เมื่อคะแนนสอบตกพร้อม ๆ กับยุค AI
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล แห่งวัดป่าสุคะโต เล่าถึงประสบการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในวงการการศึกษา โดยยกตัวอย่างจากอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังด้านคอมพิวเตอร์ ที่รับผิดชอบวิชาดาต้าเบส (Database) ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองเบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley)
อาจารย์ท่านนั้นสังเกตว่า ช่วงหลัง ๆ นักศึกษาในห้องเรียนดูเฉื่อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งความกระตือรือร้น การถามคำถามในเว็บบอร์ดของวิชา รวมถึงการมาปรึกษาหลังเลิกเรียนก็ลดลงอย่างมาก
ที่สำคัญกว่านั้นคือ คะแนนสอบเฉลี่ยตกลงอย่างน่าใจหาย จนเจ้าตัวบอกว่าไม่เคยเห็นคะแนนเฉลี่ยต่ำขนาดนี้มาก่อนตลอดชีวิตการสอน
ไม่ได้เกิดแค่ห้องเดียว แต่ทั้งโลกกำลังเจอเหมือนกัน
สิ่งที่อาจารย์ท่านนี้เจอ ไม่ได้เป็นกรณีโดดเดี่ยว แต่สอดคล้องกับเสียงสะท้อนจากอาจารย์จำนวนมากในมหาวิทยาลัยทั้งในอเมริกาและยุโรป
คะแนนสอบเฉลี่ยของนักศึกษาตกลงอย่างมาก
โดยเฉพาะวิชาที่ต้องใช้การคิดจริง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
แม้กระทั่งทักษะการอ่านก็แย่ลง
ไม่ใช่เฉพาะประเทศร่ำรวยอย่างยุโรปหรืออเมริกา แม้แต่ในเมืองไทยเอง อาจารย์จำนวนไม่น้อยก็รู้สึกเหมือนกันว่า คุณภาพความรู้ของนักศึกษาถดถอย เมื่อดูจากผลการสอบแล้วน่าเป็นห่วง จนต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
จุดเปลี่ยน: วันที่ ChatGPT เข้ามาในชีวิตเรา
เมื่อมองหาสาเหตุ คำตอบหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาชัดเจนก็คือ การมาถึงของแชทจีพีที (ChatGPT) และ AI รูปแบบต่าง ๆ
ChatGPT เป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ผ่านมือถือ สามารถช่วยทำงานสารพัด
ตอบคำถาม
ช่วยทำรายงาน
เขียนบทความ เรียงความ
แม้แต่แต่งนิยายสั้นก็ยังทำได้
นักศึกษาจำนวนมากหันไปพึ่ง AI เช่น ChatGPT, Gemini, DeepSeek เวลามีงานรายงาน เดี๋ยวนี้ไม่ต้องลงมือทำเอง แค่สั่งให้ AI เขียน ทุกอย่างก็เสร็จเร็วและออกมาดูดีในระดับที่คนทั่วไปยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
อาจารย์หลายคนจึงเริ่มสงสัยว่า เวลามีการบ้านหรือรายงานที่ส่งมา คนที่ทำจริง ๆ คือใครกันแน่ ระหว่างนักศึกษากับ AI
รายงานออกมาดูดี มีมาตรฐาน
แต่พอถึงเวลาสอบจริง นักศึกษากลับทำข้อสอบไม่ได้ คะแนนตกต่ำอย่างน่าใจหาย
สุดท้ายก็ชัดเจนว่า ความรู้ของนักศึกษาไม่ได้เติบโตตามผลงานบนกระดาษเลย
เมื่อสังคมหมกมุ่นกับเป้าหมายจนลืมวิธีการ
สิ่งเหล่านี้สะท้อนทัศนคติบางอย่างที่แพร่หลายอยู่ในสังคม ไม่ใช่เฉพาะในหมู่นักศึกษา นั่นคือ
เราให้ความสำคัญกับ “จุดหมาย” มากกว่า “วิธีการ”
