รับแอปรับแอป

4 เดือนชี้ชะตา Grand Compromise: เสี่ยงครั้งสุดท้ายเพื่อเปิดประตูรัฐธรรมนูญใหม่

ชัยวัฒน์ อินทร์01-30

ฉากเปิด : ทำไมต้องยอมเสี่ยงกับเกมการเมืองครั้งนี้

ฟังคำอธิบายครบทุกมุมแล้ว หลายคนถึงกับร้อง “อ๋อ…” กับเหตุผลที่พรรคประชาชนตัดสินใจโหวตเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การตัดสินใจที่เต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์เรื่องการจับมือข้ามขั้ว แลกกับโอกาสผลักดันการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ของ ส.ส.ในพรรค กลับถูกอธิบายอย่างตรงไปตรงมาบนเวที สนามราษฎรในความทรงจำ

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ถูกพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองยาว 10 ปี ตอบคำถามจากนักศึกษาธรรมศาสตร์แบบไม่อ้อมค้อม ชนิดที่เรียกว่า “ถามตรง ตอบตรง”

คำถามชุดเดียว แต่แทงใจการเมืองทั้งระบบ

  • ถ้า 4 เดือนไม่ยุบสภาจริง จะเกิดอะไรขึ้น?

  • ถ้าประชามติไม่ผ่าน จะเดินหน้าต่ออย่างไร?

  • ถ้ารอเลือกตั้งใหม่ แล้วพรรคประชาชนชนะตั้งรัฐบาลพรรคเดียวจริงๆ จะได้ขึ้นสู่อำนาจอย่างแท้จริงหรือไม่?

ทั้งหมดถูกโยงกลับไปที่ เป้าหมายระยะใกล้ที่สำคัญที่สุด ในเอกสาร MOA ที่ใช้เป็นหลักประกันคำมั่นจากพรรคภูมิใจไทย

นั่นคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ต้องมาจากการเลือกตั้ง 100% ภายใต้กรอบเวลา 4 เดือน ที่ต้องพึ่งพาเสียง ส.ว.ร่วมด้วย

เกมนี้เสี่ยงสูง กลิ่นความเป็นไปได้ที่จะ “เบี้ยวดีล” ก็อบอวล แต่ในเมื่อประตูไปสู่รัฐธรรมนูญใหม่เหลืออยู่เพียงบานเดียว ทุกคนจึงต้องจ้องแบบไม่กะพริบตา

สนามราษฎรในความทรงจำ : เมื่อคนหลายรุ่นกลับมานั่งดูละครเวทีเดียวกัน

ในคืนหนึ่งที่ห้องริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คนจากหลากหลายยุคการต่อสู้การเมืองกลับมาพบกันอีกครั้ง

ทั้งลุงป้าที่เคยผ่านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ทั้งคนรุ่นใหม่ที่เคยปักหลักอยู่ในม็อบราษฎรเมื่อไม่กี่ปีก่อน

ทั้งหมดนั่งร่วมกันในงาน “19/9 Remember Me สนามราษฎร์ในความทรงจำ” ซึ่งจัดโดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร่วมกับ DRG

หัวใจของค่ำคืนนั้น คือการนั่งมุงดู ละครเวที The Ordinary ละครที่เติมพลังให้คนธรรมดาได้อย่างเต็มแม็กซ์

ภาพบนเวทีค่อยๆ พาคนดูย้อนกลับไปยังบรรยากาศการชุมนุมกลางสนามหลวงเมื่อ 5 ปีก่อน วันที่มวลชนเดินเท้าเข้าพื้นที่ ปูเสื่อ นั่งฟังปราศรัยกันยาวๆ เพื่อทวงสิทธิในการร่างรัฐธรรมนูญของตัวเอง ไล่รัฐบาลที่เป็นผลพวงจากรัฐประหาร

