ภาพรวม Spartacus: มหากาพย์ที่ Kubrick ยังคาใจ
Spartacus (1960) คือหนังที่ Stanley Kubrick เข้ามารับงานแบบ มือปืนรับจ้าง หลังเพิ่งร่วมงานกับ Kirk Douglas มาก่อน แต่เพราะงานสร้างเริ่มไปไกลแล้ว เขาจึงแทบไม่มีสิทธิ์ควบคุมทิศทางเต็มที่ เลยออกมาเป็นหนังยิ่งใหญ่อลังการ แต่มีอะไรให้เสียดายเต็มไปหมด
หนังประสบความสำเร็จทั้งรายได้และรางวัล คว้า Oscar มาถึงสี่สาขา แต่พอเวลาผ่านไปแล้วลองเทียบกับ Ben-Hur (1959) ทุกอย่างของ Spartacus เลยดูเหมือน “ซีด” ลงทันที เรียกได้ว่า pale in comparison แบบห่างชั้นชัดเจน
ครั้งแรกที่ผู้เขียนเคยดู น่าจะเป็นฉบับ 184 นาที ที่แทบไม่ได้เห็นฉากรบแบบจังๆ พอกลับมาดูฉบับบูรณะ 4K Ultra HD ปี 2020 ความยาว 197 นาที ที่เพิ่มฉากต่อสู้ระยะประชิดเข้าไป เลยรู้สึกเหมือนหนังมัน “เติมเต็ม” มากขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น Spartacus ก็ยังแอบ เอื่อย อืด และเชย หลายจุดเต็มไปด้วยบทพูดยืดยาวและการสั่งสอนศีลธรรมแบบทื่อๆ ที่ Kubrick เองก็ไม่ปลื้ม เขาพยายามเล่าเรื่องผ่านภาพให้มากขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดของการเข้ามากลางทาง จะให้เขาเปลี่ยนโครงสร้างทุกอย่างก็เป็นไปไม่ได้
I was up against a pretty dumb script … ‘Spartacus’ provided proof to last a lifetime.
— Stanley Kubrick
จุดแข็งที่ชนะ Ben-Hur: ภาษาภาพและความเงียบ

สิ่งหนึ่งที่ Spartacus ทำได้ น่าสนใจกว่า Ben-Hur คือการเล่าเรื่องด้วยภาพ มากกว่าคำพูด ตัวละคร Spartacus ใช้เวลาราว 15–16 นาทีแรกกว่าที่เขาจะเอ่ยประโยคแรก และในครึ่งชั่วโมงแรก แทบพูดไม่ถึงห้าประโยคด้วยซ้ำ
ช่วงที่น่าหลงใหลที่สุดคือการเกี้ยวพาราสีระหว่าง Spartacus กับ Varinia ที่แทบไม่ต้องใช้คำพูด มองตากันก็รู้ว่าอะไรอยู่ในใจ พอเริ่มพูดเยอะ เสน่ห์กลับหายไปเยอะเหมือนกัน
จุดกำเนิดโปรเจกต์: แค้น Ben-Hur เป็นแรงผลัก
ต้นสายปลายเหตุของ Spartacus เริ่มจาก Kirk Douglas ไม่ได้บทนำใน Ben-Hur ทั้งที่เคยทำงานกับ William Wyler มาก่อน เขาพยายามวิ่งเต้นสารพัด แต่บทก็ยังตกเป็นของ Charlton Heston ทำให้ Douglas เกิดโมเมนต์แบบ “เดี๋ยวฉันจะทำให้ดู”
That was what spurred me to do it in a childish way, the ‘I’ll show them’ sort of thing.
