รับแอปรับแอป

รีวิว Bon Appétit, Your Majesty: ข้ามเวลาจากครัวมิชลินสู่ราชสำนักโชซอน หิวก็หิว อินก็อิน

อดิศร วัฒนะ01-30

เชฟมิชลินข้ามเวลาตกวังโชซอน

จำกันได้ไหมว่าก่อนที่เราจะได้ดูซีรีส์เรื่องนี้จริง ๆ เคยมีดราม่าเปลี่ยนตัวพระเอกกันอยู่พักใหญ่ เดิมทีบทพระราชาทรราชแห่งโชซอนถูกวางตัวให้เป็น พัคซองฮุน แต่เพราะกระแสในช่วงที่ซีรีส์อีกเรื่องของเขาออกอากาศ ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจถอนตัว เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้

ไม่นานนัก ทีมงานก็เลือก อีแชมิน มารับไม้ต่อแบบไฟลนก้น ทำให้หลายคนแอบคิดว่าเราคงต้องรอซีรีส์นานกว่านี้ แต่กลายเป็นว่า Bon Appétit, Your Majesty – เมนูรักพิชิตใจราชา โผล่มาเสิร์ฟเร็วอย่างกับเมนูด่วน แปลว่าทีมงานหลังบ้านต้องทำงานกันโคตรหนักจริง ๆ

ในมุมการแคสต์ บอกตามตรงว่าตอนเห็นเทรลเลอร์ก็แอบเสียดาย พัคซองฮุน อยู่เหมือนกัน เพราะโครงหน้าและภาพจำจากการเล่นบทตัวร้ายในหลายเรื่อง มันตรงกับคาแรกเตอร์ราชาผู้ทรราชแบบเป๊ะ ๆ

ส่วน อีแชมิน ที่มาเสียบแทน หน้าตาจะออกละอ่อนหน่อย ยิ่งเวลาเข้าฉากกับ ยุนอา นางเอกของเรื่อง และ คังฮันนา ที่รับบทตัวร้าย ก็ยิ่งให้ฟีลพี่สาวสองคนนั่งข้างน้องชาย ทั้งที่จริง ๆ แล้วสองสาวก็ยังดูเด็กมากเหมือนกัน

พล็อตย้อนเวลา: จากครัว 3 ดาว สู่ห้องเครื่องราชสำนัก

Bon Appétit, Your Majesty เปิดเรื่องด้วยเชฟสาวที่ชีวิตกำลังขึ้นหม้อสุด ๆ เธอเพิ่งคว้าแชมป์การแข่งทำอาหารระดับท็อปของฝรั่งเศส และกำลังจะก้าวสู่ตำแหน่งหัวหน้าเชฟของภัตตาคารมิชลิน 3 ดาวในฝัน

ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย จนกระทั่งเที่ยวบินขากลับจากฝรั่งเศสมาเกาหลีใต้เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงพอดี ระหว่างที่เธอกำลังเปิดดูหนังสือเก่าที่พ่อฝากให้เอากลับมา เธอก็โดนดูดออกจากเครื่องบินแบบไม่ให้ตั้งตัว

รื้อสติขึ้นมาได้อีกที เธอก็ไม่ได้อยู่ในปี 2025 อีกแล้ว แต่กลายเป็นว่าไปโผล่ตรงกลางยุคโชซอน ในรัชสมัยของ อีฮอน หรือพระเจ้ายอนฮีกุน ห่างจากปัจจุบันไปกว่า 500 ปี

จินตนาการดูว่าคนยุค 2025 ที่คุ้นกับเตาอินดักชัน หม้อซูวีด์ และครัวสเตนเลส ต้องมาตกในยุคที่คนยังใช้ฟืน ถังน้ำ และสูตรอาหารแบบโบราณ แถมยังต้องเผชิญหน้ากับกษัตริย์ที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าเป็นทรราชที่ชั่วร้ายที่สุด

เธอเลยต้องเอาตัวรอดในโลกที่ไม่คุ้นเคย ด้วยสกิลเดียวที่มีติดตัวมาคือ การทำอาหาร ถูกส่งเข้าไปอยู่ในห้องเครื่อง และต้องรับมือกับราชาผู้มีลิ้นระดับนักชิมขั้นสุด ที่พร้อมจะสั่งตัดคอคนทำอาหารได้ทุกเมื่อ หากจานที่เสิร์ฟไม่เข้าเกณฑ์

