รับแอปรับแอป

Last Summer ซีรีส์รักหน้าร้อนที่ดูเหมือนฟีลกู๊ด แต่ซ่อนบาดแผลและความลับไว้แน่นบ้านทั้งหลัง

อารยา จิตดี01-31

หน้าปลายปี ซีรีส์ดีมารัว ๆ แล้วจะเริ่มดูเรื่องไหนก่อนดี?

เข้าสู่ช่วงปลายปีทีไร สายดูซีรีส์รู้เลยว่าเป็นฤดูเก็บเกี่ยวงานดีของแท้ เพราะเรื่องเด็ด ๆ มักจะมาเปิดตัวช่วงนี้แบบถี่ยิบ เปิดลิสต์ทีคือมึน เลือกไม่ถูกว่าจะเริ่มจากเรื่องไหนก่อนดี อารมณ์รักพี่เสียดายน้องมาเต็มมาก

แต่พอเวลาชีวิตมีจำกัด ก็ต้องยอมคัด ต้องหาเรื่องที่เพิ่งออน มีตอนน้อย ๆ ก่อน จะได้แบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นได้บ้าง ยิ่งช่วงอารมณ์สวิงง่าย แค่คิดว่าจะดูอะไรดาร์ก ๆ ก็รู้สึกใจจะดิ่ง เลยตัดใจพักซีรีส์ที่รีวิวกันว่ามืดมนสุดทางไว้ก่อน

สุดท้ายเลยหันไปหาแนวโรแมนติกเบาใจ ที่ถึงจะมีปม แต่ไม่ดูดพลังชีวิตเกินไปนัก และคำตอบของสัปดาห์นี้ก็คือ Last Summer ซีรีส์ที่เปิดมาแค่ 2 ตอน ก็ชวนให้นึกถึงตัวเองในวัยเด็กแบบจัง ๆ

Last Summer: หน้าร้อน ความทรงจำ และบ้านที่อยากลืมแต่ใจไม่ให้ลืม

แม้บรรยากาศของเรื่องจะเป็นโทนอบอุ่น ฟีลหน้าร้อน แสงแดดจัดจ้านที่ดูสดใส แต่จริง ๆ แล้วมันซ่อนความหนักทางอารมณ์เอาไว้แบบเนียน ๆ

Last Summer พาคนดูย้อนกลับไปเปิดกล่องความทรงจำวัยเยาว์ของตัวละคร และเผลอ ๆ ก็ลากเอากล่องความทรงจำของคนดูขึ้นมาเปิดเองด้วย โดยเฉพาะความทรงจำที่เราเคย “เก็บแช่แข็ง” ไว้ในที่ลึกที่สุดของหัวใจ

นางเอกของเรื่องก็เป็นแบบนั้น เธอพยายามอย่างหนักที่จะผ่านฤดูร้อนไปให้ได้ โดยไม่ต้องนึกถึงสิ่งที่ถูกเก็บไว้ใน “กล่องแพนโดรา” ของตัวเอง และหนึ่งในวิธีหนีอดีตของเธอก็คือการพยายาม ขายบ้าน ที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่มาถึง 17 ปี บ้านที่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำทุกอณู

แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ความละมุนแบบฟีลกู๊ดไปวัน ๆ เพราะมันยังมีกลิ่นอายของความลึกลับ ความคาใจ และปริศนาในอดีตที่คนดูต้องเก็บเบาะแสไปพร้อมตัวละคร

ฤดูร้อนในเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่แดดแรงและความสดใส แต่ยังมาพร้อมพายุ ความรุนแรง และหายนะที่ฝังบาดแผลลึกไว้ในใจของนางเอก โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อหน้าร้อน เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ยังคงหลอกหลอนเธอไม่รู้จบ และคนที่เกี่ยวข้องกับหายนะครั้งนั้น…ดันกลับมาในวันนี้ พร้อมความลับที่ไม่เคยถูกพูดออกมาเลยสักครั้ง

บ้านแฝดหนึ่งหลัง คนสามคน และฤดูร้อน 21 วันที่เปลี่ยนทุกอย่าง

แกนหลักของเรื่องคือความสัมพันธ์ของหนุ่มสาว 2 คน (หรืออาจจะ 3 คนด้วยซ้ำ) ที่เติบโตมาใต้หลังคาเดียวกัน ในบ้านแฝดหลังหนึ่งที่มีหลังคาเดียว แต่แบ่งผนังคนละฝั่ง ครอบครัวละส่วนตัว

