เมื่อพระเอกหนังไซไฟ เสนอให้ AI มาเล่นเป็น… AI จริง ๆ
โลกในหนังไซไฟอาจจะล้ำแล้ว แต่เบื้องหลังการถ่ายทำก็ไม่แพ้กัน เพราะระหว่างเตรียมงานภาพยนตร์ไซไฟระทึกขวัญเรื่องใหม่ เมอร์ซี่ (Mercy) นั้น คริส แพรตต์ (Chris Pratt) เคยโยนไอเดียสุดโหดใส่ทีมงานว่า
ถ้าเราให้ “AI ตัวจริง” มาเล่นเป็นผู้พิพากษา AI ในเรื่องเลย จะเป็นยังไง?
ฟังดูล้ำยุคแบบสุดขอบ แต่ทีมงานกลับพร้อมใจกันบอกว่า “ไม่เอาดีกว่า” และสุดท้ายไอเดียนี้ก็ถูกพับเก็บไปอย่างรวดเร็ว
Mercy: 90 นาทีเอาชีวิตรอดต่อหน้าผู้พิพากษา AI
ในภาพยนตร์ Mercy จากค่าย Amazon MGM Studios เรื่องราวถูกวางไว้ในอนาคตใกล้ ๆ ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในระบบยุติธรรมอย่างเข้มข้น
คริส แพรตต์ รับบทเป็นนักสืบคดีฆาตกรรม
เขาถูกกล่าวหาว่าฆ่าภรรยาของตัวเอง
ต้องเผชิญหน้ากับ ผู้พิพากษา AI (AI judge) บนหน้าจอยักษ์
มีเวลาแค่ 90 นาที ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ก่อนจะถูกประหาร
ระหว่างคุยกันช่วงเริ่มต้นโปรเจกต์ แพรตต์เล่าว่าเขาถามทีมงานแบบจริงจังว่า
“เราควรสร้าง AI ขึ้นมาจริง ๆ เพื่อมารับบทผู้พิพากษา AI เลยไหม?”
ไอเดียนี้แม้จะดูเข้ากับธีมหนังสุด ๆ แต่ทุกคนกลับเห็นตรงกันว่ามันไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ทั้งในเชิงการผลิต ความเสี่ยง และการควบคุมคุณภาพการแสดง ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับทีหลังพร้อมเสียงหัวเราะว่าเป็นไอเดียที่ “คิดแล้วก็ไม่เข้าท่าเท่าไหร่”
จาก AI Actor สุดล้ำ สู่ไอเดีย “หน้าโอปร่า” บนจอผู้พิพากษา
ไอเดียแหวกแนวของแพรตต์ไม่ได้หยุดแค่การใช้ นักแสดง AI (AI actor) เท่านั้น เขายังเคยเสนออีกคอนเซปต์ที่ยิ่งฟังยิ่งทั้งจริงทั้งฮา นั่นคือ
ให้ตัวละครของเขา เลือกใบหน้าของผู้พิพากษาได้เอง
ตัวอย่างเช่น เลือกให้ใบหน้าของ โอปร่า วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) ขึ้นบนจอผู้พิพากษา
เหตุผลของเขาคือ ในยุคที่โปรแกรมต่าง ๆ สามารถเลือกธีม เลือกหน้า เลือกอินเทอร์เฟซได้ตามใจ การเปลี่ยนหน้าผู้พิพากษา AI ก็ดูเป็นอะไรที่สมเหตุสมผลในเชิงเทคโนโลยี
แต่สุดท้าย แพรตต์ก็ยอมรับอย่างเต็มปากว่า ดีแล้วที่ไม่มีใครเอาไอเดียนี้ไปใช้จริง
เพราะถ้าทำจริง อาจทำให้ขั้นตอนการผลิตยุ่งยากโดยใช่เหตุ แถมยังเสี่ยงทำให้หนังพลาดโอกาสได้ร่วมงานกับ นักแสดงตัวจริงที่มากฝีมือ ซึ่งสามารถสร้างมิติให้ตัวละครได้ลึกซึ้งกว่ามาก
ทำไมสุดท้ายต้องเป็น “รีเบกกา เฟอร์กูสัน” แทน AI
ในท้ายที่สุด บท ผู้พิพากษาแมดด็อกซ์ (Judge Maddox) ก็ถูกส่งต่อไปยัง รีเบกกา เฟอร์กูสัน (Rebecca Ferguson) และกลายเป็นการตัดสินใจที่แพรตต์มองว่า “ลงตัวแบบสุด ๆ”
เขายกให้เธอเป็นตัวเลือกที่แทบจะสมบูรณ์แบบสำหรับบทนี้ เพราะ
