หน้าปลายปี ซีรีส์ดีมารัว ๆ แล้วจะเริ่มดูเรื่องไหนก่อนดี?
เข้าสู่ช่วงปลายปีทีไร สายดูซีรีส์รู้เลยว่าเป็นฤดูเก็บเกี่ยวงานดีของแท้ เพราะเรื่องเด็ด ๆ มักจะมาเปิดตัวช่วงนี้แบบถี่ยิบ เปิดลิสต์ทีคือมึน เลือกไม่ถูกว่าจะเริ่มจากเรื่องไหนก่อนดี อารมณ์รักพี่เสียดายน้องมาเต็มมาก
แต่พอเวลาชีวิตมีจำกัด ก็ต้องยอมคัด ต้องหาเรื่องที่เพิ่งออน มีตอนน้อย ๆ ก่อน จะได้แบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นได้บ้าง ยิ่งช่วงอารมณ์สวิงง่าย แค่คิดว่าจะดูอะไรดาร์ก ๆ ก็รู้สึกใจจะดิ่ง เลยตัดใจพักซีรีส์ที่รีวิวกันว่ามืดมนสุดทางไว้ก่อน
สุดท้ายเลยหันไปหาแนวโรแมนติกเบาใจ ที่ถึงจะมีปม แต่ไม่ดูดพลังชีวิตเกินไปนัก และคำตอบของสัปดาห์นี้ก็คือ Last Summer ซีรีส์ที่เปิดมาแค่ 2 ตอน ก็ชวนให้นึกถึงตัวเองในวัยเด็กแบบจัง ๆ
Last Summer: หน้าร้อน ความทรงจำ และบ้านที่อยากลืมแต่ใจไม่ให้ลืม
แม้บรรยากาศของเรื่องจะเป็นโทนอบอุ่น ฟีลหน้าร้อน แสงแดดจัดจ้านที่ดูสดใส แต่จริง ๆ แล้วมันซ่อนความหนักทางอารมณ์เอาไว้แบบเนียน ๆ
Last Summer พาคนดูย้อนกลับไปเปิดกล่องความทรงจำวัยเยาว์ของตัวละคร และเผลอ ๆ ก็ลากเอากล่องความทรงจำของคนดูขึ้นมาเปิดเองด้วย โดยเฉพาะความทรงจำที่เราเคย “เก็บแช่แข็ง” ไว้ในที่ลึกที่สุดของหัวใจ
นางเอกของเรื่องก็เป็นแบบนั้น เธอพยายามอย่างหนักที่จะผ่านฤดูร้อนไปให้ได้ โดยไม่ต้องนึกถึงสิ่งที่ถูกเก็บไว้ใน “กล่องแพนโดรา” ของตัวเอง และหนึ่งในวิธีหนีอดีตของเธอก็คือการพยายาม ขายบ้าน ที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่มาถึง 17 ปี บ้านที่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำทุกอณู
แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ความละมุนแบบฟีลกู๊ดไปวัน ๆ เพราะมันยังมีกลิ่นอายของความลึกลับ ความคาใจ และปริศนาในอดีตที่คนดูต้องเก็บเบาะแสไปพร้อมตัวละคร
ฤดูร้อนในเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่แดดแรงและความสดใส แต่ยังมาพร้อมพายุ ความรุนแรง และหายนะที่ฝังบาดแผลลึกไว้ในใจของนางเอก โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อหน้าร้อน เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ยังคงหลอกหลอนเธอไม่รู้จบ และคนที่เกี่ยวข้องกับหายนะครั้งนั้น…ดันกลับมาในวันนี้ พร้อมความลับที่ไม่เคยถูกพูดออกมาเลยสักครั้ง
บ้านแฝดหนึ่งหลัง คนสามคน และฤดูร้อน 21 วันที่เปลี่ยนทุกอย่าง
แกนหลักของเรื่องคือความสัมพันธ์ของหนุ่มสาว 2 คน (หรืออาจจะ 3 คนด้วยซ้ำ) ที่เติบโตมาใต้หลังคาเดียวกัน ในบ้านแฝดหลังหนึ่งที่มีหลังคาเดียว แต่แบ่งผนังคนละฝั่ง ครอบครัวละส่วนตัว
ฝั่งของนางเอก:
มีพ่อ แม่ และตัวเธอที่เป็นลูกแท้ ๆ เพียงคนเดียว
ที่เหลือเป็นเด็กที่พ่อแม่รับมาเลี้ยงเพิ่มอีกหลายคน