ปีนี้ยังตรงกับวาระ ครบรอบ 19 ปีการรัฐประหาร โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่นำพาประชาธิปไตยไทยเข้าสู่ทางตันยาวนาน

ในบรรยากาศนั้น ธนาธรขึ้นเวที Special Talk หัวข้อ “4 เดือนนี้ ชี้ชะตาการเมืองไทย” ร่วมกับ ณัฐชนน ไพโรจน์ และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ย้อนท้าวความถึงเหตุการณ์ปี 2549

ตอนนั้นเขากำลังจะปิดดีลธุรกิจระดับล้านดอลลาร์ในต่างประเทศ ทันทีที่เกิดรัฐประหาร คู่ค้าต่างช็อกไปตามๆ กัน

เขายอมรับว่า “อายมาก” ก่อนจะบินกลับไทยมารวมตัวกับเพื่อนและเริ่มต้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างจริงจัง

ภาพในปี 2563 เขายังจำตำแหน่งตัวเองหน้าสนามหลวงได้ชัดเจน “หันหน้าเข้าเวที ผมอยู่ทางซ้ายมือ” เหมือนละครเวทีที่ฉายซ้ำอยู่ในหัว

คำถามสำคัญที่ถูกส่งมาหน้าเวที คือ

รัฐบาลจะยุบสภาตามข้อตกลงใน MOA จริงไหม?

ธนาธรตอบสั้นๆ ว่า ไม่เชื่อว่าจะมีวันที่ 121

เพราะเมื่อคำนวณ บวก ลบ คูณ หาร ให้ดีแล้ว สำหรับพรรคภูมิใจไทย การอยู่ต่อให้ครบ 120 วัน โดยทำตามสัญญา จะเปลี่ยนภาพจาก “หนูท่อ” เป็น “หนูทองคำ” สมสโลแกน “พูดแล้วทำ” แบบที่เคยเกิดขึ้นกับประชาธิปัตย์และไทยรักไทยในอดีต

ประตูรัฐธรรมนูญใหม่ : มีกุญแจเพียงดอกเดียว

แต่ถ้าสมมุติว่าเกิด “วันที่ 121” จริงล่ะ?

ธนาธรมองเชิงเทคนิคว่า อุบัติเหตุทางการเมืองเกิดได้เสมอ ดีเลย์ไปอีก 1-2 เดือนไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ทุกอย่างต้องดูตามสถานการณ์จริง

แต่ไม่ว่าจะช้าเร็วอย่างไร เขาย้ำว่า การตื่นตัวของภาคประชาชนยังจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อคอยกดดันให้ผู้มีอำนาจทำตามสัญญา และรักษา “ความศักดิ์สิทธิ์ของคำพูด” เอาไว้

สำหรับเขา การรักษาเสียงของมวลชนคือเชื้อเพลิงเดียวที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดได้จริง

ในมุมที่แย่ที่สุด ถ้าเกิน 120 วัน อาจเจออุบัติเหตุทางการเมือง เช่น ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ต่อให้เกิดอะไรขึ้น ประชาชนก็ยังต้องยืนอยู่กับความเสี่ยงอยู่ดี เพราะ

ประตูไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีอยู่แค่ประตูเดียว

และกุญแจก็อยู่ในมือคนอื่น

ธนาธรชี้ชัดว่า การโหวตเลือกนายกฯ คราวนี้ ไม่ได้มาจากการชั่งว่าใครเก่งกว่า ใครสะอาดกว่า หรือใครมีผลงานดีกว่าในอดีต

แต่คือการตัดสินใจบนฐานเหตุผลว่า

“ใครเปิดประตูไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้มากกว่ากัน”

เมื่อเราไม่ได้เป็นคนถือกุญแจ เกมนี้จึงกลายเป็นการต่อรองแบบตรงไปตรงมา

“คุณมีสิ่งที่ต้องการ เราก็มีสิ่งที่ต้องการเหมือนกัน”

