รับแอปรับแอป

The Electric State บน Netflix: เมื่อหุ่นยนต์อยากมีวิญญาณ แต่บทหนังยังไม่สุด

อรรถพล วงศ์เจริญ02-01

โลกดิสโทเปียที่เกือบไปได้ไกลกว่านี้

The Electric State บน Netflix คือโปรเจกต์ไซไฟดิสโทเปียจากพี่น้องรุสโซ่ที่หลายคนรอ เพราะไอเดียตั้งต้นดูโคตรน่าสนใจ: โลกที่เพิ่งผ่านสงครามมนุษย์ vs หุ่นยนต์, เทคโนโลยีที่อัปโหลดจิตมนุษย์เข้าโดรนได้, และคำถามใหญ่ ๆ ว่า “ถ้าหุ่นยนต์อยากมีอิสระขึ้นมา โลกจะไปต่อยังไง?”

ฟังดูกลิ่น masterpiece มาเต็ม แต่ตัวหนังจริงกลับกลายเป็นงานที่ สนุก ใช้ได้ ดูเพลิน แต่ไม่กระแทกใจเท่าที่ควรจะเป็น

พล็อตโดยรวม: ทริปตามหาน้องชายกลางแดนหุ่นพัง

เรื่องราวเกิดขึ้นช่วงปี 1990 – 1994 ในโลกที่เพิ่งผ่านสงครามกับหุ่นยนต์ รัฐได้เนรเทศหุ่นทั้งหมดไปไว้ใน Exclusion Zone หรือเขตห้าม หลังการกบฏของหุ่นยนต์ล้มเหลว

หัวใจของเทคโนโลยีในโลกนี้คือ Neurocaster เครื่องที่สามารถอัปโหลดจิตมนุษย์เข้าไปอยู่ในหุ่นโดรนที่ใช้รบ ทำให้ฝ่ายมนุษย์ชนะสงคราม แต่ก็แลกมาด้วยคำถามด้านจริยธรรมแบบจัดเต็ม

ตัวละครหลักคือ Michelle (Millie Bobby Brown) เด็กกำพร้าที่อยู่กับพ่อบุญธรรมสายใช้ความรุนแรง เธอปฏิเสธการใช้ Neurocaster ทั้งในชีวิตประจำวันและการเรียน ทำให้เธอเป็นคนที่เหมือนอยู่คนนอกกระแสเทคโนโลยีของยุคนี้

จนวันหนึ่ง Michelle ได้เจอกับหุ่นยนต์ชื่อ Cosmo ที่ไม่พูดตรง ๆ แต่สื่อสารด้วยท่าทางและเสียงบันทึก ทำให้เธอเริ่มสงสัยว่าหุ่นตัวนี้อาจมีความเชื่อมโยงกับ Christopher น้องชายที่เธอคิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว

จากจุดนี้ เรื่องราวก็เปลี่ยนเป็น quest narrative แบบคลาสสิก – การเดินทางตามหาคนที่หายไป ผสมธีมไซไฟเรื่องครอบครัว, จิตสำนึก, และความรับผิดชอบของมนุษย์ต่อเทคโนโลยีที่ตัวเองสร้าง

งานภาพ: สวยจัดจนนึกว่าดูเดโมโชว์ CG

ด้าน Visual คือจุดที่หนังเรื่องนี้เอาคะแนนไปได้เยอะสุดแบบไม่ต้องสงสัย

  • การจับ ยุค 90s มาชนกับโลกอนาคตแบบ dystopian ทำออกมาได้เท่มาก ทั้งบรรยากาศ, สีสัน, และดีไซน์ของโลกรอบตัว

  • หุ่นยนต์อย่าง Cosmo และ Mr. Peanut ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนตัวการ์ตูนหรือมาสคอตแบรนด์จริง ๆ ความรู้สึกเลยกลายเป็นทั้ง “น่ารัก” และ “น่าขนลุก” พร้อมกัน ซึ่งเข้ากับโทนเรื่องสุด ๆ

  • ฉากใน Exclusion Zone เต็มไปด้วยซากหุ่นยนต์ ทะเลทราย และโครงสร้างเหล็กผุพัง งาน CGI ทำให้แทบจะสัมผัสได้ทั้งฝุ่นทรายและสนิมโลหะ ภาพให้ฟีลคล้าย Mad Max แต่เพิ่มเลเยอร์ความเหงาด้วยหุ่นที่เหมือนเคยมีชีวิต ถูกทิ้งไว้ให้ผุพัง

