม ทุกแรงสั่นสะเทือนถูกแปรเป็นพลังสร้างสรรค์ในงานออกแบบ


จากโปรเจกต์ในคลาส สู่การจัดงานจริงทั้งระบบ
นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เกือบ 40 คน เริ่มต้นจากการทำศิลปนิพนธ์ในภาคเรียนที่ 1/2568 เคยจัดแสดงภายในมหาวิทยาลัยมาก่อนแล้ว จึงต่อยอดมาสู่งานนิทรรศการนอกสถานที่ที่ช่างชุ่ย ซึ่งถือเป็นการออกไปจัดแสดงภายนอกอย่างจริงจังครั้งแรกในรอบหลายปี
ในกระบวนการเตรียมงาน นักศึกษาไม่ได้แค่ทำงานของตัวเองให้จบ แต่ต้อง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
วางแผนภาพรวมของนิทรรศการ
แบ่งทีมและรับผิดชอบด้านสถานที่
รวบรวมและคัดเลือกผลงานจัดแสดง
ออกแบบเลย์เอาต์และพื้นที่แสดงงาน
ดูแลบัญชีและค่าใช้จ่าย
เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ
วางแผนและทำคอนเทนต์สื่อสารประชาสัมพันธ์
อาจารย์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ช่วยชี้แนะแนวทางทั้งเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติจริง ใช้เวลาการเตรียมงานยาวต่อเนื่องหลายเดือนกว่าจะออกมาเป็นนิทรรศการเต็มรูปแบบ
2 ไฮไลต์หลักของงาน: นิทรรศการ + เสวนา
นิทรรศการครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ
ส่วนจัดแสดงผลงาน ศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาจำนวน 31 คน
กิจกรรมเสวนา “First Job, First Shock” ว่าด้วยโลกการทำงานครั้งแรกและแรงสั่นสะเทือนที่ต้องเจอ
บรรยากาศวันเปิดงานเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง มีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง และทีมคณาจารย์ร่วมสนับสนุนอย่างใกล้ชิด ทำให้เสวนาเป็นอีกพื้นที่เรียนรู้ที่ต่อยอดจากตัวงานออกแบบอย่างลงตัว


สำรวจผลงาน: จากแผ่นดินไหวสู่แฟชั่นและอาร์ตทอย
ผลงานที่ถูกนำมาจัดแสดงในงานนี้ครอบคลุมงานออกแบบหลายแขนง เรียกได้ว่ามีให้ชมครบแทบทุกมิติของกราฟิกดีไซน์
ตัวอย่างประเภทงานที่ถูกนำมาจัดแสดง อาทิ
งานแบรนด์ดิ้งและรีแบรนด์
งานออกแบบคาแรกเตอร์และอาร์ตทอยสามมิติ
งานโมชั่นกราฟิก
งานออกแบบเพื่อการท่องเที่ยว
งานแฟชั่นที่ผสานกราฟิกเข้ากับการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์
บางชิ้นใช้ “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” อย่างไฟป่า น้ำท่วม และแผ่นดินไหว เป็นแรงบันดาลใจ นำมาถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้าและโครงสร้างผ้าที่จงใจทำให้ไม่สมบูรณ์ เพื่อสื่อถึงร่องรอยและบาดแผลจากธรรมชาติ
อีกหลายชิ้นงานสะท้อนวัฒนธรรมวัยรุ่นและวิถีชีวิตร่วมสมัย ทั้งเรื่องตัวตน เมือง และสังคมรอบตัวของคนรุ่นใหม่
ฟีดแบ็กจากคนดู และบทเรียนเรื่องการขาย
แม้สถานที่จัดแสดงจะอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่ช่างชุ่ยเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ทำให้มีผู้เข้าชมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเย็นและหัวค่ำ ตลอดระยะเวลาจัดงาน