— Kirk Douglas
Edward Lewis รองประธานบริษัท Bryna (บริษัทของ Douglas เอง) ได้อ่านนิยาย Spartacus (1951) ผลงานของ Howard Fast ที่เขียนระหว่างถูกจำคุกเพราะปฏิเสธให้การต่อคณะกรรมาธิการต่อต้านคอมมิวนิสต์ เมื่อ Douglas ได้อ่านก็สนใจทันที ควักเงินส่วนตัวแค่ 100 ดอลลาร์ ซื้อสิทธิ์ดัดแปลงมาเป็นหนัง
โปรเจกต์ผ่านการโดนปฏิเสธจาก United Artists เพราะเขามีโปรเจกต์อีกเรื่องชื่อ The Gladiators ที่วาง Yul Brynner ไว้แล้ว สุดท้ายโปรเจกต์นั้นล้ม ส่วน Douglas หันไปคุยกับ Universal ซึ่งตอนแรกก็ยังลังเลอยู่ จนกระทั่งเขาสามารถรวบรวมนักแสดงระดับสุดยอดอย่าง Laurence Olivier, Charles Laughton, Peter Ustinov มาร่วมงาน สตูดิโอถึงยอมทุ่มงบตั้งต้น 5 ล้านดอลลาร์ และถ่ายทำในฮอลลีวูด
Dalton Trumbo: จาก Blacklist สู่เครดิตบนจอ
แรกเริ่ม Douglas ให้ Howard Fast ดัดแปลงนิยายของตัวเอง แต่พอผ่านไปสองเดือน อ่านแล้วถึงกับด่าตรงๆ ว่า “disaster, unusable” ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา เขาจึงหันไปหาชื่อที่ถูกแบนจากทั้งฮอลลีวูดอย่าง Dalton Trumbo หนึ่งใน Hollywood Ten
Trumbo ใช้เวลาเพียงสองสัปดาห์ก็ร่างบทเสร็จ แถมยังใส่ธีมทางการเมืองและการต่อต้านอำนาจรัฐลงไปเต็มๆ เดิมทีเขาจะใช้ชื่อปลอมว่า Sam Jackson แต่พอ Otto Preminger ประกาศใช้ชื่อจริง Trumbo ใน Exodus (1960) Douglas ก็เลยตัดสินใจ ถอดหน้ากากวงการ ประกาศใช้ชื่อ Trumbo แบบตรงๆ บนเครดิต Spartacus เช่นกัน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการ ปลดล็อก Blacklist และยุค McCarthyism
ประเด็นชวนคิด
Fast เขียนนิยาย Spartacus ในคุก เพื่อประกาศว่า ประเทศที่เรียกตัวเองว่าเสรี ทำไมถึงปิดปากคนเห็นต่างทางการเมือง
Trumbo เติมประโยค “I’m Spartacus!” เพื่อสื่อถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ปฏิเสธจะซัดทอดกันเอง
ตัวละคร Draba เดิมในนิยายชื่อ Nordo ถูกกลั่นแกล้งจน Spartacus ระเบิด แต่ในหนัง Draba กลายเป็นคนที่ ปฏิเสธฆ่าคู่ต่อสู้แม้จะชนะ นั่นคือการต่อต้านความป่าเถื่อนของระบบด้วยความเป็นมนุษย์
จาก Anthony Mann สู่ Stanley Kubrick
ตอนเปิดกล้องช่วงแรก ผู้กำกับไม่ใช่ Kubrick แต่คือ Anthony Mann ที่มีชื่อจากหนังเวสเทิร์นอย่าง Winchester ’73 และ The Naked Spur ทว่าพอถ่ายไปไม่ถึงเดือน Douglas เริ่มจับได้ว่า Mann ไม่กล้ารับมือ กับสเกลงานยิ่งใหญ่ขนาดนี้ และยอมให้ Ustinovกำกับตัวเองในบางซีน
He seemed scared of the scope of the picture…
— Kirk Douglas
สุดท้าย Mann ก็หลุดจากโปรเจกต์ (จะเรียกว่าถูกไล่ หรือเดินออกไปเองก็แล้วแต่จะตีความ) พร้อมเงินค่าจ้างเต็มจำนวน จากนั้น Douglas จึงไปชวน Stanley Kubrick ที่กำลังเตรียมงาน Lolita (1962) อยู่ให้มารับไม้ต่อ เหตุผลของ Kubrick ชัดเจน: ได้ทำหนังที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเขา ณ ตอนนั้น