  • โทนสีตัดกันอย่างชัดเจนระหว่างแสงของเทคโนโลยี (โดยเฉพาะ Neurocaster) กับโลกจริงที่หม่น หมอง และเหนื่อยล้า ช่วยเน้นธีมว่า เทคโนโลยีอาจล้ำหน้า แต่โลกภายในมนุษย์กลับว่างเปล่าลงเรื่อย ๆ

แต่ในความดีงามก็มีจุดที่ชวนถอนหายใจเล็ก ๆ

  • บางฉากรู้สึกว่า โชว์ CG จัดเกินจนกลายเป็นโชว์รูม VFX มากกว่าจะเล่าเรื่อง ทำให้อารมณ์หลุดไปบ้าง

  • การออกแบบโลกไม่ค่อยสม่ำเสมอ: Exclusion Zone ดูจัดเต็มมาก แต่ฉากเมืองหรือชีวิตประจำวันของมนุษย์กลับดูธรรมดา ไร้รายละเอียด ทำให้ความรู้สึกของ “โลกเดียวกัน” ยังไม่เนียนเท่าที่ควร

เสียงและเพลง: ดนตรีดี ซาวด์แน่น เติมอารมณ์ได้เยอะ

ดนตรีประกอบถือว่าเป็นอีกหนึ่งด้านที่ช่วยพยุงอารมณ์ของหนังไว้ได้ดี

  • การ ผสมเพลงยุค 90s กับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ทำได้ลงตัว มีการใช้เพลงดังอย่าง “Wonderwall” ในเวอร์ชันเปียโนช้า ๆ ในฉากดราม่าที่ทำให้ความรู้สึก nostalgia มาปะทะกับความเศร้าของตัวละคร

  • เสียงเอฟเฟกต์ของหุ่นยนต์คือจุดเด่น เสียงโลหะขยับ เสียงข้อต่อทำงาน หรือการเคลื่อนไหวของ Cosmo ถูกออกแบบมาให้ ทั้งสมจริงและมีคาแรกเตอร์ จนแม้หุ่นจะไม่ได้พูดเยอะ แต่คนดูก็รู้สึกว่า “มันมีตัวตน”

  • ซาวด์ดีไซน์ในฉากแอ็กชันอย่างเสียงโดรน Neurocaster, เสียงระเบิด, เสียงเครื่องจักรเคลื่อนตัว ทำให้ฉากยิ่งใหญ่และตื่นเต้นขึ้นเยอะ

โดยรวม งานภาพและเสียงคือพาร์ตที่เห็นชัดว่าเงิน 320 ล้านดอลลาร์ไม่ได้หายไปไหน แม้บางช่วงจะรู้สึกว่าทำเยอะจนเกินพอดี และบางจุดในโลกของหนังยังดูไม่กลมกลืน แต่ถ้าคุณคือสายหนัง “ดูเอาภาพ” และ “ฟังเอาบรรยากาศ” เรื่องนี้ตอบโจทย์แน่นอน

การแสดง: นักแสดงใหญ่ แต่บทให้เล่นน้อยไปหน่อย

Millie Bobby Brown ในบท Michelle

บทของ Michelle ถูกวางให้เป็นเด็กสาวที่ทั้งแข็งแรงและเปราะบางในเวลาเดียวกัน ซึ่ง Millie ก็แบกคาแรกเตอร์นี้ไหว โดยเฉพาะฉากที่ต้องปะทะกับความจริงเรื่องน้องชาย หรือฉากที่ต้องสื่ออารมณ์ด้วยสายตาเหมือนตอนเล่น Eleven ใน Stranger Things

แต่ปัญหาคือ บทเขียนให้ตัวละครตื้นไปหน่อย

  • ฉากที่ควรดราม่าหนัก ๆ กลับไม่ค่อยลงลึก เพราะหนังไม่ได้ปูพื้นตัวละครและความสัมพันธ์ให้คนดูอินมากพอ

  • บางช่วงทำให้นึกถึงงานที่ Millie เล่นหนังแฟนตาซีเบา ๆ กับมังกร คือดูได้เรื่อย ๆ แต่ไม่ทิ้งรอยจำ

Chris Pratt ในบท Keats

Chris Pratt ยังคงมาในโหมดฮีโร่กวน ๆ ที่แฟน ๆ คุ้นเคยจาก Guardians of the Galaxy ใส่มุกตลก สร้างสีสัน และมีเคมีที่โอเคกับหุ่นยนต์อย่าง Herman

