รับแอปรับแอป

GISTDA x AIS: ผสานพลัง “ภูมิสารสนเทศ + Mobile Data” พลิกเกมกู้ภัยอัจฉริยะ ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยชีวิตได้จริง

ศุภวัฒน์ บุญศรี11-26

ถ้าเล่าย้อนกลับไปยุคที่เรายังต้องปีนหลังคาหนีฝน หรือแกะข่าวรอว่าเจ้าหน้าที่จะมาช่วยเมื่อไหร่… วันนี้ภาพแบบนั้นเริ่มถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีล้ำ ๆ ที่เหมือนหลุดมาจากหนังไซไฟที่เคยดูแล้วแอบคิดว่า “นี่มันอนาคตชัด ๆ” แต่พอถึงปี 2568 ปรากฏว่า มันเกิดขึ้นจริงแล้ว และบ้านเราก็ไม่น้อยหน้าใครด้วยนะ

ช่วงปลายปีนี้ วงการเทคโนโลยีกู้ภัยบ้านเราได้กระแสแรงมาก เพราะ GISTDA จับมือ AIS เปิดตัวระบบกู้ภัยอัจฉริยะที่เอา “ข้อมูลภูมิสารสนเทศจากดาวเทียม” มาซ้อนทับกับ “Mobile Data” แบบเจาะลึกระดับพิกเซล ซึ่งถ้าฟังเผิน ๆ อาจคิดว่าเป็นแค่เทคโนโลยีวัดน้ำท่วมธรรมดา แต่ขอเล่าให้ฟังแบบคนดูซีรีส์ลุ้นระทึก—นี่ไม่ใช่แค่จับตำแหน่งน้ำ แต่นี่คือการ หาชีวิตที่อาจกำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในน้ำลึก แบบเรียลไทม์


เหตุผลที่เทคโนโลยีต้องก้าวเข้ามากู้ภัย: น้ำท่วมไม่รอใคร แต่ข้อมูลช่วยชีวิตได้

น้ำท่วมใหญ่ทีไร สิ่งที่ตามมาคือ “ผู้ประสบภัยตกสำรวจ” หรือคนที่ติดอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่ไม่สามารถแจ้งตำแหน่งได้
• โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ
• ไฟดับ
• ไม่มีแบต
• ติดต่อภายนอกไม่ได้
• จุดที่อยู่โดนตัดขาด

ลองนึกภาพฉากดราม่าในซีรีส์ภัยพิบัติ ที่กลุ่มตัวละครต้องรอความช่วยเหลือแต่ไม่รู้ว่าทีมกู้ภัยจะมาถึงเมื่อไร—ในโลกความจริงก็ไม่ต่างกันเลย

ปัญหาคือ “ข้อมูลจากดาวเทียมอย่างเดียว” แม้จะบอกได้ว่าเขตไหนน้ำลึกเท่าไหร่ ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีคนติดอยู่ตรงไหนหรือไม่
เพราะแบบนั้น GISTDA เลยต้องหาพาร์ตเนอร์ที่มี “ข้อมูลอีกด้าน” เพื่อเชื่อมโยงภาพให้ครบ และ AIS ก็เป็นตัวเลือกที่ใช่ที่สุดในประเทศ


ดาวเทียมวัดระดับน้ำ + Mobile Data

ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ มีการเปิดแผนการทำงานที่บอกเลยว่าเหมือนซีรีส์สืบสวน แต่เปลี่ยนเป้าการค้นหาเป็น “ชีวิตคนจริง ๆ”
GISTDA ใช้ข้อมูลดาวเทียมประเมินทั้ง ระดับน้ำ ความลึก และขอบเขตพื้นที่ท่วม
จากนั้นทำการ “Overlay” ซ้อนทับกับ Mobile Data ของ AIS

ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพแผนที่ที่ไม่ใช่แค่แสดงระดับน้ำ แต่แสดง “สัญญาณมือถือของผู้คนที่ยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง” ด้วย

พูดง่าย ๆ คือ
  ดาวเทียมบอกว่า “น้ำลึกแถวนี้ อันตรายนะ”
  AIS ช่วยบอกว่า “มีคนอยู่ตรงนี้ น่าจะต้องรีบช่วยก่อน”

เมื่อข้อมูลทั้งสองชุดมาผสานกัน เจ้าหน้าที่สามารถ:

ระบุจุดที่ต้องเข้าช่วยเหลือด่วน
ดูจำนวนคนติดค้าง
วางแผนส่งทีมกู้ภัยแบบตรงเป้าหมาย
เลือกยานพาหนะให้เหมาะกับระดับน้ำ (เรือเล็ก/เรือใหญ่)
ไม่ต้องเสียเวลาวนหาผู้ประสบภัยแบบเดิม