สิ่งแรกที่ Kubrick ทำเมื่อเข้ามาคุมกองคือ
เปลี่ยนบท Varinia จาก Sabine Bethmann เป็น Jean Simmons
ประกาศตัดบทพูดที่เขามองว่า “ไร้สาระ” กับ Trumbo ให้มากที่สุด
แม้จะทำได้ไม่สุด แต่ร่องรอยสไตล์ Kubrick กระจายเต็มหนัง โดยเฉพาะด้านภาพและการจัดองค์ประกอบ
เรื่องย่อ: จากทาสเหมืองสู่สัญลักษณ์ของเสรีภาพ
Spartacus เป็นชายชาว Thracian ถูกขายเป็นทาสตั้งแต่อายุ 13 ทำงานขุดเหมืองใน Libya ด้วยนิสัยหัวขบถ เขาถูกทำโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งถูกขายต่อให้ Lentulus Batiatus เจ้าของสำนักฝึกนักรบ Gladiator ที่ Capua
วันหนึ่ง Marcus Licinius Crassus นายพลโรมัน มาชมการประลอง ที่สั่งให้สู้กันแบบ “ต้องตายกันไปข้าง” Spartacus ถูกจับคู่กับ Draba นักรบผิวสีผู้แข็งแกร่ง แม้ Draba จะชนะ แต่เขาปฏิเสธฆ่า Spartacus เลยกลายเป็นฝ่ายถูก Crassus สังหารทิ้งอย่างเลือดเย็นต่อหน้าผู้ชม
เหตุการณ์นี้กลายเป็นเชื้อไฟ จุดให้กลุ่ม Gladiator ลุกฮือก่อการกบฏ ยึดโรงเรียนของ Batiatus แล้วเดินหน้าปลดแอกทาสทั่วจักรวรรดิโรมัน รวบรวมคนได้เป็นเรือนแสน จุดชนวนสงครามที่ประวัติศาสตร์บันทึกในชื่อ Third Servile War (73–71 BC)
ในขณะที่ Spartacus ฝันถึงการนำพาพวกทาสออกจากอิตาลีไปสู่อิสรภาพ เขากลับถูกหักหลังโดยโจรสลัด ท้ายที่สุดเขาต้องเผชิญหน้ากับกองทัพโรมันภายใต้การนำของ Crassus ซึ่งหิวกระหายอำนาจและต้องการบดขยี้ Spartacus ให้กลายเป็นตำนานที่ถูกตรึงตายบนไม้กางเขนริมทางเข้ากรุงโรม
Kirk Douglas: วีรบุรุษที่แก่ไป แต่พลังดาราล้นจอ
Kirk Douglas หรือ Issur Danielovitch เกิดในครอบครัวอพยพ Russian-Jewish ฐานะยากจน เขาฉายแววการแสดงจนได้ทุนเรียนใน American Academy of Dramatic Arts และกลายเป็นหนึ่งใน “Tough Guy” แถวหน้าของฮอลลีวูดจาก Champion, Ace in the Hole, Lust for Life และ Paths of Glory
บท Spartacus จริงๆ ควรเป็นหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ แต่ตอนถ่ายทำ Douglas อายุเลย 40 ไปแล้ว ทว่าด้วยสถานะเจ้าของโปรเจกต์และโปรดิวเซอร์ ไม่มีใครกล้าทัก สิ่งที่ได้กลับมาคือพลังดาราและความเป็นผู้นำที่ยากหาเทียบจากนักแสดงวัยหนุ่มทั่วไป
ตัวละคร Spartacus ถูกมองโดยชาวโรมันว่าเป็นเหมือนสัตว์ป่า แข็งกร้าว ดื้อดึง แต่ภายในจริงๆ เขาเต็มไปด้วยความอ่อนไหว และรู้จักระงับชั่งใจ เขาซึมซับแรงบันดาลใจจาก Draba จนกลายเป็นผู้นำการปลดแอกทาสอย่างเต็มตัว
The trouble with epics is usually the characters are flat… We never let the size of Spartacus drown out the characters.