ดังนั้น การตัดสินใจ Take risk จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงมีแน่ แต่ถ้าผลลัพธ์คือการได้ไขกลอนบานประวัติศาสตร์ ก็ถือว่า คุ้มที่จะลอง

ธนาธรยังประเมินว่า ถ้าภูมิใจไทยดันทุรังอยู่ยาวเป็นปี คะแนนในเลือกตั้งครั้งหน้าก็อาจไม่ได้ดีขึ้น แต่ถ้าทำตามสัญญาฉบับนี้ มันจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย

เพราะคือการหยิบกุญแจมาไขกลอนที่ไม่มีใครเคยรู้ด้วยซ้ำว่าจะเปิดมันยังไง

ศึกประชามติ : รอบนี้ “แพ้ไม่ได้” จริงๆ

อีกด่านหนึ่งที่เขาย้ำจนเสียงแทบแห้ง คือศึกประชามติรัฐธรรมนูญ

ภาพจำในปี 2559 ยังตามหลอกคนทำงานการเมืองไม่เลิก เมื่อรัฐธรรมนูญที่ภาคประชาสังคมฝันไว้ ถูกบิดเบี้ยวจนคนที่ออกมารณรงค์ไม่รับร่างต้องถูกจับกุม

สำหรับธนาธร การทำประชามติรอบนี้คือเกมที่ “แพ้ไม่ได้” เพราะหากแพ้อีกครั้ง โอกาสแก้รัฐธรรมนูญอาจหายไปแบบไม่รู้กำหนดวันกลับมา

หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ คือการผลักให้ “ประชามติต้องจัดพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป”

เหตุผลง่ายๆ แต่จริงมาก คือ คนจำนวนไม่น้อยคงไม่ยอมเสียค่ารถกลับบ้าน เพื่อไปลงประชามติอย่างเดียว ถ้าไม่มีการเลือกตั้งใหญ่ควบคู่กัน

เขาขอแรงทุกคนตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าผ่านไปถึงจุดนั้นจริงๆ ต้องลงมือรณรงค์อย่างเต็มที่ เพราะถ้าพลาดตั้งแต่คำถามข้อแรก อาจไม่รู้เลยว่าต้องรออีกกี่ปีถึงจะกลับมาแตะประเด็นแก้รัฐธรรมนูญได้อีกครั้ง

เขาใช้คำว่า “หน้าตักสูงมาก” กับรอบนี้

หมายความว่า ทุกฝ่ายต้องเทหมดหน้าตัก ทำงานให้กว้างที่สุด ให้ประชาชนได้รับข้อมูลรอบด้าน เพื่อจะมองเห็นอนาคตของรัฐธรรมนูญชุดใหม่อย่างชัดเจนขึ้น

เมื่อมีคนถามต่อว่า ถ้าประชามติแพ้แล้วจะทำยังไง?

ธนาธรตอบขำๆ ว่า “ผมคงย้ายประเทศ ไม่อยู่แล้ว” ก่อนจะหันกลับมาคิดแบบจริงจัง แล้วมองไปที่ปี 2572

ในมุมของเขา ถ้าประชามติรอบนี้แพ้ สมรภูมิที่พอจะทำให้แก้รัฐธรรมนูญได้จริงอีกครั้ง น่าจะรอไปถึงปี 2572 และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบรรยากาศการเมืองตอนนั้นจะเป็นอย่างไร

ยิ่งถ้ารูปแบบการเลือก ส.ว. ยังเป็นแบบที่ระบุในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เขายอมรับว่า “คิดไม่ออกเลย” ว่าจะพาคนที่รักประชาธิปไตยและอยากแก้รัฐธรรมนูญเข้าไปนั่งในวุฒิสภาได้อย่างไร