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจึงเติบโตมาท่ามกลางพี่น้องนอกไส้ที่เธอไม่ได้เต็มใจนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้
ฝั่งของพระเอก:
เป็นบ้านของพ่อลูกที่อาศัยอยู่ด้วยกันสองคน
มี “ลูกแฝด” สองคน แฝดคนโตอยู่กับพ่อที่เกาหลี
แฝดคนน้องย้ายไปอยู่กับแม่ที่อเมริกา
ทุกปิดเทอมหน้าร้อน แฝดคนน้องจะกลับมาเยี่ยมพ่อที่เกาหลีเป็นเวลา 21 วัน ก่อนบินกลับไป
ทุกหน้าร้อนการกลับมาของเขา ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในใจเธอเสมอจนกลายเป็นฤดูที่ผูกติดกับ “คน ๆ เดิม” แบบไม่มีใครแทนที่ได้
แต่แล้วเมื่อ 2 ปีก่อน เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แตกหัก นางเอกเป็นฝ่ายตัดจบเองแบบเด็ดขาด ประกาศไม่อยากเจอหน้าเขาอีก ส่วนเขาก็เคารพการตัดสินใจ จึงหายไปจากเกาหลีถึง 2 ปีเต็ม
จากคนที่เคยรอหน้าร้อนอย่างใจเต้น กลายเป็นคนที่ เกลียดหน้าร้อนเข้าไส้ ไปโดยสมบูรณ์
สำหรับนางเอก ฤดูร้อน = ฤดูหายนะ
สำหรับพระเอก ฤดูร้อน = ฤดูที่เฝ้ารอวันได้กลับมาแก้ไขเรื่องราวในอดีต
และแล้วหลังจาก 2 ปีแห่งการหนีและการเฝ้ารอ พวกเขาก็ต้องกลับมาเจอกันอีกครั้ง เพราะบ้านหลังเดิมกำลังจะถูกขายทิ้ง
เธอได้รับมอบอำนาจจากพ่อของพระเอกให้จัดการขายบ้านฝั่งของเขาด้วย ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่น จนกระทั่งความจริงเปิดเผยว่า พระเอกเป็นเจ้าของร่วม ของบ้านหลังนี้ และเขาไม่ยอมเซ็นเอกสารให้ขาย
สำหรับเขา นี่คือข้ออ้างในการกลับเข้ามาในชีวิตเธอ
สำหรับเธอ นี่คือการจุดชนวนความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบมาตลอด 2 ปี
หน้าร้อนเมื่อ 2 ปีก่อน: ร่องรอยคนตายและความทรงจำที่ละลายออกจากช่องฟรีซ
จุดที่ดึงให้คนดูติดเรื่องนี้ง่ายมาก คือการที่เรื่องราวถูกปูให้เรารู้ตั้งแต่ต้นว่า “หน้าร้อนเมื่อ 2 ปีก่อน” คือจุดแตกหักสำคัญของทุกอย่าง
เป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ระหว่างพระเอก นางเอก และ (น่าจะ) แฝดอีกคน
มีการพูดถึงอย่างชัดเจนว่า หน้าร้อนนั้นมีคนตาย แต่ยังไม่รู้ว่าใคร
ยิ่งเล่า ยิ่งทำให้นางเอกเกลียดทั้งหน้าร้อน และเกลียดหน้าพระเอกเข้าไปอีก
แม้จะยังไม่เฉลยว่าเหตุการณ์ในวันนั้นรุนแรงแค่ไหน แต่เท่าที่เห็น นางเอกก็ดูเหมือนคนที่ แข็งแรงขึ้นมาก ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำเกี่ยวกับเขาได้อย่างปกติในระดับหนึ่ง
ถ้าไม่ติดว่าฤดูร้อนมันวนกลับมาให้ต้องนึกถึงทุกปี ถ้าไม่มีปีนี้ที่พระเอกกลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง ความทรงจำอาจจะถูกแช่แข็งต่อไปก็ได้
แต่พอเขากลับมา อุณหภูมิของหน้าร้อนและตัวตนของคนคนเดิม ก็เหมือนทำให้ก้อนน้ำแข็งในใจเริ่มละลายทีละนิด ความทรงจำที่เคยล็อกไว้แน่นเริ่มไหลย้อนกลับมาแบบไม่ปรานีคนถือกุญแจหัวใจตัวเองเลย
ปริศนาฝาแฝด: ใครกันแน่ที่หายไป?
