รับแอปรับแอป

เปิดสมุดบันทึกหนังไทย 2567: ปีที่รายได้ทะลุ 2,400 ล้าน และรางวัลวิจารณ์บันเทิงเปลี่ยนเกม

อนุชา วิริยะ01-31

รางวัลวิจารณ์บันเทิง: โล่ ‘ปลายปากกา’ ที่คุมโทนคุณภาพหนังไทยกว่า 3 ทศวรรษ

หนึ่งในรางวัลที่คนทำหนังไทยให้ความเกรงใจและให้เกียรติมาอย่างยาวนานกว่าสามทศวรรษ ก็คือ รางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม โดยชมรมวิจารณ์บันเทิง (Bangkok Critics Assembly)

รางวัลนี้ไม่ได้ขลังเพราะแค่ชื่อ แต่เกิดจาก วิธีการคัดเลือกที่ยึดภาษาภาพยนตร์มาตรฐานสากล และทีมกรรมการที่ล้วนเป็นคนทำสื่อ นักข่าว นักวิจารณ์จากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ซึ่งร่วมกันสร้างความน่าเชื่อถือให้เวทีนี้มายาวนานกว่า 34 ปี

โล่รางวัลถูกออกแบบเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมปิรามิดตั้งอยู่บนแกนกลมและฐานสี่เหลี่ยม สื่อถึง “ปลายปากกา” ของนักวิจารณ์ ที่จดบันทึก ประเมิน และผลักดันคุณค่าของหนังไทยสู่ประวัติศาสตร์

พิธีมอบรางวัลครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2534 และตั้งแต่นั้นมา เวทีนี้ก็กลายเป็นอีกมิติของการให้เกียรติงาน Art Movie และหนังคุณภาพ ที่อาจไม่ได้กวาดรายได้อันดับหนึ่ง แต่ยืนระยะในแง่ “คุณค่า” ได้อย่างแข็งแรง

2568: ปีที่รางวัลวิจารณ์บันเทิงขยับกติกา เปลี่ยนจากการแข่ง สู่การเฉลิมฉลอง

ปี 2568 ชมรมวิจารณ์บันเทิงร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ THACCA จัดงานประกาศผล “รางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ชมรมวิจารณ์บันเทิง” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2567 (The 33rd Bangkok Critics Assembly Award 2024)

กติกาหลักยังคงเดิม:

  • ภาพยนตร์ขนาดยาว ต้องเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยภายในปีนั้น

  • ภาพยนตร์ขนาดสั้น ต้องมีการจัดฉายในไทยไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม และยาวไม่เกิน 1 ชั่วโมง

  • ผู้สร้างไม่ต้องส่งหนังเข้าประกวด เพราะกรรมการจะตามดูเองตลอดทั้งปี แล้วค่อยคัดสรรเข้ารอบ

เกณฑ์สำคัญที่หนังต้องมี คือ

  • แนวคิดสร้างสรรค์

  • ศิลปะในการเล่าเรื่อง ที่โดดเด่นจนคู่ควรแก่การจารึกเป็น “ภาพยนตร์แห่งปี” ในมิติของ “คุณภาพ” มากกว่าตัวเลข

โล่รางวัลปีนี้ยังคงยืนบนสัญลักษณ์ “ปลายปากกา” เช่นเดิม แต่ถูกปรับดีไซน์ให้เป็นปากกาทั้งแท่งสีดำเรียบหรู พันล้อมด้วยฟิล์มภาพยนตร์ สื่อถึง ปลายปากกาของนักวิจารณ์ที่วางอยู่บนฐานอารยธรรมและศิลปภาพยนตร์ อย่างแท้จริง

ปรับรูปแบบครั้งใหญ่: จากการชิงรางวัลสาขายิบย่อย สู่การยกย่อง “ภาพยนตร์แห่งปี”

การประกาศผล รางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 33 ประจำปี 2567 จัดขึ้นวันที่ 17 กันยายน 2568 ณ โรงแรม Avani Sukhumvit Bangkok ภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์ “ลดการแข่งขัน เพิ่มการเฉลิมฉลอง”

หัวใจของการเปลี่ยนแปลงคือ:

  • ไม่มีการประกาศ “รายชื่อเข้าชิง” แบบเดิม

  • เลิกแยกรางวัลยิบย่อยอย่าง ตัดต่อยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ฯลฯ

  • เปลี่ยนมาเน้นการ ยกย่อง “ภาพยนตร์ไทยแห่งปี” และ “ภาพยนตร์สั้นไทยแห่งปี” ในฐานะ “เรื่องหนึ่ง” ที่รวมเกียรติทั้งหมดของทีมงานไว้ในตัวมันเอง

ชมรมฯ ยังย้ำเจตนารมณ์เนื่องในวาระ 38 ปีของการก่อตั้งชมรม และ 32 ปีของการจัดงานประกาศรางวัล ว่าบทบาทหลักคือ:

  • เชิดชูบุคลากรทุกคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

  • สนับสนุนงานหนังยาว หนังสั้น และคนทำหนังรุ่นใหม่

  • สร้างพื้นที่ให้รางวัล “ภาพยนตร์ไทยแห่งปี”, “ภาพยนตร์สั้นไทยแห่งปี” และ “รางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จ” มีน้ำหนักเชิง “คุณค่า” มากกว่าความเป็นแค่ถ้วย-โล่ที่ขึ้นรับแล้วจบ

ผลลัพธ์ของการปรับกติกา คือ เหลือรางวัลด้านภาพยนตร์หลักเพียง 2 ประเภท:

  • รางวัลภาพยนตร์ไทยแห่งปี จำนวน 5 เรื่อง

  • รางวัลภาพยนตร์สั้นไทยแห่งปี จำนวน 10 เรื่อง

และเพิ่มอีกหนึ่งเกียรติสูงสุดคือ “Grand Jury Prize” สำหรับทั้งหนังยาวและหนังสั้น ซึ่งมอบให้แก่เรื่องที่ได้คะแนนสูงสุดจากคณะกรรมการ