ฝั่งของนางเอก:

  • มีพ่อ แม่ และตัวเธอที่เป็นลูกแท้ ๆ เพียงคนเดียว

  • ที่เหลือเป็นเด็กที่พ่อแม่รับมาเลี้ยงเพิ่มอีกหลายคน

  • เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจึงเติบโตมาท่ามกลางพี่น้องนอกไส้ที่เธอไม่ได้เต็มใจนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้

ฝั่งของพระเอก:

  • เป็นบ้านของพ่อลูกที่อาศัยอยู่ด้วยกันสองคน

  • มี “ลูกแฝด” สองคน แฝดคนโตอยู่กับพ่อที่เกาหลี

  • แฝดคนน้องย้ายไปอยู่กับแม่ที่อเมริกา

  • ทุกปิดเทอมหน้าร้อน แฝดคนน้องจะกลับมาเยี่ยมพ่อที่เกาหลีเป็นเวลา 21 วัน ก่อนบินกลับไป

ทุกหน้าร้อนการกลับมาของเขา ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในใจเธอเสมอจนกลายเป็นฤดูที่ผูกติดกับ “คน ๆ เดิม” แบบไม่มีใครแทนที่ได้

แต่แล้วเมื่อ 2 ปีก่อน เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แตกหัก นางเอกเป็นฝ่ายตัดจบเองแบบเด็ดขาด ประกาศไม่อยากเจอหน้าเขาอีก ส่วนเขาก็เคารพการตัดสินใจ จึงหายไปจากเกาหลีถึง 2 ปีเต็ม

จากคนที่เคยรอหน้าร้อนอย่างใจเต้น กลายเป็นคนที่ เกลียดหน้าร้อนเข้าไส้ ไปโดยสมบูรณ์

  • สำหรับนางเอก ฤดูร้อน = ฤดูหายนะ

  • สำหรับพระเอก ฤดูร้อน = ฤดูที่เฝ้ารอวันได้กลับมาแก้ไขเรื่องราวในอดีต

และแล้วหลังจาก 2 ปีแห่งการหนีและการเฝ้ารอ พวกเขาก็ต้องกลับมาเจอกันอีกครั้ง เพราะบ้านหลังเดิมกำลังจะถูกขายทิ้ง

เธอได้รับมอบอำนาจจากพ่อของพระเอกให้จัดการขายบ้านฝั่งของเขาด้วย ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่น จนกระทั่งความจริงเปิดเผยว่า พระเอกเป็นเจ้าของร่วม ของบ้านหลังนี้ และเขาไม่ยอมเซ็นเอกสารให้ขาย

สำหรับเขา นี่คือข้ออ้างในการกลับเข้ามาในชีวิตเธอ

สำหรับเธอ นี่คือการจุดชนวนความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบมาตลอด 2 ปี

หน้าร้อนเมื่อ 2 ปีก่อน: ร่องรอยคนตายและความทรงจำที่ละลายออกจากช่องฟรีซ

จุดที่ดึงให้คนดูติดเรื่องนี้ง่ายมาก คือการที่เรื่องราวถูกปูให้เรารู้ตั้งแต่ต้นว่า “หน้าร้อนเมื่อ 2 ปีก่อน” คือจุดแตกหักสำคัญของทุกอย่าง

  • เป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ระหว่างพระเอก นางเอก และ (น่าจะ) แฝดอีกคน

  • มีการพูดถึงอย่างชัดเจนว่า หน้าร้อนนั้นมีคนตาย แต่ยังไม่รู้ว่าใคร

  • ยิ่งเล่า ยิ่งทำให้นางเอกเกลียดทั้งหน้าร้อน และเกลียดหน้าพระเอกเข้าไปอีก

แม้จะยังไม่เฉลยว่าเหตุการณ์ในวันนั้นรุนแรงแค่ไหน แต่เท่าที่เห็น นางเอกก็ดูเหมือนคนที่ แข็งแรงขึ้นมาก ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำเกี่ยวกับเขาได้อย่างปกติในระดับหนึ่ง

ถ้าไม่ติดว่าฤดูร้อนมันวนกลับมาให้ต้องนึกถึงทุกปี ถ้าไม่มีปีนี้ที่พระเอกกลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง ความทรงจำอาจจะถูกแช่แข็งต่อไปก็ได้

แต่พอเขากลับมา อุณหภูมิของหน้าร้อนและตัวตนของคนคนเดิม ก็เหมือนทำให้ก้อนน้ำแข็งในใจเริ่มละลายทีละนิด ความทรงจำที่เคยล็อกไว้แน่นเริ่มไหลย้อนกลับมาแบบไม่ปรานีคนถือกุญแจหัวใจตัวเองเลย

ปริศนาฝาแฝด: ใครกันแน่ที่หายไป?

