แพ็กเกจมือถือธงฟ้า กำลังจะถูกลงอีก
แพ็กเกจมือถือธงฟ้า กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อสำนักงาน กสทช. ถูกเร่งเครื่องให้เดินหน้าต่อ พร้อมแนวคิดปรับราคาขั้นต่ำจาก 240 บาท ลงมาเหลือ 210 บาทต่อเดือน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านมือถือให้ประชาชน แต่ยังเชื่อว่า ไม่กระทบผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่
ที่มาของไอเดียแพ็กเกจราคาถูก
แนวคิดแพ็กเกจมือถือราคาประหยัดนี้ ถูกผลักดันให้เป็น “ทางเลือกใหม่” สำหรับผู้ใช้มือถือที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. จัดทำข้อเสนอรายละเอียด ทั้งโครงสร้างราคาและเงื่อนไขค่าโทร. และอินเทอร์เน็ต
เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องนำร่างแพ็กเกจนี้ไป เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก่อน เพื่อดูว่าโครงสร้างราคาเหมาะสมแค่ไหน และประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการรับได้หรือไม่
เดิมมีแนวคิดวาง ราคาขั้นต่ำไว้ที่ 240 บาทต่อเดือน แต่เมื่อมองจากเสียงสะท้อนของสังคม จึงมีข้อเสนอให้ลดลงมาเหลือ ประมาณ 210 บาทต่อเดือน เพื่อให้จับต้องได้มากขึ้น โดยเชื่อว่า ยังไม่กระทบต้นทุนหรือรายได้ของค่ายมือถือ เพราะยังมีการกำหนดราคาขั้นต่ำรองรับอยู่แล้ว
ทำไมต้องทบทวนโครงสร้างค่าบริการมือถือ
ก่อนหน้านี้ ในที่ประชุมบอร์ด กสทช. มีการหยิบเรื่อง โครงสร้างอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศ มาพิจารณาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับ
สภาพตลาดที่เปลี่ยนไป
การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น
ต้นทุนของผู้ให้บริการที่ปรับตัว
พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้เน็ตมากกว่าโทรแบบเดิม
ทั้งหมดนี้ผูกกับประกาศ กสทช. เรื่องการกำหนดและกำกับดูแลอัตราขั้นสูงของค่าบริการมือถือในส่วนที่เกินจากสิทธิการใช้งานตามแพ็กหลักเดิม จึงจำเป็นต้องมี ร่างประกาศฉบับใหม่ เพื่ออัปเดตให้ทันยุคดิจิทัล
แก้กติกาเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2563
สาระสำคัญของการพิจารณาในรอบนี้ คือการปรับปรุงการกำกับดูแลอัตราค่าบริการมือถือที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2563 ให้สะท้อนภาพอุตสาหกรรมปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างมาก
ประเด็นหลักคือ แพ็กเกจธงฟ้า ซึ่งเคยกำหนดราคาสูงสุดไว้ที่ ไม่เกิน 240 บาทต่อเดือน ตอนนี้มีการเสนอให้:
ลดเพดานราคาให้ถูกลงกว่าเดิม
ยังคงให้สิทธิการใช้งานที่ตอบโจทย์การใช้จริงในยุคนี้
ครอบคลุมเฉพาะ บริการเสียง (โทร.) และอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ความเร็วสูง
ไม่รวม บริการ SMS และ MMS ที่คนใช้น้อยลงเรื่อย ๆ
คิดราคาใหม่ จากพฤติกรรมใช้จริงของคนทั้งประเทศ
โครงสร้างค่าบริการใหม่ไม่ได้ตั้งขึ้นลอย ๆ แต่ใช้ตัวเลข รายรับเฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน จากบริการมือถือของทั้งกลุ่มรายเดือนและเติมเงินมาคิดรวมกัน
เป้าหมายคือ ทำให้ผู้ใช้บริการ
จ่ายถูกลงในส่วนของบริการพื้นฐานที่จำเป็นจริง ๆ
คือ การโทร. และการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนมือถือ
ชดเชยพฤติกรรมที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่เลิกพึ่งพา SMS และ MMS แล้ว หันมาใช้โซเชียลและแชตผ่านอินเทอร์เน็ตแทน
พูดง่าย ๆ คือ กสทช. พยายามทำให้ เงินที่จ่ายทุกเดือนคุ้มกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน มากขึ้น
แพ็กเกจธงฟ้าต้องมีอย่างน้อย 2 แบบ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ สำนักงาน กสทช. เสนอให้ผู้ให้บริการมือถือ ต้องมีแพ็กเกจธงฟ้าเป็นแพ็กหลักขั้นเริ่มต้นอย่างน้อย 2 ประเภท ได้แก่
แบบจ่ายตามการใช้งาน (Pay Per Use)
เหมาะกับคนที่ใช้น้อย ใช้เป็นบางครั้ง ไม่ได้โทรหรือเล่นเน็ตหนัก อยากจ่ายเท่าที่ใช้จริงแบบเหมาจ่าย (Flat Rate)
สำหรับสายโซเชียล สายคุย หรือคนที่ทำงานบนมือถือ ใช้เยอะอยากได้ความคุ้มในแพ็กเดียว
โครงสร้างแบบนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถ เลือกสไตล์การจ่ายเงินให้ตรงกับนิสัยการใช้งาน ของตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องแบกแพ็กเกจที่เกินความจำเป็น
ผลดีต่อการแข่งขัน และผู้บริโภคได้อะไร
สำนักงาน กสทช. เชื่อว่า การทบทวนโครงสร้างค่าบริการในครั้งนี้ จะช่วยให้ตลาดมือถือไทย
แข่งขันกันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น
ผู้ให้บริการต้องพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
เกิดแพ็กเกจที่ราคาสมเหตุสมผลและโปร่งใสกว่าเดิม
ที่สำคัญที่สุด คือทำให้ ผู้บริโภคมีทางเลือกจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในโบรชัวร์ สามารถเลือกแพ็กที่เหมาะกับตัวเองได้ ในราคาที่ไม่โหดเหมือนเมื่อก่อน
เมื่อแพ็กเกจธงฟ้าแบบใหม่ลงตัว และหากราคาขั้นต่ำถูกดันลงมาแถว ๆ 210 บาทต่อเดือน ได้จริง ก็มีลุ้นว่า ค่าใช้จ่ายต่อเดือนของคนใช้มือถือทั่วประเทศจะเบาลง ขณะที่ผู้ให้บริการก็ยังเดินธุรกิจต่อได้โดยไม่สะดุด
สรุปแล้ว การทบทวนครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ลดราคา” แต่คือการจัดสมดุลใหม่ระหว่าง ความอยู่รอดของผู้ให้บริการ และ คุณภาพชีวิตของผู้ใช้มือถือทุกคน