นอกจากนี้ ยังคงรักษา “รางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จ (Lifetime Achievement Award)” เพื่อยกย่องบุคลากรที่สร้างคุณูปการให้วงการหนังไทยตลอดชีวิตการทำงาน

Shortlist แรง ๆ: 15 หนังยาว และ 30 หนังสั้น ที่โดดเด่นประจำปี

15 ผลงาน Shortlist “ภาพยนตร์ไทยแห่งปี 2567”

รายชื่อหนังยาวที่ผ่านเข้ารอบแรก เพื่อคัดเลือกเป็น “ภาพยนตร์ไทยแห่งปี” ประจำปี 2567 ได้แก่

  • CSI กรณีสวรรคต (CSI: Death of King Ananda)

  • คุณชายน์ (The Cliché)

  • คนกราบหมา (Dog God)

  • เชคสเปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must Die)

  • แดนสาป (The Cursed Land)

  • ตาคลี เจเนซิส (Taklee Genesis)

  • ตำรวจแต่ง: กำเนิดผู้พิทักษ์สันติหลุด (Police Modify)

  • ฝนเลือด (Blood Rain)

  • มอร์ริสัน (Morrison)

  • มันดาลา (Rivulet of Universe)

  • วัยหนุ่ม 2544 (In Youth We Trust)

  • วิมานหนาม (The Paradise of Thorns)

  • หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies)

  • อนงค์ (My Boo)

  • อำนาจ ศรัทธา อนาคต (Breaking The Cycle)

30 ผลงาน Shortlist “ภาพยนตร์สั้นไทยแห่งปี 2567”

รายชื่อภาพยนตร์สั้นเรียงตามลำดับตัวอักษร พร้อมชื่อผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้าง ถูกคัดมาจำนวน 30 เรื่อง เพื่อพิจารณาเข้ารอบสุดท้าย “ภาพยนตร์สั้นไทยแห่งปี 2567” ได้แก่ (คงโครงสร้างรายชื่อสำคัญและเครดิตหลัก เช่น):

  • All About Winnie Chou-Chou – กิตติวินท์ หาโกสุม

  • Auganic – กฤษฏิ์ คมกริชวรากูล (กำกับ) / King Louie Palomo

  • Crayon (กลับบ้าน) – อัครวิทย์ มีนาค (กำกับ) / ชลธิชา ทรัพย์ประทุม

  • Dokmai and Papa การผจญภัยของเจ้าหญิง – ก่อเขต จันทร์หม่อน (กำกับ) / วิธวินท์ สุวรรณอัตถ์

  • He – วินธัย สวัสดิ์ธนวณิชย์ (กำกับ) / พิริยยุตม์ ตั้งจิตเมตต์

  • Imago – หฤษฎ์ ศรีขาว (กำกับ) / คมน์ธัช ณ พัทลุง

  • Landscape of Us on Fire – กรภัทร์ จีระดิษฐ์ (กำกับ) / วรัตต์ บุรีภักดี

  • Linn Linn Linn (แม่ลินเป็นร่างทรง) – ลลิตา ทวิสกุลรัตน์ (กำกับ) / ศรุต เตชะสิริไพบูลย์

  • Mekong: Beyond the River – ฐานิยา ไทรคำ

  • The Night Dara Died – อสมาภรณ์ พิริยะโภคานนท์

  • No Exorcism Film – คมน์ธัช ณ พัทลุง (กำกับ) / Danielle Napattaloong, Rare Occupant

  • Series of Actions – ชนสรณ์ ชัยกิตติภรณ์ (กำกับ) / บรรณวิฑิต วิลาวรรณ

  • Sometime Somewhere Someone – ธันยวีร์ ทองดีพันธ์ (กำกับ) / โชติกา ชูสุวรรณ

  • The Spirit Level – ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์

  • Tokyo Inn – ปรียาพัชร์ พรหมสิงห์ (กำกับ) / สุชาญา ดุลยวิทย์, ณัฐณิชา ชนะประโคน

  • ก่อนสลายกลายเป็นไอ (Faded Memories) – ราชพฤกษ์ ติยะจามร (กำกับ) / เอกรัฐ สอนโพธิ์

  • ขอให้เรารักกันโดยสวัสดิภาพ (Our Beloved Journey) – ฐาปณี หลูสุวรรณ (กำกับ) / ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต, ธรรศพลฐ์ เอี่ยมรานนท์

  • คืนข้ามวัน (Happy New Year) – เชวง ไชยวรรณ (กำกับ) / กริ่งกาญจน์ เจริญกุล

  • ชวนอ่านภาพ 6 ตุลา – จุฬญาณนนท์ ศิริผล (กำกับ) / ณัฐพรรณ แย้มเขไข

  • ด้วยรักและอาลัย (Dear You) – เหมือนดาว กมลธรรม (กำกับ) / กตพร แซ่เอียบ, อชิรญา กงมนต์

  • ที่อื่น (Liquid Concrete) – ธนธรณ์ พันธ์ศรีเพ็ชร (กำกับ) / ธนวรรณ สุขสมวุฒิ

  • นางเงือกจำแลง (Mermaid Mimicry) – ชิตพล แพงเวียงจันทร์ (กำกับ) / นภัทร ธนะโรจชูเดช, ธารธรรม ฉันทอุไร

  • เปลวไฟเมือง (Urban Flames) – อฏวี โฆษิตปฏิพัทธ์ (กำกับ) / อรวี ชัยรุ่งเรือง

  • ผื่นกุหลาบ (Rose Rash) – ธนัตถ์ รุจิตานนท์ (กำกับ) / Graphy Animation

  • ผู้หญิงที่ยังอยู่ (Dust Beneath the Sun) – ชัยพล ก่อเกียรติขจร (กำกับ) / สุธาสินี ราชทอง