— Kirk Douglas
ปัญหาคือโครงสร้างหนังที่เน้นความยิ่งใหญ่ระดับมหากาพย์ ทำให้ตัวละครหลักบางช่วงถูกกลบไปด้วยเหล่านักแสดงระดับตำนานคนอื่นๆ โดยเฉพาะในครึ่งหลัง ที่น้ำหนักไหลไปอยู่ฝั่งวุฒิสภาโรมันและ Crassus มากกว่าตัว Spartacus เอง
Olivier, Laughton, Ustinov, Simmons: กองทัพนักแสดงระดับตำนาน
Laurence Olivier ในบท Crassus: เผด็จการผู้เปราะบางและคลุมเครือทางเพศ
Laurence Olivier รับบท Marcus Licinius Crassus นายพลและสมาชิกวุฒิสภาที่ทะเยอทะยานสุดขีด เขาเกลียด Spartacus เพราะชายคนนี้สามารถปลุกพวกทาสขึ้นมาต่อกรกับอำนาจรัฐ และยังครอบครอง Varinia ผู้หญิงที่เขาอยากครอบครองเพื่อสยบปมในใจตัวเอง
Olivier แสดง Crassus ด้วยพลังอำนาจเย็นชา เหี้ยม และไร้เมตตา ทว่าในความแข็งกระด้างนั้นกลับซ่อน ความหวาดกลัวและความอิจฉาริษยา ไว้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะในซีนที่เกี่ยวพันกับเพศและความต้องการที่คลุมเครือ
ฉากอาบน้ำกับ Antoninus ที่ Crassus ถามถึงการชอบ “หอยทากหรือหอยนางรม” แท้จริงคือเปรียบเทียบถึงรสนิยมทางเพศทั้งชายและหญิง ก่อนจะลงเอยด้วยประโยค
My taste include both snails and oysters.
นี่คือการบอกว่า Crassus เป็น ไบเซ็กชวล ในวัฒนธรรมโรมันยุคนั้นที่เพศและอำนาจผูกติดกันอย่างแนบแน่น ฉากเหล่านี้เคยถูกตัดออกในยุคแรกเพราะคนดูรับไม่ไหว ก่อนจะถูกใส่กลับในฉบับบูรณะ
Jean Simmons ในบท Varinia: สายตาที่เล่าเรื่องได้ดีกว่าคำพูด

Jean Simmons รับบท Varinia ทาสสาวของ Batiatus ที่ถูกส่งมาให้บำเรอ Spartacus แต่เขาปฏิเสธด้วยคำว่า “ฉันไม่ใช่สัตว์” นั่นทำให้เธอเริ่มมองเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ตกหลุมรัก
Simmons ใช้สายตาและภาษากายได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะช่วงแรกที่แทบไม่มีบทพูด ยิ่งเธอเงียบ ตัวละครยิ่งน่าหลงใหล แต่พอเริ่มมีบทพูดยาวๆ น้ำเสียงและลีลาการพูดกลับฟังดู ผู้ดีเกินกว่าจะเป็นทาส และเต็มไปด้วยโทนสั่งสอน ทำให้ความเป็นธรรมชาติหายไปพอสมควร
Peter Ustinov ในบท Batiatus: คนกลางที่ทั้งน่าสงสารและน่าหัวเราะ
Peter Ustinov รับบท Batiatus เจ้าของสำนักฝึก Gladiator ที่ Capua คนที่ซื้อตัว Spartacus มาเข้าฝึก เขาไม่ใช่ทาส แต่ก็เป็นเหยื่อของระบบไม่ต่างจากคนอีกฝั่ง ถูกชนชั้นสูงจากโรมกดขี่และใช้งานอย่างเมามัน
ตัวละครนี้เต็มไปด้วยความ กะล่อน เอาตัวรอดเก่ง ปรับตัวทุกสถานการณ์ ในตอนแรกคนดูอาจหัวเราะขำในความลื่นไหลของเขา แต่เมื่อเรื่องราวเดินไปเรื่อยๆ เราค่อยๆ รู้สึกสงสารเขามากขึ้น เพราะไม่ว่าเขาจะเลือกยืนฝั่งไหนสุดท้ายก็โดนบดขยี้อยู่ดี
บทนี้ทำให้ Ustinov คว้า Oscar: Best Supporting Actor แบบที่หลายคนก็เซอร์ไพรส์ เพราะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งแต่แรก
Charles Laughton ในบท Gracchus: นักการเมืองสมองไวแต่หายใจด้วยอำนาจ
Charles Laughton รับบท Gracchus สมาชิกวุฒิสภาคู่แข่งของ Crassus คนที่เล่นเกมการเมืองสกปรก แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีความสงสารประชาชนและแรงงานทาสอยู่ในใจ เขาต่อต้าน Crassus ฟากเผด็จการเท่าที่จะทำได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปหาหายนะ
ความน่าสนใจคือ Laughton ไม่ชอบบทพูดของ Trumbo เลย เขาเลยเขียนบทของตัวเองใหม่ทั้งหมด ทำให้ทุกคนที่เข้าฉากกับเขาต้องปรับบทไปตามๆ กัน นี่คือหนึ่งในตัวอย่างความเชื่อมั่นของนักแสดงยุคทองที่ถือบทพูดเป็นอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง
งานภาพ: เมื่อ Kubrick ชนกับตากล้องตัวจริง
ถ่ายภาพโดย Russell Metty ที่คว้า Oscar: Best Cinematography – Color จากเรื่องนี้ แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะ Kubrick ในฐานะอดีตช่างภาพมืออาชีพ เข้าไปจัดการทุกอย่างเอง ทั้งเลนส์ แสง องค์ประกอบภาพ ถึงขั้นมีคำพูดแรงๆ ว่า
You can do your job by sitting in your chair and shutting up. I’ll be the director of photography.