ภายในงานยังมีโซนจำหน่ายผลงาน DIY และสินค้าออกแบบของนักศึกษา เช่น
ผลงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 1
ผลงานที่ต่อยอดจากงานวิจัยด้านกราฟิกสู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน
สินค้าอย่างกระเป๋าผ้า พวงกุญแจ และงานดีไซน์ลักษณะคล้ายแฮนด์เมด
จุดที่เห็นภาพได้ชัดคือ นักศึกษาหลายคนสามารถขายผลงานได้จริง ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า คาแรกเตอร์ดีไซน์ รวมถึงสินค้าอื่น ๆ ที่ต่อยอดจากทักษะเฉพาะตัว ทำให้ทุกคนได้ลองเผชิญโลกจริงของ
การตั้งราคา
การพูดคุยกับลูกค้า
การตอบคำถามและรับคำติชม
การมองเห็นโอกาสสร้างรายได้จากงานดีไซน์ตั้งแต่ยังเรียนอยู่
ศิลปะจึงไม่ได้จบแค่ในแฟ้มพอร์ต แต่ขยับเข้าใกล้คำว่าอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม
การเรียนรู้ที่เริ่มจากการเลือกสถานที่
เบื้องหลังนิทรรศการครั้งนี้ คือกระบวนการเรียนรู้ที่เริ่มตั้งแต่การระดมสมองเลือกสถานที่จัดงาน
ตัวแทนนักศึกษาที่อยู่เบื้องหลังการจัดงาน แบ่งปันว่า ทีมงานกำหนดเงื่อนไขสำคัญของสถานที่ไว้ 3 ข้อ
ต้องเป็นพื้นที่ที่มีผู้เข้าชมจำนวนมาก
มีทั้งนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ
เปิดโอกาสให้นำเสนอผลงานสู่สาธารณะอย่างแท้จริง
หลังศึกษางานลักษณะใกล้เคียงกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุกคนเห็นตรงกันว่า “ช่างชุ่ย” คือคำตอบที่ตรงที่สุด
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่ค่อนข้างรวดเร็วในช่วงแรก ก็พาให้เจอกับปัญหาเรื่องการสื่อสารและการจัดการภายในทีม แต่สุดท้ายทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไข ปรับแผน และประคองงานให้เดินหน้าต่อได้
บทเรียนสำคัญที่ทุกคนได้กลับไปคือ การสื่อสาร ความใจเย็น และความรับผิดชอบต่อทีม ซึ่งเป็นสกิลที่สำคัญไม่แพ้ทักษะการออกแบบ

เมื่อความไม่มั่นใจถูกสั่นจนแตก แล้วกลายเป็นความภูมิใจ
หนึ่งในผลงานที่ถูกหยิบมาพูดถึง คือ “โครงการออกแบบอัตลักษณ์องค์กรและสื่อประชาสัมพันธ์ Trip butler” ของนักศึกษาที่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ก่อนหน้านี้ ไม่มั่นใจทั้งทักษะการออกแบบและการใช้โปรแกรม
แต่การฝึกฝนอย่างจริงจัง การได้เห็นผลงานของตัวเองขึ้นจัดแสดงในพื้นที่สาธารณะ และได้ฟังเสียงชื่นชมจากผู้ชม ทำให้เริ่มมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองทำ และกล้าจะยืนอยู่หน้าผลงานด้วยความภูมิใจมากขึ้น
นี่คืออีกหนึ่ง “แรงสั่น” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับโลกภายนอก แต่เกิดขึ้นในใจของคนทำงานเอง
BANANISM: จากธุรกิจครอบครัว สู่แบรนด์ของคนรุ่นใหม่
อีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่น คือ “โครงการออกแบบอัตลักษณ์บรรจุภัณฑ์และสื่อประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย แบรนด์ BANANISM”