  • ภาพยนตร์สร้างใหม่ ลำดับที่ ๖๑ / กรุงเทพฯ (Reconstruction #61 / Bangkok) – สมาคมคริส มาร์เกอร์ แห่งประเทศไทย

  • ไม่มีน้ำตาสำหรับคนยโส (We Do Not Believe in Tears) – กัลปพฤกษ์ ติยะจามร

  • ร่างกายอยากปะทะ เพราะรักมันปะทุ (The Body Craves Impact as Love Bursts) – วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย (กำกับ) / กัณหรัตน์ เลี่ยมทอง

  • เล่นน้ำเขื่อนกับเพื่อนของฉัน (Normal Day) – สุทัศน์ พานิช

  • สะ-บั้น-ปลาย (The Last Supper of the Three Wise Men) – จิตรภาณุ กสิฤกษ์ (กำกับ) / ศุภัชฌา เครือสุคนธ์

ผลรางวัลใหญ่ปี 2567: ใครได้อะไรบ้าง?

เมื่อถึงวันจริง 17 กันยายน 2568 ชมรมวิจารณ์บันเทิงประกาศผลรางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมครั้งที่ 33 โดยแบ่งรางวัลด้านภาพยนตร์ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก:

  • รางวัลภาพยนตร์ไทยแห่งปี 2567 จำนวน 5 เรื่อง

  • รางวัลภาพยนตร์สั้นไทยแห่งปี 2567 จำนวน 10 เรื่อง

1. รางวัลภาพยนตร์ไทยแห่งปี 2567 (5 เรื่อง)

  • ตาคลี เจเนซิส – บริษัท เนรมิตรหนัง ฟิลม์ จำกัด

  • วิมานหนาม – บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด ร่วมกับ ใจ สตูดิโอ

  • เชคสเปียร์ต้องตาย – มูลนิธิ ซิเนมา โอเอซิส

  • อำนาจ ศรัทธา อนาคต – Common Sense ร่วมกับ บริษัท ป๊อป พิคเจอร์ จำกัด

  • หลานม่า – บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด

2. รางวัลภาพยนตร์สั้นไทยแห่งปี 2567 (10 เรื่อง)

  • Dokmai and Papa การผจญภัยของเจ้าหญิง – ก่อเขต จันทร์หมอน (กำกับ) / วิธวินท สุวรรณอัตถ์

  • He – วินธัย สวัสดิ์ธนวณิชย์ (กำกับ) / พิริยยุตม์ ตั้งจิตเมตตา

  • Imago – หฤษฎ ศรีขาว (กำกับ) / คมนธัช ณ พัทลุง

  • Series of Actions – ชนสรณ ชัยกิตติภรณ์ (กำกับ) / บรรณวิฑิต วิลาวรรณ

  • The Spirit Level – ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ (กำกับ)

  • ชวนอ่านภาพ 6 ตุลา – จุฬญาณนนท์ ศิริผล (กำกับ) / ณัฐพรรณ แยมเขไข

  • ที่อื่น (Liquid Concrete) – ธนธรณ พันธศรีเพ็ชร (กำกับ) / ธนวรรณ สุขสมวุฒิ

  • เปลวไฟเมือง (Urban Flames) – อฏวี โฆษิตปฏิพัทธ์ (กำกับ) / อรวี ชัยรุงเรือง

  • ภาพยนตร์สร้างใหม่ ลำดับที่ ๖๑ / กรุงเทพฯ (Reconstruction #61 / Bangkok) – สมาคมคริส มาร์เกอร์ แห่งประเทศไทย

  • ร่างกายอยากปะทะ เพราะรักมันปะทุ (The Body Craves Impact as Love Bursts) – วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย (กำกับ) / กัณหรัตน เลี่ยมทอง

3. Grand Jury Prize – ภาพยนตร์ไทยแห่งปี

รางวัลเกียรติยศจากคณะกรรมการ (Grand Jury Prize) สำหรับภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมปีนี้ตกเป็นของ

  • “หลานม่า” (How to Make Millions Before Grandma Dies) – บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด

โดย “หลานม่า” คว้าไปถึง 2 รางวัลใหญ่ คือ

  • รางวัลภาพยนตร์ไทยแห่งปี 2567

  • รางวัล Grand Jury Prize

พร้อมยืนยันพลังของทีมเบื้องหลังและเบื้องหน้าอย่าง Producer จิระ มะลิกุล, วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ ผู้กำกับ พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ และนักแสดงนำ พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล, อุษา เสมคำ เป็นต้น

4. Grand Jury Prize – ภาพยนตร์สั้นไทยแห่งปี

สำหรับฝั่งหนังสั้น รางวัล Grand Jury Prize ภาพยนตร์สั้นไทยแห่งปี 2567 เป็นของ

  • “The Spirit Level” – กำกับโดย ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์

5. รางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จ (Lifetime Achievement Award)

ปีนี้คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ ยกย่องให้ “ปัญญา นิ่มเจริญพงษ์” ผู้กำกับภาพระดับตำนานของวงการหนังไทย รับรางวัล “เกียรติคุณแห่งความสำเร็จ”

รางวัลนี้ไม่ได้มอบแค่ความทรงจำ แต่มอบให้แก่คนที่สร้างมาตรฐานงานภาพยนตร์ไทยในหลายยุค และเป็นแรงบันดาลใจให้คนทำหนังรุ่นหลังอย่างต่อเนื่อง

นอกจากรางวัล: ฉายหนังฟรี เสวนา และนิทรรศการ “หนังไทย 2567 หมายเหตุในการเปลี่ยนแปลง”