แต่ปัญหาเดิมก็โผล่มาอีก คือ บทไม่ได้ท้าทายเขาเลย

  • Keats ให้ความรู้สึกเหมือน “Chris Pratt เล่นเป็น Chris Pratt” มากกว่าจะเป็นตัวละครที่มีเส้นพัฒนาชัด ๆ

  • เคมีกับ Millie ยังดูแปลก ๆ โทนการแสดงของทั้งคู่ไปคนละทิศ ทำให้คู่หูสายทริปนี้ดูไม่กลมกล่อมเท่าที่ควร

หุ่นยนต์และนักแสดงสมทบที่ขโมยซีน

หุ่นยนต์อย่าง Cosmo (พากย์โดย Alan Tudyk) และ Herman (Anthony Mackie) คือของดีประจำเรื่อง ทั้งดีไซน์ ท่าทาง และน้ำเสียงช่วยให้พวกมันมีบุคลิกชัดเจนมาก แบบที่ก้าวข้ามคำว่า “แค่หุ่นยนต์ประกอบฉาก”

  • Herman มาพร้อมมุกตลกแห้ง ๆ สายเสียดสี

  • Cosmo ใช้การเคลื่อนไหวและจังหวะนิ่งเงียบสื่ออารมณ์ได้ดี

ด้านมนุษย์ Stanley Tucci ในบท Ethan Skate ก็โผล่มาไม่นานแต่ทิ้งความรู้สึกของตัวร้ายแบบคลาสสิกไว้ชัดเจนมาก น้ำเสียงและท่าทางคือตัวอย่างของการแสดงที่มีคาแรกเตอร์ชัด

โดยรวมแล้ว นักแสดงหลักเล่นดีในกรอบที่บทให้มา แต่หุ่นยนต์และตัวประกอบกลับสดกว่าและจำได้มากกว่า ใครหวังเคมีระเบิดระหว่างตัวละครมนุษย์ อาจรู้สึกว่ามันยังไม่สุด

บทภาพยนตร์: ไอเดียโคตรดี แต่เล่าแบบปลอดภัยเกินไป

หนังเรื่องนี้มีหนึ่งในไอเดียที่ชวนกดดูทันทีตั้งแต่เห็นตัวอย่าง แต่เมื่อดูจบจะรู้สึกว่า มันสนุกระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่หนังที่ทำให้คุณนั่งเหม่อคิดต่อหลังเครดิตจบ

โครงสร้างและการเล่าเรื่อง

  • ใช้สูตร “ออกเดินทางตามหาคนหาย” (quest narrative) แบบที่คุ้นเคยและคาดเดาได้ง่าย

  • เปิดเรื่องด้วยการยัดข้อมูลโลกและสงครามกับหุ่นยนต์ค่อนข้างรวบรัด คนที่ไม่ได้อ่านนิยายต้นฉบับอาจรู้สึกงง ๆ ว่าโลกนี้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง

  • ช่วงกลางของเรื่อง เน้นแอ็กชันและการเฉลยปม มากกว่าการขุดลึกตัวละครหรือธีม ทำให้โทนโดยรวมใกล้เคียงหนังผจญภัย mainstream มากกว่างานดิสโทเปียที่ชวนคิดหนัก ๆ

  • ฉากแอ็กชันหลายช่วงทำได้ลื่น ดูมันส์ และมีจังหวะดี ทำให้หนังไม่ถึงกับน่าเบื่อ ไดอะล็อกของหุ่นยนต์บางตัวมีมุกเสียดสี ได้ฟีลขำแบบเจ็บ ๆ ดี

แต่ความน่าเสียดายคือ ความลึกของธีมถูกแตะบาง ๆ เท่านั้น

  • ประเด็นเรื่อง Neurocaster, การใช้เทคโนโลยีแทนวิญญาณ, จริยธรรมการอัปโหลดจิตมนุษย์ – ทั้งหมดถูกพูดถึง แต่ไม่ได้เจาะลึกให้ชวนคิดตาม

  • ความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะระหว่าง Michelle กับน้องชาย ถูกใช้เป็นแรงขับเคลื่อน แต่ไม่ได้ขยายจนกลายเป็นแกนดราม่าที่ทรงพลังจริง ๆ

  • ตัวละครหลักอย่าง Michelle และ Keats มีแรงจูงใจชัด แต่ แทบไม่มีเส้นพัฒนาอารมณ์ที่ชัดเจน ดูจบแล้วอาจถามตัวเองว่า “เขาเปลี่ยนไปตรงไหนบ้างจากตอนต้นเรื่อง?”