ผลงานชิ้นนี้ต่อยอดจากพื้นฐานธุรกิจเกษตรของครอบครัว โดยหยิบทั้งวัตถุดิบและเรื่องราวใกล้ตัวมาพัฒนาเป็นแบรนด์อย่างจริงจัง ผ่านการออกแบบตัวตนแบรนด์ บรรจุภัณฑ์ และสื่อสื่อสารต่าง ๆ
การได้ออกมาจัดแสดงนอกห้องเรียน จึงกลายเป็นสนามทดลองสำคัญ ที่ได้ทดสอบทั้งคอนเซ็ปต์แบรนด์ การสื่อสารกับผู้ชม และศักยภาพในการเติบโตเป็นธุรกิจจริงในอนาคต
ในภาพรวม แนวคิดหลักของงานยังคงยึดคอนเซ็ปต์ “Is.Art.Earthquake” ที่สะท้อนชีวิตของทั้งรุ่นซึ่งต้องผ่านมรสุมหลากหลาย ตั้งแต่น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคระบาด ไปจนถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทั้งหมดผสมรวมกันจนกลายเป็น “รสชาติ” เฉพาะตัวในผลงานของแต่ละคน
คำว่า Earthquake จึงไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่กลายเป็นคำประกาศว่า “พวกเราคือแรงสั่นสะเทือนชุดใหม่ของวงการศิลปะ”
ทีมเวิร์กที่ทำให้ผลงานสั่นสะเท้อนได้จริง
ในทีม มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน แต่ละคนไม่ได้รับผิดชอบแค่หน้าที่เดียว ทุกคนต้องช่วยเหลือกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเตรียมงานจนถึงวันจัดแสดงจริง
ผลลัพธ์คือมีนักศึกษานำผลงานเข้าร่วมรวม 31 คน และเกิดงานรูปแบบหลากหลายที่ได้รับความสนใจ เช่น
ประติมากรรมกระดาษที่เล่าเรื่องจังหวัดภาคเหนือ
งานกระเป๋าที่ใช้เศษผ้าผสมกับศิลปะการเล่าเรื่อง (Storytelling) ซึ่งสามารถจำหน่ายได้จริง
ผลงานบอร์ดเกมที่มีผู้สนใจติดต่อขอนำไปวางขายในร้านแล้ว
การลงมือทำงานร่วมกันตั้งแต่ขั้นวางแผนจนปิดงาน ทำให้เพื่อน ๆ ที่ไม่เคยสนิทหรือไม่เคยได้ทำงานร่วมกันมาก่อน เริ่มได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ช่วยกันแก้ปัญหา และสุดท้ายกลายเป็นความผูกพันและความสามัคคีในรุ่น



มากกว่านิทรรศการ คือห้องเรียนกลางเมือง
เมื่อมองย้อนกลับไป การจัดนิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การ “โชว์ผลงาน” แต่มันคือห้องเรียนขนาดใหญ่ที่ย้ายออกมาอยู่กลางเมือง
นักศึกษาได้เรียนรู้พร้อมกันหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน
การทำงานเป็นทีมและการจัดการโปรเจกต์
การรับผิดชอบทั้งงานของตัวเองและงานของส่วนรวม
การนำเสนอผลงานต่อสายตาสาธารณะและรับมือกับฟีดแบ็ก
การต่อยอดงานออกแบบสู่โลกจริงและโอกาสทางอาชีพ
พร้อมกันนั้น นิทรรศการยังช่วยให้คณะและมหาวิทยาลัยได้ขยับเข้าไปใกล้ผู้คนในวงกว้างมากขึ้น
ในอนาคต คณะมีแผนมองหาพื้นที่จัดแสดงใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงทั้งมิติวิชาการและการเข้าถึงสังคม เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยิ่งหลากหลายและลึกซึ้งกว่าเดิม
เพราะสำหรับเด็กกราฟิก DPU ชุดนี้ นิทรรศการที่ช่างชุ่ยอาจไม่ใช่แค่ครั้งแรก แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญ ที่ทำให้พวกเขาเชื่อจริง ๆ ว่า งานออกแบบของตัวเองสามารถเขย่าโลกได้