ชมรมวิจารณ์บันเทิงไม่ได้หยุดแค่การมอบโล่บนเวที แต่ยังสร้าง “พื้นที่การเรียนรู้” คู่ไปกับงานประกาศผลทุกปี

ปีนี้จึงมี 3 กิจกรรมสำคัญ:

  1. ฉายหนังรางวัลภาพยนตร์ไทยแห่งปี 2567 ทั้ง 5 เรื่องให้ดูฟรี ระหว่างวันที่ 13–17 กันยายน 2568 ที่โรงภาพยนตร์ Century The Movie Plaza สาขาสุขุมวิท

  2. หลังหนังแต่ละรอบจะมีวงเสวนา “Talk With Director” กับผู้กำกับหรือทีมผู้สร้าง พูดคุยเบื้องหลังการทำงาน และประเด็นเชิงเนื้อหาภายใต้คอนเซ็ปต์ “การเปลี่ยนแปลง” เชื่อมโยงกับทั้งโฉมใหม่ของรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง และทิศทางในอนาคตของวงการหนังไทย

  3. ในพื้นที่ล็อบบี้ชั้น 4 ก่อนขึ้นโรงภาพยนตร์ชั้น 5 มีนิทรรศการ “หนังไทย 2567 หมายเหตุในการเปลี่ยนแปลง” จัดแสดงตลอด 5 วัน

นิทรรศการนี้เปรียบเสมือน บันทึกประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ของหนังไทยปี 2567 ที่อัดแน่นด้วย:

  • ข้อมูลภาพรวมของหนังไทยทั้งในเชิงศิลปะและตลาด

  • การเปลี่ยนผ่านในบริบทสังคม เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมบันเทิง

  • บทสัมภาษณ์เชิงลึกและการประกาศเกียรติคุณต่อ ปัญญา นิ่มเจริญพงษ์

ทั้งหมดจึงไม่ใช่แค่งานโชว์ผลงาน แต่กลายเป็น ฐานข้อมูลสำคัญให้การเรียนการสอนภาพยนตร์ และการสืบค้นประวัติศาสตร์หนังไทยในอนาคต

ปัญญา นิ่มเจริญพงษ์: ตากล้องที่ไม่เคยหยุดวิ่ง แม้อายุเลยเลข 70

จากช่างภาพนิตยสาร สู่ตำนานผู้กำกับภาพ

ปัญญา นิ่มเจริญพงษ์ เกิดที่ย่านคลองชักพระ ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เมื่อ 6 กรกฎาคม 2489 ด้วยความหลงใหลในการถ่ายภาพ เขาเรียนรู้จากตำราด้วยตัวเอง ก่อนเลือกเรียนต่อด้านช่างภาพที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ แม้ครอบครัวไม่เชื่อว่าการถ่ายภาพจะกลายเป็นอาชีพมั่นคงได้ก็ตาม

สุดท้าย เมื่อถึงเวลาต้องเลือก ระหว่างเรียนให้จบกับเดินหน้าทำงานที่รัก เขาเลือกอย่างหลัง เริ่มต้นจากช่างภาพนิตยสาร “โลกดารา” ก่อนถูกชักชวนเข้าสู่วงการหนังโดย โชน บุนนาค ผู้กำกับภาพระดับแถวหน้า

เขาเริ่มจากการถ่ายภาพนิ่งให้หนังเรื่อง “ขุนศึก” (2519) ของสักกะ จารุจินดา ทำงานเคียงข้าง เปี๊ยก โปสเตอร์ ในหลายโปรเจกต์ กระทั่งได้โอกาสจับกล้องถ่ายภาพยนตร์เต็มตัวในเรื่อง “แข่งรถแข่งรัก” (2523) ตามด้วย “รักพยาบาท” (2524) และไม่เคยถอยหลังอีกเลย

สิ่งที่เขาได้รับจาก วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพพานิชยการ โดยเฉพาะการเรียนกับ อาจารย์พูน เกษจำรัส กลายเป็นรากฐานสำคัญด้านการจัดองค์ประกอบภาพในงานภาพยนตร์ ขณะเดียวกัน เขายังซึมซับวิธีคิดจากสองผู้กำกับภาพรุ่นใหญ่ อย่าง โชน บุนนาค และ พูนสวัสดิ์ ธีมากร ซึ่งเรียนมาจากญี่ปุ่น และร่วมงานกันในหนังอย่าง “เพชรตัดเพชร” (2527)

ทำไมคนในวงการถึงเรียกเขาว่า “ตากล้องระดับเทพ”

กว่าครึ่งชีวิตในกองถ่ายของปัญญา ทำให้เขากำกับภาพให้ผู้กำกับทั้งรุ่นใหญ่และคลื่นลูกใหม่มากมาย ตั้งแต่

  • แจ๊สสยาม – “รักพยาบาท”, “กตัญญูประกาศิต”, “กัลปังหา”

  • รุจน์ รณภพ – “เมียแต่ง”, “ไฟเสนหา”, “พรุ่งนี้ฉันจะรักคุณ”, “หลงไฟ”

  • สักกะ จารุจินดา – “เพชรตัดเพชร”, “แก้วกลางดง”

  • เปี๊ยก โปสเตอร์ – “วัยระเริง”, “กลิ่นสีและกาวแป้ง”, “บินแหลก”

  • ยุทธนา มุกดาสนิท – “ผีเสื้อและดอกไม้”, “หลังคาแดง”

  • อังเคิล–อดิเรก วัฏลีลา – “ปลื้ม”, “ฉลุย”, “วาไรตี้ผีฉลุย”

  • ปื๊ด–ธนิตย์ จิตนุกูล – “ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย”, “สยึ๋มกึ๋ย”