สำหรับนักศึกษา เป้าหมายคือ ได้รายงานที่ดี เสร็จทันเวลา ส่งได้เรียบร้อย ส่วนจะทำเองหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สมัยก่อน ถ้ามีเงินก็จ้างคนอื่นทำรายงาน เดี๋ยวนี้ไม่ต้องจ้างแล้ว แค่ให้ ChatGPT จัดการ แถมบางคนส่งโดยไม่ตรวจด้วยซ้ำ จนบางครั้งสำนวนเว่อร์เกินหรือเนื้อหาหลุดโลกจนคนตรวจรู้ได้ทันทีว่าให้ AI ทำแทน
แนวคิดแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่แผ่ไปทั่วแทบทุกวงการ
ทางลัดที่ทำให้เราคิดน้อยลง
เมื่อคนยึดติดกับผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ สิ่งที่ตามมาคือการแสวงหา “ทางลัด” แบบไม่สนวิธีการ
นักเรียนบางคนอยากได้คะแนนดี ๆ แต่ไม่ขยันอ่านหนังสือ ก็หันไปทุจริตแทน เพราะไม่เหนื่อย
ในวงการพระเองก็ยังมีข่าวเรื่องโกงสอบ เช่น อยากได้ประโยค 5 แต่สอบเองไม่ไหว เลยไปจ้างพระรูปอื่นมาสอบแทน สุดท้ายก็ถูกจับได้ กลายเป็นข่าวดังทั้งประเทศ
คนจำนวนมากอยากรวย แต่ไม่อยากเหนื่อย ไม่อยากค่อย ๆ สร้างฐานะ ก็หันไปเล่นพนัน เล่นหวย หรือใช้วิธีทุจริต
อยากชนะการแข่งขัน แต่ไม่อยากซ้อมหนัก ไม่อยากรักษาวินัย ก็ใช้วิธีโกง หรือใช้สารกระตุ้น (โดป) ในวงการกีฬาเราจึงเห็นข่าวทุจริตเต็มไปหมด เพราะ สนใจแต่ชัยชนะ ไม่สนใจความซื่อสัตย์หรือความเพียร
รากลึกจากการเลี้ยงดู: เมื่อคะแนนมาก่อนความพยายาม
แนวคิดบิดเบี้ยวเรื่องเป้าหมายเหนือวิธีการ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ การเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่จำนวนมากก็มีส่วนสำคัญ
ลองดูสถานการณ์ที่คุ้นตา:
ลูกได้เกรด 3.8 พ่อแม่ไม่ชม กลับถามว่าทำไมไม่ได้ 4
ไม่ได้มองเลยว่าลูกขยันแค่ไหน ตั้งใจเพียงใด
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ความขยันคือสิ่งที่ควรยกย่องก่อนตัวเลขเกรด ส่วนจะได้ 3 หรือ 3.8 นั่นควรเป็นเรื่องรอง หากบ้านไหนให้ความสำคัญกับความเพียรมากกว่าเป้าหมาย ก็จะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการพัฒนาให้ลูก
อีกตัวอย่างหนึ่ง เวลาไปแข่งกีฬา ลูกได้ที่ 2 พ่อกลับต่อว่า
บอกว่ามือเท้าก็มีเหมือนคนอื่น ทำไมสู้เขาไม่ได้
ลืมไปว่าลูกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ พยายามเต็มที่แล้ว
สิ่งที่ควรทำคือการชมลูกว่า ใจสู้ ขยัน มุ่งมั่น แม้จะเป็นตัวรองบ่อนแต่ก็ทุ่มสุดแรง การได้ที่ 2 นั้นน่าภูมิใจ แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่กลับไปยึดติดแต่คำว่า “แชมป์” จนมองข้ามความเพียรพยายามของลูก
เด็กคนหนึ่ง กับกระจกบานหนึ่ง
มีเรื่องเล่าที่สะท้อนใจได้ดี เด็กคนหนึ่งเห็นว่ากระจกประตูหน้าต่างในบ้านสกปรก เลยอาสาทำความสะอาดในขณะที่พ่อแม่อยู่บ้าน
เขาใช้หนังสือพิมพ์เก่าชุบน้ำแล้วค่อย ๆ เช็ด เพราะอยากลองดูว่าทำให้สะอาดได้ไหม พอทำเสร็จ เด็กรู้สึกภูมิใจ
ดีใจที่ทำให้กระจกสะอาดขึ้น
ดีใจที่ค้นพบว่า หนังสือพิมพ์เก่า ๆ ใช้เช็ดกระจกได้ดี
