รับแอปรับแอป

เจาะลึกงานวิจัยท่องเที่ยวสร้างสรรค์ไทย สู่เวที Scopus Q1 ระดับโลก

จิรายุ คงมั่น01-30

งานวิจัยไทยที่ก้าวสู่เวทีโลก

คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.ณัฐปภัสษ์ จุ้ยเจริญ กับผลงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Tourism and Hospitality ซึ่งจัดอยู่ในฐานข้อมูล Scopus ระดับ Q1 (80%) ของสำนักพิมพ์ MDPI

ผลงานวิจัยมีชื่อว่า “Antecedent Factors Influencing Tourist Engagement in Creative Cultural Tourism Activities at the Tha Plee Fishing Market Community, Bang Plasoi Subdistrict, Mueang District, Chonburi Province” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของงานวิจัยไทยที่เชื่อมโยงศาสตร์การบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

แก่นคิดสำคัญของงานวิจัย

หัวใจของงานชิ้นนี้คือการค้นหาว่า อะไรคือปัจจัยเบื้องต้นที่ทำให้นักท่องเที่ยว “อิน” และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในชุมชน

พื้นที่ศึกษาอยู่ที่ ชุมชนตลาดปลี (Tha Plee Fishing Market Community) ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถามเชิงปริมาณ

เพื่อให้ได้ผลวิเคราะห์ที่แม่นยำ งานวิจัยใช้เทคนิค Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM) ในการทดสอบโมเดลความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ

ปัจจัยที่ผลักดันการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มี 3 ปัจจัยหลักที่ส่งอิทธิพลเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของชุมชนตลาดปลี คือ

  • ประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (creative tourism experience)
    เมื่อกิจกรรมท่องเที่ยวเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือทำ ได้เรียนรู้ และได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ระดับการมีส่วนร่วมย่อมเพิ่มสูงขึ้น

  • การรับรู้ด้านวัฒนธรรมและอารมณ์ (cultural and emotional perception)
    ยิ่งนักท่องเที่ยวสัมผัสได้ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมและเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงทางอารมณ์กับพื้นที่และผู้คน การมีส่วนร่วมก็ยิ่งลึกและมีความหมายมากขึ้น

  • แรงจูงใจในการเดินทาง (travel motivation)
    ไม่ว่าจะเป็นความต้องการเปิดประสบการณ์ใหม่ เรียนรู้วัฒนธรรม หรือพักผ่อนอย่างมีคุณค่า ล้วนผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชุมชนมากขึ้น

ทั้งสามปัจจัยนี้ทำงานร่วมกันอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทั้งชุมชนและนักท่องเที่ยว

ความหมายที่ลึกกว่าตัวเลขและโมเดล

นอกเหนือจากผลเชิงสถิติ งานวิจัยฉบับนี้ยังส่งสารสำคัญต่อวงการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการพัฒนาชุมชนไทยในหลายมิติ

ผลลัพธ์สะท้อนให้เห็นว่า หากต้องการสร้างการท่องเที่ยวที่ไม่ได้จบแค่การ “มา” แล้วก็ “ไป” แต่เป็นการสร้าง ความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชนท้องถิ่น เราจำเป็นต้องออกแบบกิจกรรมที่

  • ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้วัฒนธรรมในเชิงลึก

  • ใส่ใจประสบการณ์ทางอารมณ์ของนักท่องเที่ยว

  • ผสานอัตลักษณ์ของชุมชนเข้ากับรูปแบบกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์

งานวิจัยยังช่วยชี้แนะแนวทางให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปใช้ในด้านต่าง ๆ เช่น

  • การวางกลยุทธ์การตลาดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
    เน้นการสื่อสารเรื่องราววัฒนธรรม ประสบการณ์ และคุณค่าทางอารมณ์ มากกว่าการขายเพียงสินค้าและบริการ

  • การออกแบบประสบการณ์ (experience design)
    สร้างกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำ มีปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชน และสร้างความทรงจำเชิงบวกที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบเดิม

  • การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
    สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นกับการเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

เชื่อมโยงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ประเด็นด้านความยั่งยืนที่โดดเด่นจากงานวิจัยฉบับนี้ ได้แก่:

  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ที่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น (SDG 8.9)
    การออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวบนฐานวัฒนธรรม ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยรักษาและถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่

  • พัฒนาความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ ชุมชน และภาครัฐ (SDG 11.4, SDG 17.17)
    งานวิจัยลักษณะนี้ช่วยเชื่อมโลกวิชาการเข้ากับโลกจริงในชุมชน เปิดทางให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

บทสรุป: จากตลาดปลีสู่แบบอย่างการท่องเที่ยวสร้างสรรค์

งานวิจัยนี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จเชิงวิชาการในระดับ Scopus Q1 เท่านั้น แต่ยังเป็น ต้นแบบการใช้ข้อมูลและโมเดลเชิงวิจัยมาช่วยออกแบบการท่องเที่ยวที่มีคนและวัฒนธรรมเป็นศูนย์กลาง

ชุมชนตลาดปลีในชลบุรีจึงไม่ได้เป็นแค่แหล่งท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่งในแผนที่ แต่กลายเป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเข้าใจปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก็สามารถสร้างการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เติบโตไปพร้อมกับความเข้มแข็งของชุมชนได้อย่างยั่งยืน