  • พชร์ อานนท์ – “สติแตกสุดขั้วโลก”, “18 ฝน คนอันตราย”, “หอแต๋วแตก” ฯลฯ

เขามีหลักการทำงานง่าย ๆ แต่ทรงพลัง:

  • “ผู้กำกับอยากได้อะไร เราให้เขาเต็ม ๆ”

  • “ผู้กำกับทุกคนที่ร่วมงานด้วย สอนผมได้หมด ผมหาความรู้จากทุกคน”

ผลลัพธ์จากความทุ่มเท คือเกียรติยศมากมาย เช่น

  • รางวัลตุ๊กตาทอง 4 ครั้ง จาก “กตัญญูประกาศิต” (2526), “เพชรตัดเพชร” (2527 – ร่วมกับ พจน์ พจนา และ อรัญ สวนสโมสร), “ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท” (2529) และ “ฉลุย โครงการ 2” (2533)

  • รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง 2 ครั้ง จาก “ฉลุย โครงการ 2” (2533) และ “คู่แท้ 2 โลก” (2537)

เขาคือหนึ่งในคนที่ช่วยปักหมุดมาตรฐานงานกำกับภาพในหนังไทย และผลักดันให้ทีมตากล้องรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าลอง และกล้าทำ

ฟิล์มไม่เคยหมดม้วน: จากยุคฟิล์มถึง Steadicam

แม้อายุผ่านเลข 70 ไปหลายปี ปัญญายังรับหน้าที่กำกับภาพและควบคุมกล้อง โดยเฉพาะงาน Steadicam ที่ต้องอาศัยความแข็งแรงและความนิ่งสูงมาก

เขาเคยตอบคำถามว่า ทำไมยังไม่หยุดทำงานแม้ภาระทางร่างกายจะหนัก:

“แม้โอกาสทำงานจะน้อยลง แต่เมื่อมีความสามารถทำได้ก็อยากใช้มัน ได้ทำงานได้เงินตามวิชาชีพ ผมไม่คิดจะเลิกหรอก ยังไม่ตายก็ยังไม่หยุด”

คำตอบสั้น ๆ แต่มองเห็นทั้งวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของคนทำหนังเต็มตัว

ฟิล์มชีวิตปัญญา: ลายแทงผลงานกำกับภาพกว่า 40 ปี

รายการผลงานกำกับภาพของปัญญาระหว่างปี 2523–2567 คือประวัติศาสตร์หนังไทยฉบับย่อที่เดินได้ ตัวอย่างเช่น

  • 2523 – แข่งรถแข่งรัก

  • 2524 – รักพยาบาท

  • 2526 – กตัญญูประกาศิต

  • 2527 – วัยระเริง, เพชรตัดเพชร

  • 2528 – นวลฉวี, กัลปังหา, ผีเสื้อและดอกไม้, ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย, แก้วกลางดง

  • 2529 – ลูกสาวเถ้าแก่เฮง, เมียแต่ง, น้ำเซาะทราย, ปลื้ม, ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท

  • 2530–2534 – ปีกมาร, หลังคาแดง, ดีแตก, เหยื่อ, กลิ่นสีและกาวแป้ง, ฉลุย, แรงเทียน, รักแรกอุ้ม, ฉลุย โครงการ 2, ปุกปุย, หลงไฟ, สยึ๋มกึ๋ย, โฮ่ง

  • 2535–2538 – สะแด่วแห้ว, คู่แท้ 2 โลก, แบบว่าโลกนี้…มีน้ำเต้าหู้และครูระเบียบ, สติแตกสุดขั้วโลก, บินแหลก, ฉลุยหิน คนไข่สุดขอบโลก, รักแท้บทที่ 1

  • 2540–2549 – คนป่วนสายฟ้า, 18 ฝน คนอันตราย, อุแว้สวรรค์ มหัศจรรย์ข้ามโลก, Go-Six โกหก ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล, ตำนานกระสือ, ปล้นนะยะ, ไฉไล, โกยเถอะโยม

  • 2550–2564 – หอแต๋วแตก, ตั๊ดสู้ฟุต, เหยิน เป๋ เหล่ เซมากูเตะ, หัวหลุดแฟมิลี่, หอแต๋วแตกแหกกระเจิง, กระดึ๊บ, ตายโหง (ตอนของ พชร์ อานนท์), รักเว้ยเฮ้ย, รัก 555 อย่าทำก๋อย, หอแต๋วแตก แหกมว๊ากมว๊ากกก, หอแต๋วแตก แหกนะคะ, หลวงพี่แจ๊ส 4G, หลวงพี่แจ๊ส 5G, สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์, หลวงตามหาเฮง, พจมาน สว่างคาตา, หอแต๋วแตก แหกโควิด ปังปุริเย่

  • 2567 – หอแต๋วแตก แหกสัปะหยด

ด้านผลงานกำกับภาพยนตร์เอง เขายังเคยนั่งเก้าอี้ผู้กำกับในเรื่องอย่าง

  • ถามหัวใจคุณก็ได้ (2530)

  • ห้าวเล็กๆ (2532)

  • ม่อก 2 ต้องได้สาม (2534)

  • อุแว้สวรรค์ มหัศจรรย์ข้ามโลก (2540)

เมื่อวงการรวมตัวเพื่อ “ยกย่องตากล้อง” มากกว่าถ่ายรูปคู่โล่

ภาพยนตร์ประกาศเกียรติคุณ “ปัญญา นิ่มเจริญพงษ์”

เพื่อให้รางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จมีชีวิตมากกว่าการอ่านชื่อบนเวที ชมรมวิจารณ์บันเทิงจึงสร้าง “ภาพยนตร์ประกาศเกียรติคุณ ปัญญา นิ่มเจริญพงษ์” โดยมี

  • ธีระวัฒน์ รุจินธรรม – กำกับภาพยนตร์

  • สนับสนุนโดย RED Snapper

หนังสั้นนี้ถูกตัดในหลายเวอร์ชัน:

