รับแอปรับแอป

ยังเรียนอยู่ก็สร้างโปรไฟล์เทพได้: คู่มือหาประสบการณ์ทำงานที่เด็กมหาลัยไม่ควรมองข้าม

ธนพล ศรีสวัสดิ์01-31

เรียนอยู่ก็เริ่มทำงานได้ ไม่ต้องรอให้จบก่อน

การเริ่มหาประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นการเตรียมตัวสู่โลกอาชีพที่ฉลาดและทันเกมมาก ๆ เพราะการได้ลองลงสนามจริง ไม่ได้มีแค่การเอาทฤษฎีจากห้องเรียนไปใช้เท่านั้น

แต่ยังทำให้เราได้เห็น วัฒนธรรมองค์กรจริง ๆ การทำงานกับคนหลากหลาย และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตำราให้ไม่ได้

นักศึกษาที่เริ่มเก็บประสบการณ์เร็ว มักจะมีแต้มต่อเวลาลงสนามสมัครงานจริง ทั้งในด้านความมั่นใจ ทักษะการสื่อสาร และความเข้าใจภาพรวมของการทำงานในองค์กร

ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้มาจากการฝึกงานอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงงานพาร์ทไทม์ การเข้าชมรม โปรเจกต์ต่าง ๆ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนด้วย

ทำไมต้องหาประสบการณ์ตั้งแต่ยังเรียน

การอ่านจากตำราอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับโลกการทำงานยุคนี้อีกต่อไปแล้ว

การได้ลงมือทำงานจริงตั้งแต่ช่วงเรียน ทำให้เราเห็นภาพชัดว่า ทฤษฎีที่เรียนมาจะถูกนำไปใช้ในสถานการณ์จริงแบบไหน

การฝึกงานหรืองานพาร์ทไทม์ยังช่วยให้เราได้เรียนรู้เรื่องสำคัญ เช่น

  • การทำงานเป็นทีมกับคนที่มีสไตล์ต่างกัน

  • การจัดลำดับความสำคัญของงานและบริหารเวลา

  • วิธีรับมือและแก้ปัญหาหน้างานที่ไม่เคยอยู่ในหนังสือ

นอกจากนี้ ประสบการณ์ทำงานยังช่วยเพิ่มความมั่นใจ และกลายเป็นจุดเด่นบนเรซูเม่ตอนสมัครงานหลังเรียนจบ ทำให้ผู้ว่าจ้างเห็นภาพชัดว่า คุณพร้อมทำงานจริง ไม่ได้เริ่มจากศูนย์

ประโยชน์หลักของการหาประสบการณ์ตอนยังเรียน

  • เพิ่มทักษะการทำงานและการสื่อสารในสถานการณ์จริง

  • เข้าใจภาพการทำงานในองค์กรแบบที่ห้องเรียนให้ไม่ได้

  • สร้างความมั่นใจและความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดงาน

  • ทำให้เรซูเม่ดูโดดเด่นกว่านักศึกษาที่ไม่มีประสบการณ์

ช่องทางหาประสบการณ์ทำงานสำหรับเด็กมหาลัย

โอกาสในการหาประสบการณ์มีเยอะกว่าที่คิด อยู่ที่ว่าเรา “เริ่มลงมือเมื่อไหร่” มากกว่า

สามารถเลือกให้เหมาะกับเวลาและเป้าหมายได้เลย ตั้งแต่แบบเล็ก ๆ ไปจนถึงโปรเจกต์จริงจัง

ช่องทางหลัก ๆ ที่น่าลอง เช่น

  • การฝึกงานในบริษัทหรือองค์กรที่สนใจ

  • งานพาร์ทไทม์ระหว่างเรียน

  • เข้าร่วมโครงการหรือกิจกรรมของมหาวิทยาลัย

  • ทำโปรเจกต์ส่วนตัวหรือร่วมชมรมวิชาชีพ

ช่องทางยอดนิยมในการเก็บประสบการณ์

  • ฝึกงานในบริษัทหรือองค์กรที่อยากลองสายอาชีพ

  • งานพาร์ทไทม์ที่ช่วยเสริมทักษะใกล้เคียงกับสาขาที่เรียน

  • โครงการและกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เช่น แข่งขัน ทำโปรเจกต์ หรือออกค่าย

  • โปรเจกต์ส่วนตัวหรือทำงานร่วมกับชมรมที่สนใจ

ฝึกงาน: ใกล้เคียงการทำงานจริงที่สุด

การฝึกงานถือเป็นทางลัดสู่โลกการทำงานแบบเต็มรูปแบบ เพราะเราจะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมขององค์กรจริง ทำงานร่วมกับมืออาชีพ และเห็นว่าอาชีพที่เราเลือกเดินนั้น ในชีวิตจริงเป็นอย่างไร

ระหว่างฝึกงาน เราจะได้เรียนรู้ทั้งโครงสร้างองค์กร วิธีบริหารงาน การทำงานแบบทีม รวมถึงมารยาทในการทำงานในที่ทำงานจริง