คลิ๊กเดียวปิดสวิตช์ ส.ว. : เสี่ยงครั้งเดียวเพื่อตัดอำนาจซ้ำซ้อน

แม้สิทธิทางการเมืองของเขายังไม่กลับมาเต็มใบ แต่สนามการต่อสู้ยังไม่จบ

ในอีก 4 เดือนจากนี้ ธนาธรมองบทบาทตัวเองชัดเจนอยู่สองทางไปพร้อมกัน

  • เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคประชาชน

  • รณรงค์เรื่องการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เขามองว่า หากไม่เลือกจับมือกับพรรคที่มีเสียงพอจะเปิดประตูได้ การเมืองไทยก็อาจต้องติดล็อกอยู่อย่างนี้ต่อไปแบบไม่รู้จบ

ตลอด 8 ปีที่เขาอยู่ในสนามการเมือง ยังไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่พรรคประชาชนมีอำนาจต่อรองสูงเท่าตอนนี้มาก่อน

เขาอธิบายภาพแบบง่ายๆ ว่า

“กุญแจมันแค่คลิ๊กเดียว”

ถ้าผ่านกระบวนการนี้ได้สำเร็จ ระบบจะไม่ต้องกลับไปพึ่งการยกมือของ ส.ว. อีกในเรื่องเดียวกัน

เสียง 1 ใน 3 ของ ส.ว. จึงกลายเป็นของหายาก ที่มีโอกาสใช้ได้จริง “แค่รอบนี้รอบเดียว”

ในจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็มแบบนี้ เขายอมรับอย่างไม่ปิดบังว่า จำเป็นต้องลองเสี่ยง

เขาก็รู้ดีว่าเกมนี้มีด้านมืด ทั้งเรื่องคดีการเมืองเก่าๆ ที่อาจถูกขุดกลับมาเล่น ทั้งคดีที่เกี่ยวกับที่ดินเขากระโดง หรือข้อครหาว่าฮั้วกับ ส.ว. ซึ่งทั้งหมดต้องไปผ่านมาในกลไกขององค์กรอิสระอย่าง กกต.

แต่เมื่อมองความจริงตรงๆ ว่า กลไกเหล่านี้ถูกออกแบบมารับใช้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาตลอด ใครเป็นรัฐบาลก็แทบไม่ต่างกันมากนัก

เขาจึงเลือกคำนวณแบบ บวก ลบ คูณ หาร อีกครั้ง แล้วสรุปว่า ถึงแม้จะเสี่ยงเจอการเบี้ยว แต่ประเทศนี้ก็อยู่ในสภาพ “เน่ามา 19 ปีแล้ว”

ในมุมมองของเขา ต่อให้ดาวน์ไซด์คือการต้องกลับไปเลือกตั้งใหม่ในอีก 2 ปี ก็ยังดีกว่าอยู่อย่างเดิมโดยไม่มีทางลองเปิดประตู

เขาทิ้งท้ายไว้ด้วยความเปิดกว้างว่า ถ้าใครมีเส้นทางอื่นที่ดีกว่าเส้นทางที่พรรคประชาชนเลือก เขาเองก็อยากฟังเช่นกัน

Grand Compromise : ความหวังเล็กๆ ในบทใหญ่ที่ยังเขียนไม่จบ

เมื่อมีคนถามต่อว่า แล้วจะทำอย่างไรให้ “ความหวัง” กลับมานั่งข้างประชาชนอีกครั้ง?

ธนาธรหยิบตัวอย่างกฎหมายใหม่มาพูดถึง

สภาเพิ่งผ่าน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่เพิ่มวันลาคลอดจาก 90 วัน เป็น 120 วัน โดย 30 วันที่เพิ่มขึ้นนั้น เปิดโอกาสให้แบ่งใช้ได้ทั้งพ่อและแม่

กฎหมายนี้ยืนอยู่เคียงข้างกับ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ในฐานะ ชัยชนะเล็กๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความมืดหม่นของอนาคต