แต่พอพ่อกลับมาถึงบ้าน กลับตำหนิลูกว่าเช็ดไม่สะอาด ตรงมุมบนมุมล่างยังหม่นอยู่ เพราะมือเด็กเอื้อมไม่ถึง
แทนที่จะชมลูกว่า อาสาทำเอง ขยัน ตั้งใจ ทั้งที่ไม่มีใครสั่ง กลับไปจ้องเพียงว่าผลลัพธ์ยังไม่ “เป๊ะ” ไม่สมบูรณ์
นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนของการให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ ทั้งที่สิ่งมีค่าที่สุดในเหตุการณ์นี้คือใจที่อยากช่วย เห็นปัญหาแล้วลุกขึ้นลงมือทำด้วยตัวเอง
เมื่อชีวิตกลายเป็นแค่การ “ไปให้ถึงเร็วที่สุด”
ทัศนคติแบบเน้นแต่เป้าหมายแพร่หลายไปถึงเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันด้วย
เวลาเดินทางไปเที่ยว หลายคนเครียดเพราะมัวแต่โฟกัสว่าเมื่อไรจะถึง
ไม่เคยมองเลยว่าระหว่างทางสองข้างถนนมีอะไรสวยงามให้ชมบ้าง
ทั้งที่จุดประสงค์คือการ “ไปเที่ยว” แต่กลับกลายเป็นการเร่งตัวเองไปให้ถึงจุดหมายโดยไม่เคยสนุกกับระหว่างทางเลย
นี่แหละคือภาพสะท้อนของสังคมที่ให้ค่ากับผลสำเร็จมากกว่ากระบวนการ ไม่ว่าจะในเรื่องเรียน การทำงาน หรือการใช้ชีวิต
เมื่อทำบุญและปฏิบัติธรรมยังอยากได้ทางลัด
แม้แต่ในเรื่องการปฏิบัติธรรม คนจำนวนไม่น้อยก็ยังอยากได้ทางลัด
ทำบุญก็คิดว่า ทำอย่างไรจะได้บุญเยอะ ๆ
ไม่ค่อยสนใจว่าท่าทีของใจ ขณะทำบุญเป็นอย่างไร
ปฏิบัติธรรมก็อยากได้ผลเร็ว ๆ อยากก้าวกระโดด ไม่อยากผ่านกระบวนการฝึกอย่างต่อเนื่อง
เมื่อความคิดแบบ “เอาแต่ผล” ครอบงำมาถึงเรื่องการเรียนการศึกษา จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่นักศึกษาจำนวนไม่น้อยหันไปพึ่ง ChatGPT เพื่อให้ได้เกรดดี ๆ หรือส่งงานทันเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยลงมือทำเอง
ใช้ ChatGPT ยังไงไม่ให้ “โง่ลง”
เราจึงเห็นภาพชัดว่าปัจจุบัน ChatGPT กลายเป็นที่พึ่งหลักของนักศึกษา เมื่อใดก็ตามที่งานชิ้นหนึ่งสามารถทำให้สำเร็จได้โดยไม่ต้องใช้แรงหรือใช้สมอง คนก็พร้อมใช้ทางลัดนั้นทันที
ผลที่ตามมาคือ
นักศึกษาได้ผลงาน แต่ไม่ได้ความรู้
ถึงเวลาต้องคิดเอง ตอบเอง ทำเอง กลับทำไม่ได้
ความสามารถและความรู้จริง ๆ ถดถอยลงอย่างน่ากังวล
แม้ในวงการซอฟต์แวร์ (Software) เอง ก็เริ่มมีเสียงว่า คนเขียนโค้ดจำนวนมากเริ่มเขียน Code ไม่เป็นจริง ๆ แล้ว เพราะฝากให้ AI อย่าง ChatGPT ทำแทนหมด
เทคโนโลยีก้าวหน้า แต่กลับทำให้ความสามารถของผู้คนเสื่อมถอยลง หากใช้ผิดวิธี
ทางออกจึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI แต่คือการเปลี่ยนทัศนคติจาก
“เอาแต่ผล” → มาเป็น “เห็นคุณค่าของการลงมือทำเอง”
“ให้ AI คิดแทนทั้งหมด” → มาเป็น “ให้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่เจ้าของสมองเรา”
หากเราไม่ยอมสละกระบวนการเรียนรู้ให้ AI ต่อให้ได้เกรดดี งานเป๊ะ โค้ดสวย เราก็ยังเป็นคนที่ “เก่งขึ้นจริง ๆ” ไม่ใช่แค่คนที่ใช้ทางลัดเก่งเท่านั้น.