— Stanley Kubrick บอก Russell Metty
หนังใช้ระบบ Super Technirama 70 โดยถ่ายด้วยฟิล์ม 35mm แล้วค่อย “blow up” เป็น 70mm เพื่อรักษาสัดส่วนภาพที่ Kubrick ชอบ และขยายรายละเอียดให้อลังการยิ่งขึ้น โดยเฉพาะทิวทัศน์ไกลๆ และมวลชนในฉากสงคราม
Universal อยากให้ถ่ายทุกอย่างใน Hollywood แต่ Kubrick ต่อรองจนได้ไปถ่ายฉากสงครามที่ท้องทุ่งนอก Madrid ประเทศสเปน โดยใช้ทหารจริงจากกองทัพสเปนถึง 8,000 นาย แต่ความจริงคือจำนวนคนไม่ได้เยอะอย่างที่เห็น เขาใช้เทคนิค ซ้อนภาพหลายชั้น ทำให้กองทัพดูหนาแน่นกว่าความเป็นจริงหลายเท่า

ปัญหาหนึ่งที่โผล่ชัดคือความไม่ต่อเนื่องของฉากรบ เดิมทีสงครามถูกออกแบบให้ถ่ายในสตูดิโอ แต่เมื่อ Kubrick ขอเพิ่มสเกลกลางทุ่งสเปน เลยเกิดความหลุดในรายละเอียด เช่น สู้กันในทุ่งโล่ง แต่ศพไปกองบนโขดหินภูเขา เป็นต้น
ฉากจำระดับตำนาน: จาก Draba ถึง “I’m Spartacus!”
การประลองที่ Capua และการตายของ Draba

ในนิยายดั้งเดิม ไม่มีฉาก Gladiator ต่อสู้กันแบบในหนัง มีแค่ทาสผิวสีชื่อ Nordo ถูกกลั่นแกล้งจน Spartacus ทนไม่ไหว แต่หนังเลือกเปลี่ยนเป็น การประลองจนตาย ระหว่าง Spartacus กับ Draba เพื่อเน้นความโหดเหี้ยมของชนชั้นสูงโรมันที่มองชีวิตคนเป็นของเล่น
Draba ชนะ แต่ปฏิเสธที่จะฆ่า Spartacus เขาขว้างตรีศูลเข้าใส่ Crassus แล้วพยายามปีนขึ้นไปหาพวกชนชั้นสูง ก่อนโดนหอกปักหลังและจบชีวิตด้วยกริชของ Crassus ที่เท้า ภาพนี้สื่อชัดเจนว่า “คนจากเบื้องล่างไม่มีวันเอื้อมถึงยอดพีระมิดอำนาจโรมัน”
วลี “I’m Spartacus!” และอารยะขัดขืน

หลังพ่ายสงคราม Crassus ให้โอกาสเชลยเปิดเผยว่าใครคือ Spartacus เพื่อแลกกับชีวิต แต่ทุกคนกลับลุกขึ้นและพูดว่า “I’m Spartacus!” พร้อมกัน นี่คือการประกาศว่า Spartacus ไม่ใช่แค่บุคคล แต่คือ สัญลักษณ์ของการไม่ยอมก้มหัวต่อเผด็จการ
ที่น่าสนใจคือ Kubrick ไม่ชอบซีนนี้เลย ถึงขั้นเรียกว่า “stupid idea” แต่ Douglas รักซีนนี้มากและดันจนสำเร็จ ในมุมของ Trumbo ประโยคนี้สื่อถึงการยืนเคียงข้างกันของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ไม่มีใครยอมชี้ตัวใครให้รัฐ
แม้ AFI จะไม่ใส่ประโยคนี้ในลิสต์ 100 Movie Quotes แต่ก็ยังไปติดอันดับ #64 ในโพลของนิตยสาร Premiere
โครงสร้างเรื่องและจังหวะเล่า: จากดราม่าชีวิตสู่ตำนานที่ไกลตัว