บางครั้งงานที่ได้รับมอบหมายอาจดูซ้ำ ๆ หรือเหมือนไม่สำคัญ แต่ นี่แหละคือประสบการณ์ที่ช่วยขยายมุมมอง ทำให้เราเข้าใจขั้นตอนงานจริง และเตรียมตัวสำหรับบทบาทที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต

ข้อดีของการฝึกงาน

  • ได้สัมผัสงานจริงและวัฒนธรรมขององค์กรจากด้านใน

  • เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและพี่เลี้ยงในสายงาน

  • เพิ่มโอกาสได้งานต่อหลังจบ หากทำผลงานดี

  • สร้างเครือข่ายที่มีคุณค่าต่ออาชีพในอนาคต

งานพาร์ทไทม์: เงินก็ได้ สกิลก็มา

งานพาร์ทไทม์เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับนักศึกษา โดยเฉพาะถ้าเลือกงานให้สัมพันธ์กับสิ่งที่เรียน จะยิ่งได้ทั้งรายได้และประสบการณ์ไปพร้อมกัน

การทำงานพาร์ทไทม์ช่วยให้เราเรียนรู้การรับผิดชอบงานจริง ฝึกการจัดเวลาให้บาลานซ์ระหว่างงานและการเรียน และทำให้รู้ว่าเวลาอยู่ในบทบาท “คนทำงาน” ต้องคิดต่างจากตอนเป็น “นักศึกษา” อย่างไร

บางงานยังทำให้ได้เจอผู้คนหลากหลาย ทั้งลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะสำคัญอย่าง

  • การสื่อสารกับคนต่างสไตล์

  • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์กดดัน

  • การตัดสินใจและรับมือกับข้อผิดพลาดแบบทันทีทันใด

ตัวอย่างงานพาร์ทไทม์ที่เหมาะกับนักศึกษา

  • ทำงานในร้านค้า ร้านกาแฟ หรือร้านอาหาร

  • งานประสานงานอีเวนต์หรือกิจกรรมต่าง ๆ

  • งานออนไลน์ เช่น ทำคอนเทนต์ สอนออนไลน์ หรือช่วยดูเพจ

  • งานออฟฟิศพาร์ทไทม์ เช่น ช่วยงานเอกสารหรือจัดการข้อมูล

โครงการมหาวิทยาลัย: เวทีฝึก Soft Skills ตัวจริง

มหาวิทยาลัยไม่ได้มีแค่ห้องเรียน แต่ยังเต็มไปด้วยโครงการและกิจกรรมที่จำลองบรรยากาศการทำงานจริงให้เราได้ลองลงมือ

ตัวอย่างเช่น การแข่งขัน Startup การเข้าชมรมวิชาชีพ โครงการอาสาสมัคร หรือโปรเจกต์ร่วมกับบริษัทภายนอก

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยฝึก Soft Skills สำคัญแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น

  • การวางแผนและบริหารโปรเจกต์

  • การทำงานเป็นทีมกับเพื่อนที่มีความถนัดต่างกัน

  • การสื่อสาร ทั้งการพูดนำเสนอและการเขียน

นอกจากนี้ หลายโครงการยังเปิดโอกาสให้เราสร้างผลงานหรือ portfolio ที่สามารถเอาไปโชว์บริษัทได้จริง บางครั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาเป็นที่ปรึกษา ทำให้ได้ทั้ง connection และแนวคิดใหม่ ๆ

จุดเด่นของการเข้าร่วมโครงการมหาวิทยาลัย

  • ได้ฝึก Soft Skills และการทำงานร่วมกับผู้อื่นจริง ๆ

  • มีผลงานหรือ portfolio ไปใช้สมัครงานหรือฝึกงานต่อ

  • มีโอกาสได้พบผู้เชี่ยวชาญและเมนเทอร์ในสายอาชีพ

  • เปิดประตูสู่โอกาสงานจากผลงานที่จับต้องได้

โปรเจกต์ส่วนตัว: เวทีโชว์ตัวตนและความคิดสร้างสรรค์

ถ้าอยากฝึกสกิลแบบไม่ต้องรอใครจ้าง การทำโปรเจกต์ส่วนตัวคือคำตอบ

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บไซต์ เขียนบทความ ทำวิดีโอ ตัดต่อคลิป หรือเริ่มทำเพจ/บล็อกของตัวเอง ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์จริงที่เราคุมเกมเองได้หมด

การมีโปรเจกต์ส่วนตัวสะท้อนให้เห็นว่าเรา มีความริเริ่ม ไม่รอให้โอกาสมาหา แต่ลงมือสร้างเอง แถมยังช่วยฝึกวินัยและการบริหารเวลา เพราะต้องวางแผนและจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง

โปรเจกต์เหล่านี้ยังช่วยให้เราเริ่มมองเห็นจุดแข็งและความชอบจริง ๆ ของตัวเอง ว่าตัวตนเราเหมาะกับงานแบบไหนในอนาคต