หน้าที่ของเธอจึงไม่ใช่แค่ทำให้อาหารอร่อย แต่ต้องทำให้อาหารจานนั้น “เอาชนะราชา” ให้ได้ด้วยชีวิตเป็นเดิมพัน

อาหารที่ดี ต้องทำด้วยหัวใจไม่ใช่แค่มือ

หนึ่งในประโยคที่สะดุดใจสุดในเรื่องคือ

“อาหารไม่ใช่ของที่ทำขึ้นมาเหมือนทำสินค้า ไม่ใช่สิ่งที่ทำส่ง ๆ ได้ การทำอาหารต้องทำด้วยหัวใจต่างหาก”

และมันไม่ได้เป็นแค่ประโยคสวย ๆ ไว้โชว์เท่ แต่ซีรีส์ใช้จุดนี้ในการเปิดมุมมองเรื่องอาหารอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากที่เชฟสาวเถียงหัวชนฝากับคนสั่งอาหาร เธอยืนยันว่า การจะทำเมนูให้อร่อยแบบสุดใจได้ เธอจำเป็นต้องรู้ว่า “คนกินเป็นใคร”

เพราะสำหรับเชฟอย่างเธอ อาหารไม่ใช่แค่ของที่ตักเข้าปาก เคี้ยว ๆ กลืนแล้วจบ แต่มันคือผลงานที่ถูกสร้างขึ้นด้วย

  • ความตั้งใจ

  • ความใส่ใจในรายละเอียด

  • ความรู้สึกและตัวตนของคนทำ

อาหารโดยเฉพาะมื้อสำคัญ จึงไม่ควรถูกปฏิบัติราวกับเป็นงานรูทีน แต่เป็น “ของขวัญ” ที่คนทำส่งให้คนกิน ผ่านรสชาติ กลิ่น หน้าตา และเรื่องราวเบื้องหลังจานนั้น

ซีรีส์พาเราเข้าใจว่า

  • การเลือกวัตถุดิบ

  • วิธีการเตรียม

  • ขั้นตอนการปรุง

  • การจัดจานและใส่ดีเทลเล็ก ๆ

ทั้งหมดนี้สะท้อนทั้งรสนิยม ความคิด และความรู้สึกของคนทำอาหาร

หลายคนคงเคยมีโมเมนต์ที่กินของอร่อยมาก แต่รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างยังไม่เต็ม เหมือนมันไปไม่สุด ทั้งที่รสชาติไม่มีที่ติ นั่นแหละคือสิ่งที่ซีรีส์พยายามบอกว่า ความอร่อยที่แท้จริง มักมาพร้อมกับความรู้สึกดี ๆ ที่แปะมาจากคนทำ

อาหารจึงกลายเป็น “ความรู้สึกที่กินได้” เชื่อมใจจากคนทำไปถึงคนกินแบบตรง ๆ

รู้จักคนกินก่อนปรุง: เมนูที่เกิดจากข้อมูลและความเข้าใจ

ในเรื่องมีฉากหนึ่งที่นางเอกระเบิดอารมณ์เต็มที่ เพราะถูกสั่งให้ทำอาหารสำหรับ “แขกคนสำคัญ” แต่ไม่มีใครบอกเลยว่าแขกคนนั้นเป็นใคร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือแม้แต่ตัวตนพื้นฐานเป็นแบบไหน

เธอเลยยืนกรานว่า “คนสำคัญก็ต้องรู้ก่อนสิว่าเป็นใคร ถึงจะทำให้อาหารมันพิเศษสมกับคนกิน”

สุดท้ายเจ้าบ้านก็ต้องยอมเล่าให้ฟังมากขึ้น เพราะตัวเขาเองก็รู้ดีว่า แขกชุดนี้นิสัยไม่ธรรมดา หากอยากจับผิด ต่อให้อาหารดีระดับท็อป พวกเขาก็จะหาข้อตำหนิขึ้นมาเล่นงานได้อยู่ดี หรือถ้าจะหาเรื่องขึ้นมาเฉย ๆ ก็สามารถโกหกว่าอาหารไม่อร่อย ทั้งที่รสชาติเลิศเลอ

ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือ

  • เก็บข้อมูลให้เยอะที่สุด

  • ปิดจุดอ่อนของเมนูทุกทาง

  • คิดเผื่อทุกปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้น

และนี่คืออีกมุมหนึ่งที่ซีรีส์สะท้อนว่า การทำอาหารระดับเดิมพันชีวิต ไม่ใช่แค่ใช้ฝีมือ แต่ต้องใช้หัวคิดและการวางกลยุทธ์ด้วย

พรสวรรค์ vs บททดสอบ: เหรียญสองด้านที่แยกกันไม่ออก

อีกประโยคที่นางเอกพูดแล้วแทงใจดำมากคือ

“พรสวรรค์มักมาคู่กับบททดสอบอยู่แล้วค่ะ เหมือนการเป็นพระราชาก็มีข้อดี แต่พระราชาก็ต้องเจอเรื่องลำบากมากมายเหมือนกันค่ะ”

ฟังเผิน ๆ เหมือนคำปลอบใจเอาตัวรอดจากสถานการณ์เสี่ยงหัวขาด แต่ถ้าฟังดี ๆ มันคือ “สัจธรรมของคนเก่ง” เลยก็ว่าได้

ในเรื่องเราได้รู้เกี่ยวกับเชฟสาวคร่าว ๆ ว่า

  • เธอคือผู้ชนะการแข่งขันลา ปัวร์ ดอร์ ซีซัน 5 รายการทำอาหารอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส

  • เธอฉลาด มีไหวพริบ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งมาก

  • เธอกำลังจะก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าเชฟของร้านระดับมิชลิน 3 ดาว

  • เธอรักการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กและเรียนรู้จากพ่อที่ชอบทำอาหาร

ถึงซีรีส์ยังไม่ได้เล่าอดีตของเธอละเอียดในสองตอนแรก แต่เราพอเดาได้ไม่ยากว่า กว่าคนคนหนึ่งจะขึ้นมาอยู่ระดับนี้ได้ ชีวิตต้องไม่เรียบง่ายแน่นอน

คนที่ถูกเรียกว่ามี “พรสวรรค์” มักต้องเจอกับเรื่องเหล่านี้เสมอ

  • ความคาดหวังมหาศาล: คนรอบตัวมักคิดว่าคนเก่งต้องทำได้ดีทุกเรื่อง ทั้งที่จริง ๆ พรสวรรค์มักเฉพาะทาง

  • ความผิดพลาดที่ยอมไม่ได้: เพราะถูกมองว่าเป็นคนเก่ง เลยเหมือนถูกบังคับว่าห้ามพลาด ห้ามหลุด ห้ามดรอป

  • ความโดดเดี่ยว: เมื่อเดินนำหน้าไปไกลเกินกว่าคนอื่น บางครั้งก็เหมือนเดินอยู่คนเดียว ไม่มีใครเข้าใจโลกของตัวเองจริง ๆ

ที่หนักสุดคือเมื่อพวกเขาพลาดเพียงครั้งเดียว ความล้มเหลวนั้นจะถูกขยายใหญ่กว่าคนทั่วไปทันที ถูกจับจ้อง ถูกวิจารณ์ และถูกเอาไปเปรียบเทียบซ้ำไปซ้ำมา ทั้งที่ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ทุกคน

แต่คนเก่งมักถูกคาดหวังให้

  • ยกระดับตัวเองไปเรื่อย ๆ

  • ทำได้ดีขึ้นเสมอ

  • ห้ามตกลงแม้แต่นิดเดียว

ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วมันไม่แฟร์เท่าไร แต่ซีรีส์ใช้จุดนี้เชื่อมกับบทของพระราชาได้อย่างน่าสนใจ เพราะตำแหน่งที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยอำนาจและความสบาย แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยภาระ ความรับผิดชอบ และแรงกดดันที่คนทั่วไปไม่มีวันเข้าใจ

ยุนอาในโหมดคอมเมดี้: ทั้งขายขำ ทั้งขายเสน่ห์

ในแง่การแสดง ต้องบอกเลยว่า ยุนอา โคตรเหมาะกับบทนี้มากกว่าที่คิดเยอะ เราได้เห็นเธอในโหมดที่แตกต่างจากงานเก่า ๆ แบบคนละขั้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับงานที่โทนซีเรียสหรือดราม่าหนัก ๆ ที่ผ่านมา