หนังถูกตัดต่อโดย Robert Lawrence แบ่งโครงสร้างแบบชัดเจน มีทั้ง Overture, Intermission, Entr’acte และแบ่งเรื่องออกเป็นหลายช่วงใหญ่ๆ โดยมี Spartacus เป็นศูนย์กลาง แต่ไม่ใช่ทุกฉากที่จะเล่าผ่านสายตาเขา
โครงหลักโดยสรุป
ช่วง Capua: การฝึก Gladiator, ความสัมพันธ์กับ Varinia, การมาของ Crassus และความตายของ Draba จบด้วยการก่อกบฏยึดโรงเรียน
ช่วงชัยชนะและความหวัง: Spartacus ปลดแอกทาส, รวบรวมพรรคพวก, ต่อรองกับโจรสลัด, เอาชนะ Gaius Claudius Glaber แบบไม่ต้องรบจริง
ช่วงการเมืองในโรม: Gracchus vs Crassus, การแต่งตั้ง Crassus เป็นผู้นำกองทัพ, วุฒิสภาเล่นเกมอำนาจ
ช่วงหักหลังและแตกสลาย: โจรสลัดทรยศ, กองทัพกบฏเดินหน้าสู่โรม, แพ้สงคราม, เชลยถูกตรึงกางเขนตลอดทาง
ช่วงสุดท้าย: Crassus กลายเป็นเผด็จการ, ยื่นข้อเสนอให้ Varinia, บังคับ Spartacus สู้กับ Antoninus, Gracchusช่วย Varinia หนี ก่อนจบด้วยการร่ำลาบนไม้กางเขน
องก์แรกที่เกาะติดชีวิต Spartacus ยัง Capua สนุกและอินง่าย เพราะคนดูจับต้องเขาได้เต็มๆ แต่เมื่อหนังเริ่มตัดสลับไปฝั่งวุฒิสภาโรมันมากขึ้น Spartacus ค่อยๆ กลายเป็นตำนานที่ห่างจากคนดู และกลายเป็นเวทีให้เหล่าซุปตาร์คนอื่นๆได้เฉิดฉายแทน
เพลงประกอบ Alex North: เสียงแห่งการปลดแอกที่ไม่มี Oscar
แม้ Alex North จะเข้าชิง Oscar มากถึง 15 ครั้ง แต่ไม่เคยชนะเลย Spartacus คือหนึ่งในผลงานระดับท็อปของเขา ที่พยายามหนีจากสไตล์หนังโรมันยุคเดียวกันอย่าง Ben-Hur ของ Miklós Rózsa
เขาใช้ดนตรีออร์เคสตราเต็มวง ผสมเครื่องดนตรีแปลกหูอย่าง Sarrusophone, Israeli recorder, Chinese oboe, lute, mandolin, kythara, dulcimer, bagpipes เพื่อให้ดนตรีมีความ สากลและเหนือกาลเวลา ไม่ยึดติดแค่กลิ่นอายโรมัน โดยตั้งใจเชื่อมโยงกับธีม การต่อสู้เพื่ออิสรภาพ มากกว่าพื้นหลังประวัติศาสตร์
จุดน่าฟัง
Spartacus Love Theme: ธีมรักระหว่าง Spartacus และ Varinia ที่ทั้งงดงามและโหยหา เป็นเสียงแทนความสุขชั่วคราวที่กลายเป็นความรักนิรันดร์
เพลงฉาก Gladiator ต่อสู้: North แต่งดนตรีให้สอดคล้องกับจังหวะแทง–รับ–ติดตาข่าย–ดิ้นหลุด จนแทบจะหลับตาแล้วเห็นภาพได้เอง ถือเป็นตัวอย่างการที่ดนตรี เล่าเรื่องไปพร้อมภาพ อย่างแท้จริง
ที่น่าสังเกตคือ North แยกโทนเพลงของสองฝั่งอย่างชัดเจน
เพลงฝั่งกลุ่มกบฏ: มีจังหวะสนุก เฮฮา เครื่องดนตรีหลากหลาย ฟังดูไร้กรอบ เหมือนอิสรภาพที่ยังจับรูปทรงไม่ได้