  • เวอร์ชันแรกยาว 22 นาที

  • เวอร์ชันฉายในงานยาว 8 นาที

  • จากฟุตเทจ สามารถต่อยอดให้ยาวถึงราว 30 นาทีได้สบาย

ทีมผู้สร้างตั้งใจใช้หนังเรื่องนี้เป็น “สื่อส่งต่ออุดมการณ์” ผ่านบทสัมภาษณ์ของคนทำงานหนังหลายรุ่น ให้คนรุ่นใหม่เห็นทั้งเบื้องหลัง การต่อสู้ และวิธีคิดของผู้กำกับภาพที่ยืนระยะในวงการมาอย่างยาวนาน

แต่เพราะข้อจำกัดด้านเวลาในงาน ทำให้หลายช่วงเวลาสำคัญต้องถูกตัดทิ้งไป คล้ายภาพยนตร์ที่ต้องตัด “หัวใจบางส่วน” เพื่อให้ตรงตามความยาวที่กำหนด ทั้งที่จริงแล้ว สาระเหล่านี้มีคุณค่าต่อการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก

ตรงนี้เองที่ผู้เขียนบทความชี้ให้เห็นว่า หากงานรัฐและการออกแบบ Soft Power ของไทย หันมา “ออกแบบระบบนิเวศ” ร่วมกัน ให้ความสำคัญกับ “วิธี” มากกว่า “พิธี” การลงทุนลงแรงจะคุ้มค่าและส่งผลในระยะยาวมากกว่าแค่ภาพจำคืนเดียวบนเวที

หนังไทย 2567: ปีประวัติศาสตร์รายได้ทะลุ 2,400 ล้าน และแชร์ตลาดแซงฮอลลีวูด

ปี 2567 เป็นปีที่ตัวเลขพูดแทนทุกอย่าง:

  • รายได้รวมหนังไทยในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศกว่า 2,400 ล้านบาท

  • กระโดดจากประมาณ 400 ล้านบาทในปี 2565

  • เพิ่มจากราว 1,800 ล้านบาทในปี 2566

  • เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เก็บสถิติ ที่หนังไทย ครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศชนะหนังฮอลลีวูด ด้วยสัดส่วนประมาณ 54 : 38

กลุ่มหนังรายได้เกิน 100 ล้านบาท

รายชื่อหนังไทยที่รายได้ในประเทศทะลุ 100 ล้านบาท ประจำปี 2567 ได้แก่

  1. “ธี่หยด 2” – 815 ล้านบาท

  2. “หลานม่า” – 339 ล้านบาท

  3. “พี่นาค 4” – 178 ล้านบาท

  4. “วิมานหนาม” – 150 ล้านบาท

  5. “อนงค์” – 150 ล้านบาท

  6. “หอแต๋วแตก แหกสัปะหยด” – 150 ล้านบาท

  7. “เทอม 3” – 122 ล้านบาท

  8. “วัยหนุ่ม 2544” – 122 ล้านบาท

ในตลาดต่างประเทศ ปี 2567 ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน:

  • “หลานม่า” กลายเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ทำรายได้ต่างประเทศเกิน 2,000 ล้านบาท

  • มีเคสเหนือความคาดหมายอย่าง “404 สุขีนิรันดร์…Run Run” ที่ทำเงินในไทยไม่สูงมาก แต่กลับกลายเป็น หนังไทยรายได้สูงสุดในเวียดนาม ประมาณ 135 ล้านบาท

ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนว่า การฉายในโรงภาพยนตร์ยังคงมีความสำคัญ แม้แพลตฟอร์ม streaming จะเติบโตต่อเนื่องหลังยุคโควิดก็ตาม

ผลผลิตทั้งปี: 59 เรื่องในโรง + 8 เรื่องบนสตรีม

จากการรวบรวมของชมรมวิจารณ์บันเทิง ปี 2567 มีหนังไทยความยาวเกิน 60 นาที

  • ฉายในโรงภาพยนตร์ 59 เรื่อง

  • ฉายในระบบสตรีมมิ่งอีก 8 เรื่อง

ประมาณ หนึ่งในสาม (ราว 20 เรื่อง) เป็นหนังกลุ่ม สยองขวัญ ทั้งสายหลอนแท้ ๆ หรือผสมตลก/แอ็คชั่น

ฮีโร่สายหลอนและสายบู๊: จาก “ธี่หยด 2” ถึงแอ็คชั่นยุคใหม่

หนังทำเงินเกิน 100 ล้านบาท มีถึง 5 เรื่องที่อยู่ในกลุ่มสยองขวัญหรือสยองขวัญผสม ได้แก่

  • “หอแต๋วแตก แหกสัปะหยด”

  • “พี่นาค 4”

  • “เทอม 3”

  • “ธี่หยด 2”

  • “อนงค์”

“ธี่หยด 2” โดดเด่นในแง่การผสมผสานสยองขวัญกับ แอ็คชั่นแบบชนกับผีเต็มตัว และถือเป็นอีกหมุดหมายในสายต่อจากหนังอย่าง

  • “องค์บาก” (2546) ในยุค Martial Arts หนังไทยที่เคยโดดเด่นระดับโลก

  • ซีรีส์ “ขุนพันธ์” ของก้องเกียรติ โขมศิริ ที่ผสานแอ็คชั่นอาวุธปืนกับไสยเวท

  • “ช.พ. ๑ สมรภูมิคืนชีพ” ที่เอา “ยุวชนทหาร 2484” มาปะทะซอมบี้ทหารญี่ปุ่น

ในปี 2567 ก้องเกียรติยังส่ง “Bangkok Breaking ฝ่านรก เมืองเทวดา” เล่าเรื่องการช่วยเด็กสาวจากเครือข่ายอาชญากรรมในกรุงเทพ และมี “The Package พัสดุฝ่าแดนมรณะ” ของฉัตรชัย หงษ์ศิริกุล ที่พูดถึงไรเดอร์ส่งของในโลกที่เต็มไปด้วยคนกลายพันธุ์

แอ็คชั่นยุคนี้จึงไม่ได้ยึดกับนักแสดงบู๊สายศิลปะการต่อสู้เพียงอย่างเดียว แต่เน้น

  • การผูกเรื่องให้เข้มข้น

  • ฉากหลังที่ชัดเจน

  • การแสดงที่สมจริง

และส่วนใหญ่เผยแพร่ผ่านสตรีมมิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

GDH, เนรมิตรหนัง และผู้เล่นใหม่: ใครขับเคลื่อนหน้าใหม่ของหนังไทย?