หนึ่งในประเด็นที่ชวนขบคิดที่สุดของเรื่องนี้คือ เรื่องของฝาแฝด เพราะตั้งแต่ในเรื่องย่อ ก็ย้ำว่ามีลูกแฝดสองคน แยกกันอยู่คนละทวีป แล้วหน้าร้อนก็คือช่วงเวลา 21 วัน ที่ฝาแฝดคนน้องกลับมาเยี่ยมพ่อและแฝดอีกคนที่เกาหลี

แต่ในเนื้อหาที่เราได้ดูแค่ 2 อีพีแรก กลับแทบ ไม่เห็นวี่แววของแฝดอีกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบันหรือในช่วงแฟลชแบ็กวัยเด็ก

  • พ่อของฝาแฝดก็แทบไม่พูดถึงลูกอีกคน

  • ภาพจำในอดีตที่เล่าผ่านสายตานางเอกดูเหมือนจะโยงไปที่คนคนเดียว

จุดที่ชวนระแคะระคายมาก ๆ คือ กล่องความทรงจำ ที่นางเอกยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกลับไปเอาในตอนที่พายุเข้า น้ำท่วมบ้าน

  • ป้ายชื่อบนกล่องเขียนว่า “แบคโดยอง”

  • แต่คนที่ยืนอยู่ต่อหน้าปัจจุบันคือ “แบคโดฮา”

เมื่อมองจากแฟลชแบ็กต่าง ๆ:

  • คนที่เหมือนจะใช้ชีวิตอยู่เกาหลีเป็นหลัก น่าจะคือ “โดยอง” มากกว่า

  • ในขณะที่ “โดฮา” คือคนที่อยู่ที่อเมริกา และจะกลับมาแค่ช่วงหน้าร้อน 21 วัน

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ชวนตั้งคำถามว่า…

  • แท้จริงแล้ว เรากำลังดูเรื่องราวของใครกันแน่?

  • แฝดอีกคนยังมีชีวิตอยู่ไหม?

  • งานศพที่โผล่มายั่วในหลายฉาก เป็นงานของใคร?

และที่น่าสนใจคือ ในงานศพนั้น นางเอกอยู่ในชุดเจ้าภาพ แปลว่าคนที่จากไป…อาจไม่ใช่คนในบ้านฝั่งพระเอกด้วยซ้ำ

กล่องแพนโดราในรูปแบบของความทรงจำ

เรื่องของพระเอกและนางเอกใน Last Summer ถูกเปรียบเหมือน “กล่องแพนโดรา” ที่ไม่ควรถูกเปิดออกอีก

ตัวพระเอกเองรู้ดีว่าอดีตในหน้าร้อนเมื่อ 2 ปีก่อน ยังคงเป็นแผลสดสำหรับนางเอก แค่เอ่ยถึง เธอก็ยังแสดงแววตาเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจน

แต่แทนที่เขาจะยอมถอยเหมือนที่ผ่านมา เขากลับเลือกทำในสิ่งตรงกันข้าม

  • ตอนเด็ก ๆ เขามักเป็นฝ่ายยอมเธอตลอด

  • คราวนี้เขาตัดสินใจว่าจะไม่ยอมแพ้อีกแล้ว

  • แม้นางเอกจะบอกให้หายไปจากชีวิต เขาก็ยอมรับคำสั่งนั้นได้แค่ 2 ปี

หลังจากนั้น เขากลับมา พร้อมตั้งใจจะ ทวงคืนความทรงจำตลอด 17 ปี ที่เธอพยายามกดลืม

“กล่องที่ไม่ควรเปิด” ในมุมของเรื่องนี้จึงมีสองชั้น

  • กล่องความทรงจำดี ๆ ของเด็กสามคนในช่วงหน้าร้อน ที่สำหรับนางเอกมันกลายเป็นอดีตที่เจ็บปวดจนไม่อยากมองกลับไป