เธอมีความโดดเด่นในแววตาและการแสดงสีหน้า
โครงหน้าและบุคลิกของเธอให้ความรู้สึกนิ่ง สุขุม เหมือน AI ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต
จนแพรตต์ถึงกับบอกประมาณว่า ใบหน้าของเธอมีความสมมาตรจนดูเหมือนเป็น “AI ในร่างมนุษย์” เลยทีเดียว
สร้างผู้พิพากษา AI ให้ “มีหัวใจ” ผ่านการแสดง
หนึ่งในประเด็นสำคัญของ Mercy คือการทำให้ตัวละครหุ่นยนต์และระบบปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ดูเป็นแค่เครื่องมือไร้ความรู้สึก แต่มีชั้นเชิงทางอารมณ์และความคิด
แพรตต์เล่าถึงการทำงานร่วมกับเฟอร์กูสันว่า ทั้งคู่ต้องพูดคุยและปรึกษากันอย่างหนัก เพื่อสร้างมิติให้กับตัวละครนี้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง
การพัฒนาระดับ ความตระหนักรู้ (Sentience) ของระบบ
การที่ AI เริ่ม “ซ่อนตัวตน” บางอย่างเอาไว้
การแสดงออกถึง ความเห็นอกเห็นใจมนุษย์ ทีละน้อย ระหว่างการพิจารณาคดี
ผลลัพธ์ที่ทีมงานพยายามสร้าง คือผู้พิพากษา AI ที่ไม่ได้มีแค่ตรรกะเย็นชา แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้ชมตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ถ้า AI เริ่มเข้าใจความรู้สึกมนุษย์จริง ๆ มันยังควรตัดสินด้วยกฎแบบเดิมอยู่ไหม?
ซ้อมเหมือนละครเวที เพื่อให้หนังคมชัดตั้งแต่ในหัว
อีกจุดที่น่าสนใจคือ กระบวนการถ่ายทำ เมอร์ซี่ (Mercy) นั้นไม่ได้พุ่งไปถ่ายจริงแบบลองผิดลองถูก แต่ใช้วิธี ซ้อมหนักเหมือนเตรียมเล่นละครเวที ก่อนลุยกล้องจริง
แนวทางนี้ช่วยให้ทีมงาน
มองเห็นภาพรวมของ จังหวะการเล่าเรื่องและการแสดง อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น
ปรับเคมีระหว่างนักแสดงให้เข้าที่ ก่อนขึ้นถ่ายจริง
ลดการลองหลายเทคที่ไม่จำเป็นในกองถ่าย
แพรตต์บอกว่า วิธีนี้ทำให้ขั้นตอนตัดต่อ (Post-production) ลื่นไหลและมีประสิทธิภาพมาก เพราะ
ทีมงานมี วิสัยทัศน์ร่วมกัน ตั้งแต่แรก
ไม่ต้องไปแก้ปัญหาหนัก ๆ ในห้องตัดต่อทีหลัง
ผลคือ Mercy กลายเป็นหนังที่มีทิศทางชัดเจนว่าอยากจะสื่ออะไรกับผู้ชม ทั้งในมิติของ
ความระทึกขวัญจากการแข่งกับเวลา
การตั้งคำถามต่อ ความยุติธรรมภายใต้การตัดสินของ AI
และความเป็นมนุษย์ที่ถูกกดดันจนถึงขีดสุด
เมื่อหนังไซไฟสะท้อนความจริงที่เราใกล้ถึงเข้าไปทุกที
แม้ไอเดียใช้ AI ตัวจริงมาเล่นเป็น AI จะถูกปัดตกไป แต่เรื่องเล่าจากแพรตต์ก็สะท้อนชัดมากว่า โลกภาพยนตร์กำลังทดลองเข้าใกล้เส้นแบ่งระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ
และในขณะที่ Mercy เป็นเพียงหนังไซไฟระทึกขวัญที่เล่าเรื่อง “ผู้พิพากษา AI” บนจอใหญ่ แต่คำถามที่มันทิ้งไว้กับผู้ชมอาจจะใหญ่กว่านั้นมากว่า
เมื่อถึงวันที่ AI มีส่วนร่วมกับการตัดสินชะตาชีวิตมนุษย์จริง ๆ เราพร้อมหรือยัง ที่จะยอมให้มันเป็นคน — หรือ “สิ่ง” — ตัดสินเรา?