เพลงฝั่งโรมัน: เต็มไปด้วยจังหวะมาร์ช กลองรัวเป็นสเต็ป เคร่งขรึม ตรงไปตรงมา ราวกับระเบียบเหล็กของกองทัพและรัฐ
Spartacus vs Moses: ตำนานสองด้านของการปลดแอก
เรื่องของ Spartacus มีความคล้ายกับเรื่องของ Moses ในเชิงภาพสะท้อนอย่างน่าสนใจ
Moses ปลดแอกชาวยิว ออก Exodus ผ่านทะเลแดงได้สำเร็จ แต่เป็นเรื่องที่พึ่งพาศรัทธาและปรัมปรา
Spartacus พาทาสออกเดินทางเพื่อหนีจักรวรรดิโรมัน แต่พ่ายแพ้ ถูกตรึงกางเขน และความฝันไม่สำเร็จในยุคของเขา
ความต่างอยู่ที่ Spartacus มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ บันทึกชัดเจนในสงคราม Third Servile War ส่วน Moses ยังเป็นเรื่องที่ผูกกับศาสนาและยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับแน่นหนาเท่า
ถ้าโลกสมมติให้ Spartacus ชนะสงคราม นำทาสขึ้นเรือหนีได้สำเร็จ ประวัติศาสตร์เรื่องการเลิกทาสทั่วโลกอาจต้องถูกเขียนใหม่ และเราอาจไม่ต้องรอถึงศตวรรษที่ 17–18 เพื่อเห็นการยกเลิกทาสในระดับรัฐชาติ
ธีมการเมือง: เสรีนิยม ซ้ายจัด และการต่อต้านสถาบัน
เพราะหนังยืนอยู่บนจุดศูนย์กลางเป็น ทาสที่ลุกขึ้นสู้กับจักรวรรดิ Spartacus เลยถูกมองในมุมของ
เสรีนิยมสุดขั้ว
ฝักใฝ่แนวคิดมาร์กซิสต์
ต่อต้านระบอบและสถาบันอำนาจเดิม (Anti-Establishment)
ฝั่งที่เชื่อในระเบียบและอำนาจรัฐจึงไม่ค่อยรักหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่คือหนังที่ กล้าท้าทายอำนาจตรงๆ ทั้งในเนื้อหาและบริบทการสร้าง โดยเฉพาะการเอาชื่อ Trumbo ขึ้นเครดิตอย่างเปิดเผย
งบประมาณ รายได้ และรางวัล: แพ้ Ben-Hur แบบหมดทางสู้
ตอนแรก Spartacus ตั้งงบ 5 ล้านดอลลาร์ แต่ด้วยการถ่ายทำที่ยืดเยื้อ (ทั้งปัญหาเปลี่ยนผู้กำกับ Jean Simmons ผ่าตัด Tony Curtis เจ็บขา Douglas ป่วย ฯลฯ) ทำให้งบพุ่งไปถึง 9 ล้าน และเมื่อรวมค่าประชาสัมพันธ์แตะประมาณ 12 ล้านดอลลาร์ ยังน้อยกว่า Ben-Hur ที่ใช้ถึง 15 ล้าน
ผลตอบรับถือว่าดีมาก
ปีแรกทำเงินในสหรัฐ 14 ล้านดอลลาร์ สูงสุดประจำปี 1960
เมื่อรวมการฉายทั้งหมดในรอบแรก กวาดไปประมาณ 60 ล้านดอลลาร์ (แต่ก็ยังไม่ถึงครึ่งของ Ben-Hur ที่ทำไปเกือบ 147 ล้าน)
ด้านรางวัล Spartacus เข้าชิง Oscar 6 สาขา คว้ามา 4 รางวัล ทั้งหมดเป็นสายงานสร้าง
Best Supporting Actor (Peter Ustinov) — ได้รางวัล
Best Cinematography – Color — ได้รางวัล
Best Art Direction – Color — ได้รางวัล
Best Costume Design – Color — ได้รางวัล
Best Film Editing — เข้าชิง