ในสายดราม่า ปี 2567 มีสองเรื่องของ GDH ที่ขึ้นแท่นเป็นตัวแทนทั้งในด้านรายได้ และคุณภาพองค์รวม คือ

  • “หลานม่า”

  • “วิมานหนาม”

เมื่อมองย้อนไปถึงยุค GTH จะเห็นว่า GDH ปักธงชัดมากใน

  • หนังสยองขวัญ

  • หนังดราม่า–Feel good ครอบครัวและความสัมพันธ์เชิงปัจเจก

หากมองเรื่องแนวใกล้เคียง ยังมี “เธอฟอร์แคช สินเชื่อ…รักแลกเงิน” ของ GMMTV ที่ดัดแปลงจากหนังเกาหลี “Man in Love” ว่าด้วยความรักระหว่างนักทวงหนี้กับลูกหนี้สาวที่ต้องรับภาระแทนครอบครัว

ด้าน เนรมิตรหนัง ฟิล์ม ถือเป็นบริษัทใหม่ที่โดดเด่นในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2567 ที่มีถึง 4 เรื่องต่างสไตล์กันชัดเจน เช่น

  • “แดนสาป” – สยองขวัญเชิงสังคม โดย ภานุ อารี ว่าด้วยครอบครัวชาวพุทธที่ย้ายเข้าไปอยู่ในชุมชนมุสลิม

  • “วัยหนุ่ม 2544” – ดราม่า–แอ็คชั่นต่อยอดจากจักรวาล “4 Kings” ของ พุฒิพงษ์ นาคทอง ที่หันโฟกัสจากนักเรียนอาชีวะมาสู่นักโทษหนุ่มในเรือนจำ

  • “มอร์ริสัน” – ของ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง เล่าเรื่องซ้อนเวลาระหว่างอดีต–ปัจจุบัน พาไปไกลถึงยุคสงครามเวียดนาม

  • “ตาคลี เจเนซิส” – ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผสมผสาน แอ็คชั่น/ดราม่า/ผจญภัย/ไซไฟ–แฟนตาซี พร้อมสอดแทรกบริบทการเมืองร่วมสมัย

อีกฝั่งหนึ่ง มูลนิธิ ซิเนม่า โอเอซิส กลายเป็นผู้เล่นใหม่ที่เสียงดังในปี 2567 จากการนำผลงานของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ กลับมาให้คนดูได้เข้าถึง ทั้งงานใหม่และงานที่เคยถูกห้ามฉาย ได้แก่

  • “CSI: กรณีสวรรคต” – สารคดีสืบสวนเชิงประวัติศาสตร์

  • “คนกราบหมา” – ตลกร้ายเชิงทดลอง ว่าด้วยลัทธิและความงมงาย

  • “เชคสเปียร์ต้องตาย” – ดัดแปลงบทละคร “Macbeth” เป็นหนังซ้อนละครเวทีสะท้อนความคลั่งอำนาจ

หนังทั้ง 3 เรื่องกลายเป็น “หมายเหตุการเปลี่ยนแปลง” ทั้งในแง่ระบบเซ็นเซอร์ และการเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่างในสังคมไทย

สารคดี, หนังทดลอง และข้อจำกัดเรื่อง “พื้นที่ฉาย”

ทางฝั่งสารคดี ปี 2567 ยังมีงานที่หลากหลายทั้งเนื้อหาและมุมมอง เช่น

  • “CSI กรณีสวรรคต”

  • “รอวัน” – เรื่องครอบครัวผู้อพยพชาวซูดานลี้ภัยในไทย

  • “อำนาจ ศรัทธา อนาคต” – ติดตามชีวิตนักการเมืองและพรรคอนาคตใหม่ช่วงเลือกตั้ง

  • “5th Round สังเวียนมวยรอง” – ตามติดชีวิตนักมวย 4 รุ่น ทั้งในและนอกสังเวียน

รวมถึงงานนอกกระแสเชิงทดลองอย่าง

  • “ฝนเลือด”

  • “มันดาลา”

ปัญหาสำคัญของหนังเหล่านี้ไม่ใช่คุณภาพ แต่คือ การเข้าถึง เพราะพื้นที่ฉายยังจำกัด แม้จะมีโรงหนังทางเลือกอย่าง House Cinema, Documentary Club และ Cinema Oasis เกิดขึ้นแล้วก็ตาม

หนังตลกไทย: ยังเสียงดัง และยังไม่ยอมตกขอบ

ในแง่ปริมาณ หนังตลกยังคงมีสัดส่วนใกล้เคียงกับหนังสยองขวัญ รวมถึงสายผสมสยอง–ตลกด้วย โดยมีงานที่น่าสนใจ อาทิ

  • “คุณชายน์” – ดัดแปลงจากละครเวที “ชายกลาง เดอะมิวสิคัล” เปลี่ยนการเล่าเรื่องให้เข้ากับรูปแบบละครโทรทัศน์ได้อย่างแนบเนียน