ลองนึกภาพฉากที่ทีมกู้ภัยในหนังต้องใช้แผนที่กระดาษกับวิทยุสื่อสารดูสิ… ตอนนี้ทุกอย่างพัฒนาไปไกลกว่าเดิมมากจนเหมือนอัปเกรดเป็น “โหมดอัจฉริยะ”


Real-Time ที่แทบจะทันที: สัญญาณมือถือขยับ เจ้าหน้าที่ก็รู้ทันทีว่า “ได้รับการช่วยเหลือแล้ว”

ฟีเจอร์ที่ทั้งน่าสนใจและน่าทึ่งคือการใช้ Mobile Data ติดตามแบบเรียลไทม์

• ถ้าจุดสัญญาณยังอยู่ที่เดิม = น่าจะยังติดค้าง
• ถ้าจุดสัญญาณเคลื่อนออกจากพื้นที่อันตราย = น่าจะได้รับการช่วยเหลือ

สิ่งนี้ช่วยให้ทีมกู้ภัย “ไม่เสียเวลาทำงานซ้ำ” และรู้ทันทีว่าควรย้ายกำลังไปจุดไหนต่อ เหมือนระบบเกมที่ปลดเควสต์ทีละจุดแบบแม่นยำสุด ๆ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเทคโนโลยีจึงสำคัญยิ่งกว่าอุปกรณ์ราคาแพงบางอย่าง เพราะข้อมูลที่แม่นยำช่วย ประหยัดเวลา ประหยัดกำลังคน และช่วยชีวิตได้จริง


ทำไมการผสานข้อมูลแบบนี้ถึงเรียกว่า “พลิกโฉมการกู้ภัย”?

เพราะนี่เป็นครั้งแรก ๆ ที่ระบบของไทยใช้วิธีแบบนี้อย่างจริงจัง
และถ้ามองในมุมคนดูหนังหรือซีรีส์แนวอนาคต…
นี่คือการอัปเกรดวงการกู้ภัยจากยุคอนาล็อกสู่ “Rescue Intelligence 5.0”

ไฮไลต์ความล้ำมีดังนี้:

  • มองเห็นภาพรวมของพื้นที่ภัยพิบัติชัดขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

  • รู้ตำแหน่งผู้ประสบภัยแม้ไม่ได้ส่งสัญญาณเอง

  • จัดลำดับความสำคัญได้แม่นเหมือนระบบ AI วางแผนภารกิจ

  • ใช้ทรัพยากรคุ้มค่ามากขึ้น ไม่ต้องส่งเรือไปผิดที่

  • ติดตามสถานการณ์ได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องรอข้อมูลเป็นรอบ ๆ

  • ถือเป็นพัฒนาการที่ทำให้ประเทศไทยโดดเด่นในเวทีเทคโนโลยีกู้ภัยระดับโลกได้เลยนะ เพราะหลายประเทศยังทำได้ไม่ครบทุกฟีเจอร์เหมือนที่ GISTDA และ AIS ผสานกันอยู่ตอนนี้


    เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็น “ฮีโร่ที่มองไม่เห็น”

    เวลาเกิดน้ำท่วม คนที่ลงพื้นที่คือฮีโร่ตัวจริง แต่ข้างหลังยังมีระบบที่ช่วยให้เขาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพขึ้นอีกหลายเท่า
    และความร่วมมือนี้พิสูจน์แล้วว่า
    เทคโนโลยีไม่ได้มีไว้โชว์ แต่มีไว้ช่วยชีวิต

    ในมุมของคนดูข่าวและคนอินกับเทคโนโลยี—นี่มันช็อตที่สมควรขึ้นเทรนด์บนโซเชียลเลย เพราะมันทั้งน่าภูมิใจและน่าตื่นเต้นไปพร้อมกัน

    สรุป

    บทเรียนจากความร่วมมือของ GISTDA และ AIS ในครั้งนี้ทำให้เห็นว่า
    เมื่อข้อมูลดี + เทคโนโลยีพร้อม = กู้ภัยแบบใหม่ที่แม่นยำยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า

    จากดาวเทียมจับระดับน้ำ → ซ้อนทับข้อมูลสัญญาณมือถือ → วิเคราะห์แบบเรียลไทม์ → วางแผนช่วยเหลือแบบเจาะจง
    ทั้งหมดนี้คือความก้าวหน้าเข้ม ๆ ที่บ้านเราควรภาคภูมิใจมาก