  • จุดหักมุมเกี่ยวกับน้องชายและองค์กร Sentre ค่อนข้างคาดเดาได้ ขาดหมัดฮุคที่ทำให้คนดูอึ้งหรือน้ำตาคลอ

เมื่อเทียบกับนิยายต้นฉบับ

นิยายของ Simon Stålenhag มีโทนที่เน้นความเงียบเหงา เหมือนเดินดูภาพวาดแล้วปล่อยให้ผู้อ่านตีความเอาเอง ความน่ากลัวและความเศร้าแฝงอยู่ในช่องว่างระหว่างภาพกับคำบรรยาย

เวอร์ชันภาพยนตร์เลือกทาง mainstream เต็มตัว

  • เพิ่มฉากแอ็กชัน

  • ใส่มุกตลกเพื่อให้ดูง่าย

  • ทำให้โทนโดยรวมเข้าถึงคนดูวงกว้างมากขึ้น

แต่ผลข้างเคียงคือ เสน่ห์เฉพาะตัวแบบต้นฉบับหายไปพอสมควร กลายเป็นหนังไซไฟดูเพลิน ที่มีไอเดียดีแต่ไม่ค่อยกล้าเสี่ยงด้านการเล่าเรื่อง

คำคมและบทเรียนที่ชวนเอาไปคิดต่อ

ช่วงท้ายของหนัง (และการตีความ) มีหลายประโยคที่ถ้าแยกออกมาจากเรื่อง ก็กลายเป็นประโยคเตือนใจดี ๆ ได้เลย

  • “The future isn’t what it used to be.”
    อนาคตไม่เคยเหมือนที่เราคิดไว้ โลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่ใจเราปรับตัวทัน คำนี้เตือนให้เราไม่ยึดติดกับภาพฝันเดิม ๆ แต่เปิดรับความไม่แน่นอน และมองหาโอกาสใหม่ในความเปลี่ยนแปลง

  • “Sometimes, it’s hard to remember what it’s like to feel human.”
    ในยุคที่เทคโนโลยีแทรกซึมทุกอณูชีวิต ประโยคนี้เหมือนถามเราตรง ๆ ว่า เรายังรู้จักตัวเองในแบบมนุษย์จริง ๆ อยู่ไหม? เป็นการชวนกลับมาใส่ใจอารมณ์ ความสัมพันธ์ และตัวตน มากกว่าจะปล่อยให้เครื่องจักรหรือแพลตฟอร์มเป็นคนกำหนดทางเดินชีวิตเรา

  • “Our journey is not defined by the destination, but by the lessons we learn along the way.”
    เส้นทางชีวิตไม่ได้มีค่าเพราะ “ไปถึงไหน” แต่เพราะระหว่างทางเรากลายเป็นคนแบบไหนต่างหาก คำนี้เหมาะมากสำหรับช่วงที่ชีวิตรู้สึกยังไม่ถึงเป้าหมาย แต่ก็ยังต้องเดินต่อไป

  • “The past can weigh heavy, but the future holds the promise of a lighter burden.”
    อดีตอาจหนักจนทำให้เรารู้สึกเดินต่อไม่ไหว แต่อนาคตคือพื้นที่ที่เราจะค่อย ๆ วางน้ำหนักนั้นลงทีละนิด เป็นประโยคที่ให้กำลังใจคนที่ยังติดอยู่กับบาดแผลเก่า ๆ ว่า ไม่เป็นไร เราเริ่มใหม่ได้เสมอ

  • “In the face of adversity, resilience becomes our greatest weapon.”
    เวลาเผชิญปัญหา ความยืดหยุ่นและความไม่ยอมแพ้คืออาวุธลับจริง ๆ ไม่ใช่พลังวิเศษ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่มันคือจิตใจที่ไม่ยอมยกธงขาวง่าย ๆ

  • “The greatest adventures are often found in the corners of our own minds.”
    การผจญภัยไม่จำเป็นต้องเดินทางข้ามโลก บางครั้งมันเริ่มจากมุมเล็ก ๆ ในหัวเราเอง – ไอเดียใหม่ ความฝัน ความคิดสร้างสรรค์ คำนี้เหมือนชวนให้เรากล้าใช้จินตนาการมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

  • “Sometimes, it’s the small moments that hold the greatest significance.”
    ช่วงเวลาธรรมดา ๆ อย่างการนั่งคุยกันเงียบ ๆ หรือการเดินข้างใครสักคน อาจกลายเป็นความทรงจำสำคัญของชีวิตในภายหลัง เป็นการเตือนว่า อย่ามองข้ามความสุขเล็ก ๆ ตรงหน้า