  • “มานะ แมน” – ตลกปนเจ็บ ว่าด้วยหนุ่มที่ต้องผจญอุปสรรคชีวิตไม่หยุดพัก

  • “ตำรวจแต่ง: กำเนิดผู้พิทักษ์สันติหลุด” – ตลกพื้นบ้านสายอีสาน

  • “ผู้บ่าวนิกะห์” – จับวิถีชาวมุสลิมมาเล่าในโทนเบาสบาย

  • “องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” – งานแอนิเมชันเรื่องเดียวของปีที่โดดเด่นในฝั่งครอบครัว

ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า คนไทยยังต้องการเสียงหัวเราะในโรงหนัง และหนังตลกยังเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่คอยพาคนกลับเข้าโรงในแต่ละปี

เบื้องหลังงานประกาศรางวัล: จังหวะดนตรี อาหารเย็น และเรื่องเล่าที่ไม่ได้อยู่บนเวที

การออกแบบงานประกาศ รางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ครั้งนี้ วางโจทย์ไว้ชัดว่า “ต้องสนุก” พอ ๆ กับการให้เกียรติรางวัล

  • ประตูงานเริ่มเปิดช่วง 18.00 น. มีวงดนตรีเต็มวงบรรเลงเพลงไทย–สากลยุค 60–90 ต่อเนื่องให้ฟังระหว่างแขกทยอยเข้างานและรับประทานอาหารเย็น

  • หลังจากนั้นเวทีถูกปล่อยโล่งให้ผู้ร่วมงานได้เดินทักทาย ทำความรู้จัก แลกนามบัตร และคุยกันอย่างไม่เป็นทางการอีกพักใหญ่

  • ช่วงสองทุ่มกว่า เริ่มมอบ รางวัลภาพยนตร์สั้นไทยแห่งปี 10 เรื่อง ขณะที่ด้านหน้าโถงยังคึกคักไปด้วยกองทัพนักข่าวที่ผลัดกันสัมภาษณ์–ถ่ายภาพทีมผู้สร้าง รัฐ เอกชน และคนในวงการ

  • จุดสังเกตหนึ่งที่น่าพูดถึงคือ แทบไม่มีดารานักแสดงจากหนังเรื่องต่าง ๆ มาปรากฏตัว ทำให้งานครั้งนี้กลายเป็น “งานรวมญาติของคนทำหนังตัวจริง” อย่างชัดเจน

  • หลังเบรก มีดนตรีอีกครึ่งชั่วโมง ก่อนฉายวิดีโอ “The Memoriam ตราไว้ในใจจำ” รำลึกถึงศิลปินผู้ล่วงลับ แล้วเข้าสู่ช่วงมอบ รางวัลภาพยนตร์ไทยแห่งปี 5 เรื่อง

  • ต่อด้วยการฉาย ภาพยนตร์พิเศษยกย่องปัญญา นิ่มเจริญพงษ์ และปิดท้ายด้วยประกาศผล Grand Jury Prize ทั้ง 2 ประเภท

พิธีการทั้งหมดจบลงราว สี่ทุ่มครึ่ง ทิ้งบรรยากาศหลังงานที่เต็มไปด้วยความภูมิใจมากกว่าความตึงเครียดจากการ “ลุ้นว่าใครจะชนะ”

บทสรุป: ปีที่หนังไทยขายตั๋วได้จริง แต่คำถามใหญ่ยังรอคำตอบในปีหน้า

เมื่อลองดูทั้งภาพรายได้ รางวัล และเนื้อหาที่หลากหลายของปี 2567 จะเห็นภาพใหญ่ที่น่าสนใจดังนี้

  • หนังไทยทำรายได้ในประเทศทะลุ 2,400 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศชนะฮอลลีวูดเป็นครั้งแรก

  • มีความหลากหลายในแนวหนัง ตั้งแต่สยองขวัญ แอ็คชั่น ดราม่า ตลก สารคดี ไปจนถึงหนังทดลอง

  • หนังสั้นและหนังสารคดีกลายเป็นอีกฐานสำคัญของการทดลองรูปแบบการเล่าเรื่องและมุมมองใหม่ ๆ

  • ผู้เล่นใหม่อย่าง เนรมิตรหนัง ฟิล์ม และ มูลนิธิ ซิเนม่า โอเอซิส เติมมิติให้วงการทั้งในฝั่งตลาดและฝั่งเสรีภาพการแสดงออก

  • ชมรมวิจารณ์บันเทิงเองก็ ปรับโฉมรางวัล จากการเน้นแข่งกันในสาขาย่อย เป็นการยกย่องหนังทั้งเรื่อง คนทั้งทีม และคนทั้งรุ่น

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีคำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน:

  • เมื่อเทคโนโลยีทำให้ “การผลิต” หนังง่ายขึ้น โอกาสในการ “เผยแพร่” และ “ถูกพบเห็น” เพิ่มขึ้นตามหรือไม่?

  • พื้นที่ฉาย และระบบสนับสนุนของรัฐในนาม Soft Power ถูกออกแบบให้ เห็นหัวคนทำหนังนอกกระแส หนังสั้น และสารคดี มากพอหรือยัง?

บทสรุปของปี 2567 จึงอาจพูดได้ว่า

นี่คือปีแห่งความสำเร็จทางรายได้ และความหลากหลายในระดับหนึ่งของหนังไทย แต่ยังเป็นเพียง “จุดเริ่มของคำถามใหม่” ว่าเราจะออกแบบระบบนิเวศหนังไทยให้ยั่งยืนอย่างไรในปี 2568 และต่อจากนั้น

ในโลกที่ฟิล์มดิจิทัลไม่มีวันหมดม้วน สิ่งที่สำคัญกว่ากล้อง คือ คนที่ยังอยากเล่าเรื่อง และระบบที่ทำให้เรื่องเล่าของพวกเขาไปถึงสายตาผู้ชมได้จริง.