ตัวอย่างโปรเจกต์ส่วนตัวที่น่าลองสำหรับนักศึกษา

  • ทำเว็บไซต์หรือแอปทดลอง เพื่อนำไปใส่ใน portfolio

  • เขียนบทความ ทำบล็อก หรือเพจแชร์ความรู้/ไลฟ์สไตล์

  • ทำวิดีโอหรือพ็อดคาสต์ เช่น รีวิว เรียนออนไลน์ หรือคอนเทนต์สายที่สนใจ

  • เปิดร้านออนไลน์เล็ก ๆ เพื่อฝึกการขาย การตลาด และการดูแลลูกค้า

ฝึกทักษะออนไลน์: อัปเลเวลตัวเองแบบไม่ต้องรอฝึกงาน

ยุคดิจิทัลทำให้เราไม่ต้องรอ “โอกาสจากคนอื่น” อีกต่อไป เพราะมีคอร์สออนไลน์และคอนเทนต์สอนฟรี/ราคาย่อมเยาให้เรียนแทบทุกสาย

เราสามารถใช้เวลาว่างระหว่างเรียนเพื่อเติมสกิลใหม่ ๆ ที่ตลาดงานต้องการ เช่น การเขียนโปรแกรม การตลาดออนไลน์ การออกแบบ หรือการวิเคราะห์ข้อมูล

การฝึกสกิลออนไลน์ ทำให้เราไม่รู้สึกเกร็งเวลาต้องไปเจองานจริง เพราะอย่างน้อยเราก็มีพื้นฐานมาแล้ว แถมยังใส่ในเรซูเม่ได้ด้วยว่าเป็นทักษะที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง

ตัวอย่างทักษะออนไลน์ที่ควรลองเรียน

  • การเขียนโปรแกรมพื้นฐาน เช่น Python หรือ HTML

  • การออกแบบกราฟิกและตัดต่อวิดีโอ ซึ่งเป็นสกิลฮิตยุคคอนเทนต์ครองโลก

  • การตลาดออนไลน์และการดูแล Social Media

  • การวิเคราะห์ข้อมูล หรือใช้ Excel ในระดับที่ลึกกว่าพื้นฐาน

สร้าง Connection ตั้งแต่ยังเรียน: โอกาสงานเริ่มจากคนรู้จัก

โลกการทำงานจริงไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสกิลอย่างเดียว แต่ เครือข่าย (Connection) สำคัญไม่แพ้กัน

การเข้าร่วมกิจกรรม ฝึกงาน หรือโครงการต่าง ๆ ทำให้เราได้เจอทั้งเพื่อนร่วมสาขา อาจารย์ พี่เลี้ยง และผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพ ซึ่งล้วนเป็นคนที่อาจช่วยส่งต่อโอกาสดี ๆ ให้เราในอนาคตได้

การมีเครือข่ายที่ดีตั้งแต่เรียน ช่วยให้เรามีคนให้ถาม มีคนแนะนำทาง และบางครั้ง “งานแรกในชีวิต” ก็อาจมาจากคนที่เราเคยร่วมโปรเจกต์ด้วยนี่เอง

วิธีสร้างเครือข่ายตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา

  • เข้าร่วมสัมมนา เวิร์กช็อป และกิจกรรมที่เกี่ยวกับสายอาชีพ

  • พูดคุยกับพี่เลี้ยง อาจารย์ หรือวิทยากร ไม่ใช่แค่ฟังแล้วแยกย้าย

  • รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมโปรเจกต์และเพื่อนฝึกงาน

  • ใช้โซเชียลมีเดียสร้างโปรไฟล์แบบมืออาชีพ เช่น LinkedIn เพื่อเชื่อมต่อกับคนในวงการ

สรุป: เริ่มเก็บประสบการณ์วันนี้ ดีกว่ารอให้จบแล้วค่อยเริ่ม

การหาประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ยังเรียน ไม่ได้เป็นแค่ “ตัวช่วยเสริม” แต่คือ การลงทุนระยะยาวในตัวเอง สำหรับการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดงานจริง

ไม่ว่าจะเป็นการฝึกงาน งานพาร์ทไทม์ โครงการในมหาวิทยาลัย หรือโปรเจกต์ส่วนตัว ทุกอย่างล้วนช่วยสร้างทั้งทักษะเชิงเทคนิคและ Soft Skills ที่สำคัญ เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา

นักศึกษาที่เริ่มลงมือเก็บประสบการณ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้เปรียบอย่างชัดเจนตอนสมัครงาน เพราะสามารถโชว์ให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่า

  • พร้อมทำงานจริง

  • กล้าลงมือเรียนรู้

  • และมีผลงานหรือประสบการณ์จับต้องได้

เวลาที่เราลงทุนไปกับการสร้างประสบการณ์ระหว่างเรียน คือของขวัญให้ตัวเราในอนาคต ยิ่งเริ่มเร็ว โอกาสยิ่งมาก และการก้าวสู่โลกการทำงานก็จะมั่นใจขึ้นหลายเท่าตัว