ในเรื่องนี้เธอมาแบบเต็มโหมด

  • สดใส ร่าเริง

  • เล่นใหญ่ ใส่เต็มทุกซีน

  • ท่าทางเปิ่น ๆ ตลกแบบไม่ฝืน

มีทั้งจังหวะขายขำ จังหวะเล่นหูเล่นตา และจังหวะอ้อนแบบเชฟต้องเซฟหัวตัวเองเอาไว้ก่อน เรียกได้ว่า แคสติ้งนางเอกคือจุดขายสำคัญของเรื่อง เลยก็ว่าได้

ส่วนใครที่กลัวว่าคนเขียนบทจะใจร้ายกับตัวละครเธอมากเกินไป อันนี้คงต้องลุ้นกันยาว ๆ เพราะพล็อตย้อนเวลาบวกวังหลวงแบบนี้ มักไม่ค่อยใจดีกับตัวละครหลักสักเท่าไร

เตือนแล้วนะ: อย่ากดดูตอนดึก ถ้าไม่อยากลุกไปหาอะไรกิน

มีอีกอย่างที่ต้องเตือนสายซีรีส์และสายกินทุกคน คือ ซีรีส์เรื่องนี้เป็นตัวจุดความหิวชั้นดี ใครคิดจะเปิดดูตอนดึกโดยที่บ้านไม่มีสต็อกของกิน ขอให้คิดใหม่อีกที

อาหารในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเมนูเกาหลีโบราณ หรือเมนูฟิวชันที่เชฟนางเอกเอาความรู้ยุค 2025 มาปรับใช้ ล้วนถูกถ่ายออกมาให้ดูน่ากินแบบสุดทาง ทั้งสีสัน รายละเอียด และบรรยากาศในห้องอาหาร

ถ้าเผลอเปิดดูตอนท้องว่าง มีสิทธิ์จบลงที่การเดินไปโผล่ในร้านสะดวกซื้อกลางดึก แล้วหยิบทุกอย่างที่พอใส่ท้องได้ติดมือกลับบ้านแบบไม่รู้ตัว

แต่ถ้าใครวางแผนดี ๆ เปิดดูตอนเช้าคู่กับอาหารง่าย ๆ อย่างโจ๊กหรือข้าวต้ม ก็สามารถนั่งกินไปดูไป แล้วปล่อยให้จินตนาการช่วยอัปเกรดเมนูในชามให้กลายเป็นบิบิมบับหรือสเต๊กหรูในหัวแทนได้เหมือนกัน

สรุป: ซีรีส์ย้อนเวลาอารมณ์ดี ที่เสิร์ฟทั้งความหิวและความคิดชีวิตคนเก่ง

Bon Appétit, Your Majesty – เมนูรักพิชิตใจราชา ไม่ได้เป็นแค่ซีรีส์ย้อนเวลาฟีลโรแมนติกคอมเมดี้ธรรมดา แต่ยังแอบใส่ประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับ

  • คุณค่าของอาหารที่ทำด้วยหัวใจ

  • แรงกดดันของคนมีพรสวรรค์

  • ภาระของคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดอย่างพระราชา

ทั้งหมดถูกเล่าออกมาด้วยโทนเรื่องที่ดูง่าย คลายเครียด ขำได้ เขินได้ และหิวตามได้ในเวลาเดียวกัน

ใครที่ชอบซีรีส์แนวดูเพลิน มีเคมีตัวละครดี ๆ อาหารสวย ๆ และแอบทิ้งหมุดให้เราคิดต่อเรื่องชีวิตและความฝันตามเล็ก ๆ เรื่องนี้คือเมนูที่ไม่ควรพลาดบนเพลย์ลิสต์ของสายดูซีรีส์เลยจริง ๆ

ส่วนคำถามสำคัญว่า ทำไมนางเอกถึงต้องข้ามเวลาย้อนกลับไปโชซอน นั้น ยังเป็นปริศนาที่ซีรีส์ค่อย ๆ แง้มทีละนิด ถ้าอยากรู้เฉลยเต็ม ๆ คงต้องตามไปดูด้วยตัวเองแล้วล่ะว่าหัวใจของเชฟสาวคนนี้จะพาเรื่องราวในวังโชซอนไปลงเอยตรงไหน