หนึ่งในประเด็นที่ชวนขบคิดที่สุดของเรื่องนี้คือ เรื่องของฝาแฝด เพราะตั้งแต่ในเรื่องย่อ ก็ย้ำว่ามีลูกแฝดสองคน แยกกันอยู่คนละทวีป แล้วหน้าร้อนก็คือช่วงเวลา 21 วัน ที่ฝาแฝดคนน้องกลับมาเยี่ยมพ่อและแฝดอีกคนที่เกาหลี
แต่ในเนื้อหาที่เราได้ดูแค่ 2 อีพีแรก กลับแทบ ไม่เห็นวี่แววของแฝดอีกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบันหรือในช่วงแฟลชแบ็กวัยเด็ก
พ่อของฝาแฝดก็แทบไม่พูดถึงลูกอีกคน
ภาพจำในอดีตที่เล่าผ่านสายตานางเอกดูเหมือนจะโยงไปที่คนคนเดียว
จุดที่ชวนระแคะระคายมาก ๆ คือ กล่องความทรงจำ ที่นางเอกยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกลับไปเอาในตอนที่พายุเข้า น้ำท่วมบ้าน
ป้ายชื่อบนกล่องเขียนว่า “แบคโดยอง”
แต่คนที่ยืนอยู่ต่อหน้าปัจจุบันคือ “แบคโดฮา”
เมื่อมองจากแฟลชแบ็กต่าง ๆ:
คนที่เหมือนจะใช้ชีวิตอยู่เกาหลีเป็นหลัก น่าจะคือ “โดยอง” มากกว่า
ในขณะที่ “โดฮา” คือคนที่อยู่ที่อเมริกา และจะกลับมาแค่ช่วงหน้าร้อน 21 วัน
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ชวนตั้งคำถามว่า…
แท้จริงแล้ว เรากำลังดูเรื่องราวของใครกันแน่?
แฝดอีกคนยังมีชีวิตอยู่ไหม?
งานศพที่โผล่มายั่วในหลายฉาก เป็นงานของใคร?
และที่น่าสนใจคือ ในงานศพนั้น นางเอกอยู่ในชุดเจ้าภาพ แปลว่าคนที่จากไป…อาจไม่ใช่คนในบ้านฝั่งพระเอกด้วยซ้ำ
กล่องแพนโดราในรูปแบบของความทรงจำ
เรื่องของพระเอกและนางเอกใน Last Summer ถูกเปรียบเหมือน “กล่องแพนโดรา” ที่ไม่ควรถูกเปิดออกอีก
ตัวพระเอกเองรู้ดีว่าอดีตในหน้าร้อนเมื่อ 2 ปีก่อน ยังคงเป็นแผลสดสำหรับนางเอก แค่เอ่ยถึง เธอก็ยังแสดงแววตาเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจน
แต่แทนที่เขาจะยอมถอยเหมือนที่ผ่านมา เขากลับเลือกทำในสิ่งตรงกันข้าม
ตอนเด็ก ๆ เขามักเป็นฝ่ายยอมเธอตลอด
คราวนี้เขาตัดสินใจว่าจะไม่ยอมแพ้อีกแล้ว
แม้นางเอกจะบอกให้หายไปจากชีวิต เขาก็ยอมรับคำสั่งนั้นได้แค่ 2 ปี
หลังจากนั้น เขากลับมา พร้อมตั้งใจจะ ทวงคืนความทรงจำตลอด 17 ปี ที่เธอพยายามกดลืม
“กล่องที่ไม่ควรเปิด” ในมุมของเรื่องนี้จึงมีสองชั้น
กล่องความทรงจำดี ๆ ของเด็กสามคนในช่วงหน้าร้อน ที่สำหรับนางเอกมันกลายเป็นอดีตที่เจ็บปวดจนไม่อยากมองกลับไป
กล่องที่กักเก็บเรื่องราวเลวร้าย หายนะ และความผิดที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง
การเปิดกล่องหลังนี้ มีความเสี่ยงว่าจะทำให้บาดแผลในใจนางเอกถูกฉีกซ้ำอีกครั้ง พระเอกต้องเตรียมใจรับทั้งการถูกปฏิเสธ ถูกเกลียด ถูกผลักไส ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะหนักกว่าที่เราเห็นในสองอีพีแรกหลายเท่า
แต่เขาก็ดูพร้อมจะเผชิญกับทุกอย่าง ขอแค่ได้จับมือเธอผ่าน “หน้าร้อนที่เคยเจ็บปวด” ไปด้วยกันอีกครั้ง
จากตำนานแพนโดรา สู่คำถามที่ย้อนกลับมาหาคนดู
ตามตำนานเทพปกรณัมกรีก การที่แพนโดราแพ้ความอยากรู้อยากเห็น เปิดโถต้องห้ามออก ทำให้หายนะและความทุกข์หลุดออกมาสู่โลกมนุษย์ แต่สิ่งสุดท้ายที่ยังค้างอยู่ก้นโถคือ “ความหวัง”
เพียงแต่แพนโดราตกใจ รีบปิดโถเสียก่อน ทำให้ความหวังยังถูกขังอยู่ด้านใน
ใน Last Summer การเปิดกล่องแพนโดราของตัวละครก็คล้ายกัน
ถ้ายังปิดไว้ แผลคงถูกเก็บซ่อนไว้ตลอดไป
แต่ความหวังก็จะไม่ถูกปล่อยออกมาด้วย
พระเอกเลือกที่จะทำในสิ่งที่เสี่ยงที่สุด คือ ยอมให้กล่องถูกเปิดออกจนสุด ต่อให้สิ่งที่จะหลั่งไหลออกมาคือความโกรธ เกลียด ชิงชัง หรือการถูกปฏิเสธก็ตาม
เพราะเขาเชื่อว่า เมื่อทุกอย่างถูกเปิดออกอย่างหมดเปลือก วันหนึ่งความหวังจะได้รับอิสระ และทั้งเขาและเธอจะได้เยียวยาตัวเองอย่างแท้จริง
ทำไม Last Summer ถึงดูแล้วแอบจี้ใจมากกว่าที่คิด
เหตุผลที่หยิบ Last Summer มาดู ทั้งที่ตอนแรกแอบลังเลกับอีกเรื่องซึ่งเป็นแนวคอเมดี้ ก็เพราะสองอย่างชัด ๆ เลยคือ
เสน่ห์ของ “อีแจอุค” ในบทพระเอก
บรรยากาศของเรื่องที่เล่นกับ ความทรงจำในอดีต ได้อย่างนุ่มแต่บาดใจ
แม้พล็อตแนว “หน้าร้อน–อดีต–ความลับ–คนที่กลับมา” จะไม่ใช่ของแปลกใหม่ แต่การเล่าของเรื่องนี้ทำให้เราหันกลับมามองตัวเองเหมือนกัน
โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “ทุกคนมีกล่องที่ไม่ควรเปิด”
ลองถามตัวเองดูเล่น ๆ ว่า…
เรามีกล่องแพนโดราของตัวเองอยู่ไหม?
กล่องใบนั้นเก็บชื่อใคร หรือเหตุการณ์ไหนเอาไว้?
เราไม่ยอมเปิดมัน เพราะกลัวจะเจ็บเหมือนเดิม หรือเพราะรู้ดีว่าเรา “ยังไม่พร้อมจะยอมรับว่าตัวเองไม่ลืม” กันแน่?
Last Summer อาจจะเริ่มต้นด้วยบรรยากาศโรแมนติกฟีลกู๊ด แต่ระหว่างทางมันแอบโยนคำถามกลับมาให้คนดูแบบเนียน ๆ ว่า
ถ้าถึงวันหนึ่ง เราต้องเปิดกล่องที่เคยสาบานกับตัวเองว่า “จะไม่แตะมันอีก” จริง ๆ
เราพร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกอย่างที่ทะลักออกมาหรือยัง?