  • กล่องที่กักเก็บเรื่องราวเลวร้าย หายนะ และความผิดที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง

การเปิดกล่องหลังนี้ มีความเสี่ยงว่าจะทำให้บาดแผลในใจนางเอกถูกฉีกซ้ำอีกครั้ง พระเอกต้องเตรียมใจรับทั้งการถูกปฏิเสธ ถูกเกลียด ถูกผลักไส ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะหนักกว่าที่เราเห็นในสองอีพีแรกหลายเท่า

แต่เขาก็ดูพร้อมจะเผชิญกับทุกอย่าง ขอแค่ได้จับมือเธอผ่าน “หน้าร้อนที่เคยเจ็บปวด” ไปด้วยกันอีกครั้ง

จากตำนานแพนโดรา สู่คำถามที่ย้อนกลับมาหาคนดู

ตามตำนานเทพปกรณัมกรีก การที่แพนโดราแพ้ความอยากรู้อยากเห็น เปิดโถต้องห้ามออก ทำให้หายนะและความทุกข์หลุดออกมาสู่โลกมนุษย์ แต่สิ่งสุดท้ายที่ยังค้างอยู่ก้นโถคือ “ความหวัง”

เพียงแต่แพนโดราตกใจ รีบปิดโถเสียก่อน ทำให้ความหวังยังถูกขังอยู่ด้านใน

ใน Last Summer การเปิดกล่องแพนโดราของตัวละครก็คล้ายกัน

  • ถ้ายังปิดไว้ แผลคงถูกเก็บซ่อนไว้ตลอดไป

  • แต่ความหวังก็จะไม่ถูกปล่อยออกมาด้วย

พระเอกเลือกที่จะทำในสิ่งที่เสี่ยงที่สุด คือ ยอมให้กล่องถูกเปิดออกจนสุด ต่อให้สิ่งที่จะหลั่งไหลออกมาคือความโกรธ เกลียด ชิงชัง หรือการถูกปฏิเสธก็ตาม

เพราะเขาเชื่อว่า เมื่อทุกอย่างถูกเปิดออกอย่างหมดเปลือก วันหนึ่งความหวังจะได้รับอิสระ และทั้งเขาและเธอจะได้เยียวยาตัวเองอย่างแท้จริง

ทำไม Last Summer ถึงดูแล้วแอบจี้ใจมากกว่าที่คิด

เหตุผลที่หยิบ Last Summer มาดู ทั้งที่ตอนแรกแอบลังเลกับอีกเรื่องซึ่งเป็นแนวคอเมดี้ ก็เพราะสองอย่างชัด ๆ เลยคือ

  • เสน่ห์ของ “อีแจอุค” ในบทพระเอก

  • บรรยากาศของเรื่องที่เล่นกับ ความทรงจำในอดีต ได้อย่างนุ่มแต่บาดใจ

แม้พล็อตแนว “หน้าร้อน–อดีต–ความลับ–คนที่กลับมา” จะไม่ใช่ของแปลกใหม่ แต่การเล่าของเรื่องนี้ทำให้เราหันกลับมามองตัวเองเหมือนกัน

โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “ทุกคนมีกล่องที่ไม่ควรเปิด”

ลองถามตัวเองดูเล่น ๆ ว่า…

  • เรามีกล่องแพนโดราของตัวเองอยู่ไหม?

  • กล่องใบนั้นเก็บชื่อใคร หรือเหตุการณ์ไหนเอาไว้?

  • เราไม่ยอมเปิดมัน เพราะกลัวจะเจ็บเหมือนเดิม หรือเพราะรู้ดีว่าเรา “ยังไม่พร้อมจะยอมรับว่าตัวเองไม่ลืม” กันแน่?

Last Summer อาจจะเริ่มต้นด้วยบรรยากาศโรแมนติกฟีลกู๊ด แต่ระหว่างทางมันแอบโยนคำถามกลับมาให้คนดูแบบเนียน ๆ ว่า

ถ้าถึงวันหนึ่ง เราต้องเปิดกล่องที่เคยสาบานกับตัวเองว่า “จะไม่แตะมันอีก” จริง ๆ

เราพร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกอย่างที่ทะลักออกมาหรือยัง?