เขาบอกว่า เราอาจจะยังไม่ถึงจุดหมดหวังเสียทีเดียว เพราะแม้ชีวิตผู้คนเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ชัยชนะเล็กๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ช่วยย้ำว่า

สิ่งที่ทุกคนทำมา ไม่ได้สูญเปล่า

คนที่ยังอยู่ข้างนอก รวมถึงคนที่อยู่ข้างในคุก ล้วนมีส่วนทำให้คำว่า “การปฏิรูป” กลายเป็นเรื่องที่พูดในที่สาธารณะได้อย่างปกติ

มันมีต้นทุน มีคนต้องเจ็บ ต้องเสียอิสรภาพ แต่ก็ทำให้เพดานการพูดค่อยๆ ถูกดันขึ้นทีละนิด

ในช่วงท้าย นักศึกษาธรรมศาสตร์คนหนึ่งแสดงความเห็นว่า ตนเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนน่าจะได้เก้าอี้ถึง 270 ที่นั่ง แล้วถามว่า ถ้าสมมุติเป็นอย่างนั้นจริง จะมีใครยอมให้เข้าสู่อำนาจไหม?

ธนาธรนิ่งคิด ก่อนตอบอย่างน่าสนใจว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนยุคทักษิณ ที่พรรคเดียวครองเสียงข้างมากสบายๆ

ตอนนี้ทุกฝ่ายล้วนเหนื่อยล้า

  • พรรคการเมืองถูกยุบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

  • นักการเมืองจำนวนมากถูกตัดสิทธิ

  • นักเคลื่อนไหวโดนคดีและความกดดันไม่หยุด

  • แม้แต่ฝั่งอนุรักษนิยมเอง ก็เหนื่อยล้าและกังวลไม่น้อย

บรรยากาศแบบนี้ต่างหากที่ทำให้เขามองเห็น “โอกาสเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด”

เขาเปรียบสถานการณ์ตอนนี้เหมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่

ยังไม่จบบทดี แต่เรื่องราวก็เดินมาถึงช่วงท้ายของบทแล้ว

ในช่วงเปลี่ยนบทนี้เอง ที่อาจเกิดสิ่งที่เขาเรียกว่า Grand Compromise – การประนีประนอมครั้งใหญ่ของทุกฝ่าย

โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า ภูมิใจไทยต้องรักษาสัญญา

ถ้าเป็นไปตามนั้น อย่างน้อยเราจะได้ปิด Chapter นี้ ทำการเมืองให้กลับสู่ความปกติ ปลดเพื่อนที่ติดคุกออกมาให้ได้ภายในช่วง 4 เดือน หรืออย่างน้อยภายใน 2 ปีข้างหน้า

มันอาจไม่สวยหรู อาจไม่ใช่ตอนจบในฝันของทุกคน แต่คือโอกาสดีที่สุดที่จะพาสังคมไทยเดินไปสู่บทต่อไป โดยไม่ต้องแลกด้วยการสูญเสียครั้งใหญ่เหมือนในอดีต

เขาทิ้งประโยคสุดท้ายไว้แบบมองโลกในแง่ดี

ถ้า Grand Compromise ไม่เกิด มันอาจลงเอยด้วยการล้มพรรคประชาชนซ้ำรอยที่เคยทำกับไทยรักไทย

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

แต่ตราบใดที่ยังมีโอกาส เขาเลือกเชื่อว่าประเทศนี้ยังหาทางออกได้ โดยไม่ต้องกลับไปอยู่ในฉากโศกนาฏกรรมซ้ำเดิมอีกครั้ง

และนี่แหละ คือฉากใหญ่ของละครการเมือง ที่เราทุกคนไม่ได้เป็นแค่คนดู แต่คือผู้ชมที่มีสิทธิ์ชี้ขาดตอนจบได้ด้วยบัตรใบเดียวในมือ – บัตรเลือกตั้ง และเศษเสียงในประชามติที่อาจเปลี่ยนบทใหม่ของประเทศไปตลอดกาล