  • “The battle between darkness and light is fought within ourselves.”
    สงครามสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ในสนามรบ แต่อยู่ในใจเราระหว่างความสิ้นหวังกับความหวัง ระหว่างด้านมืดกับด้านที่อยากเป็นคนดี ประโยคนี้ชวนให้เราหันกลับมาดูข้างใน มากกว่ามองหา “ศัตรู” ข้างนอกอย่างเดียว

  • “Freedom is worth any cost”
    อิสรภาพมีราคา แต่หลายครั้งก็เป็นราคาที่คุ้มจะจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการหลุดจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดี งานที่บั่นทอน หรือระบบที่กดทับตัวตนเรา

เหมาะกับใคร และควรคาดหวังแค่ไหน

ถ้าคุณกำลังหาอะไรดูเพลิน ๆ บน Netflix

  • ชอบหนังไซไฟโลกพัง ๆ มีหุ่นยนต์เดินเต็มจอ

  • อยากดูงานภาพสวย ๆ CG แน่น ๆ

  • อินกับนักแสดงสายดังอย่าง Millie Bobby Brown และ Chris Pratt

  • ไม่ได้อยากใช้พลังสมองเยอะ แค่อยากเอนหลังดูอะไรที่เดินเรื่องเป็นเส้นตรง เข้าใจง่าย

เรื่องนี้ถือว่า ตอบโจทย์มาก ดูได้ทุกเพศทุกวัย เข้าใจไม่ยาก เพราะโทนหนังถูกออกแบบมาให้เป็นงาน mass มากกว่าสำหรับคอหนังสายฮาร์ดคอร์

แต่ถ้า คุณคือคนดูสายเนื้อเรื่องจัด ๆ

  • ชอบหนังที่ตีหัวด้วยไอเดียและตีท้ายด้วยอารมณ์

  • อยากได้ดิสโทเปียที่คมเหมือนมีดโกน จิกกัดเทคโนโลยีและสังคมแบบเจ็บลึก

  • หวังการแสดงระดับเปลี่ยนชีวิตตัวละคร

ก็ต้องยอมรับว่า The Electric State อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่คุ้มค่ากับเวลาคุณมากที่สุด มันมีแววว่าจะไปถึงจุดนั้น แต่เลือกวิ่งบนเส้นทางปลอดภัยเกินไปหน่อย

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในมุม หนังบล็อกบัสเตอร์ไซไฟสายภาพสวยและไอเดียชวนคิดเบา ๆ การกดเปิดเรื่องนี้สักค่ำหนึ่งก็ยังถือว่า “โอเคเลย” โดยเฉพาะถ้าคุณอยากเห็นโลกที่หุ่นยนต์ไม่ได้แค่ทำตามคำสั่ง แต่เริ่มตั้งคำถามกับคำว่า “ชีวิต” และ “อิสรภาพ” เช่นเดียวกับมนุษย์

ข้อมูลสรุปสำหรับสายเช็คสเปกก่อนดู

  • ชื่อเรื่อง: The Electric State

  • ผู้กำกับ: Anthony Russo และ Joe Russo

  • นักแสดงนำ:

    • Millie Bobby Brown – รับบท Michelle

    • Chris Pratt – รับบท Keats

    • นักแสดงสมทบและเสียงพากย์ เช่น Anthony Mackie (Herman), Alan Tudyk (Cosmo), Woody Harrelson (Mr. Peanut), Stanley Tucci (Ethan Skate), Ke Huy Quan, Giancarlo Esposito

  • แนว: ไซไฟ (Sci-Fi), ผจญภัย (Adventure), ดราม่า (Drama), คอมเมดี้เล็กน้อย

  • แพลตฟอร์มฉาย: Netflix

  • วันที่ฉาย: 14 มีนาคม 2568

  • ความยาว: ประมาณ 2 ชั่วโมง 8 นาที

  • งบประมาณ: ราว ๆ 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดโผหนึ่งในหนังที่ใช้งบสูงที่สุด

สรุปสั้น ๆ: ถ้าอยากดูหุ่นยนต์เท่ ๆ โลกดิสโทเปียโทนเหงา งานภาพสวยจัด เสียงแน่น และเรื่องเล่าที่ดูง่ายไม่ซับซ้อน The Electric State คือหนังที่คุณกดดูแล้วไม่น่าเสียดายค่ารายเดือน Netflix แต่ถ้าคุณตามหางานไซไฟล้ำลึกที่เขย่าความคิด เรื่องนี้อาจเป็นเพียงทริปขับรถผ่านทะเลทรายในหัว มากกว่าจะเป็นการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิตคุณจริง ๆ