Best Music Score of a Dramatic or Comedy Picture — เข้าชิง
คว้ารางวัล Golden Globe: Best Motion Picture – Drama แต่ก็ยังเทียบความยิ่งใหญ่เชิงสถิติไม่ได้กับ Ben-Hur ที่โกย Oscar ไปถึง 11 ตัว
การบูรณะและฉบับต่างๆ: จากฟิล์มพังสู่ 4K Ultra HD
Spartacus มีหลายเวอร์ชันตัดต่อที่วนเวียนให้คนดูสับสนมาหลายสิบปี
ฉบับปฐมทัศน์ปี 1960: ความยาวราว 190–195 นาที (บางแหล่งว่า 202–203 นาทีถ้ารวม Overture และ Intermission)
ฉบับฉายใหม่ปี 1967: ถูกหั่นเหลือ 179 นาที โดยเฉพาะฉากอาบน้ำและฉากสงคราม
ฉบับบูรณะปี 1991: ฟื้นฟูฉากหายกลับมาได้เกือบหมด เพิ่มฉากที่เคยถูกตัดก่อนฉายรวมแล้วยาว 197 นาที
การบูรณะใหญ่ปี 1991 โดย Robert A. Harris ได้เงินสนับสนุนจาก Steven Spielberg ใช้งบประมาณระดับ 1 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะนำมาสแกน 6K และทำ digital restoration อีกครั้งเพื่อออก Blu-Ray 4K Ultra HD ในปี 2020
บทสรุป: หนังดีมาก แต่ไม่ถึงขั้นมาสเตอร์พีซ
Spartacus (1960) คือหนังที่ เต็มไปด้วยของดี
นักแสดงระดับตำนานล้นจอ
งานภาพอลังการแบบหนังมหากาพย์ยุคทอง
เพลงประกอบทรงพลังและเต็มไปด้วยไอเดีย
ฉากสงครามที่ยังดูยิ่งใหญ่แม้ผ่านมาครึ่งศตวรรษ
แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ถ้า Kubrick ได้ควบคุมโปรเจกต์ตั้งแต่วันแรก Spartacus อาจกลายเป็นอีกหนึ่งมาสเตอร์พีซของเขา แทนที่จะเป็นหนังใหญ่ที่เขามองย้อนกลับมาด้วยความคาใจ
ถึงอย่างนั้น ในฐานะ หนังประวัติศาสตร์ปลดแอกที่ผสมการเมือง ฮอลลีวูดคลาสสิก และดราม่ามนุษย์ Spartacus ยังคงเป็นงานที่คุ้มค่าแก่การดู โดยเฉพาะฉบับบูรณะ 4K ที่ทำให้รายละเอียดทั้งภาพและเสียงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
จัดเรต 13+ สำหรับฉากสงคราม เลือดสาด และการต่อสู้ Gladiator แบบเป็น–ตาย
ถ้าเป็นสายหนังแอคชั่น–มหากาพย์ ควรดูไหม?
อยากดู ฉากสงครามและการปลดแอกทาส แบบคลาสสิกยุค 60s — ควรดู
ชอบงานภาพ–การจัดองค์ประกอบแบบ Kubrick — ห้ามพลาดฉากรบและซีนวุฒิสภาโรมัน
อยากศึกษา หนังที่เกี่ยวกับการเมือง ฮอลลีวูดยุค McCarthyism และ Blacklist — เรื่องนี้แทบจะเป็นตำราที่ถ่ายทำออกมาเป็นภาพยนตร์
อาจไม่ยิ่งใหญ่เทียบ Ben-Hur ได้ในทุกมิติ แต่ ถ้าคุณสนใจหนังแอคชั่นย้อนยุคที่มีทั้งเลือด เหล็ก ดราม่า และการเมืองในหม้อเดียวกัน Spartacus คือเมนูที่คุณไม่ควรมองข้าม.

