ตลาดความงามไทยยุคใหม่ ทำไมถึงพุ่งแรงขนาดนี้
ตลาดความงามในไทยวันนี้ไม่ใช่ตลาดเล็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว จากอุตสาหกรรมคลินิกความงามเมื่อสิบปีก่อนที่มีมูลค่าราว 1-2 หมื่นล้านบาท ตอนนี้ขยับขึ้นมาถึงประมาณ 70,000 ล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยแรงส่งหลักมาจากโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้หน้าตาและรูปร่างกลายเป็น เครื่องมือหารายได้ ไม่ว่าจะไลฟ์ขายของ รับรีวิว หรือสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์
มีการประเมินกันว่าในอีก 7 ปีข้างหน้า ตลาดนี้ยังจะโตต่อเนื่องในอัตราประมาณ 11.6% ต่อปี และอาจมีมูลค่าทะยานไปถึง 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนชัดเจนว่า คนไทยพร้อมจ่ายเพื่อความสวย ความหล่อ และภาพลักษณ์ที่ดูดีอย่างจริงจัง
เวทีโลก: ไทยยืนอยู่ตรงไหนในตลาดความงาม
ในภาพรวมระดับโลก อเมริกายังครองตำแหน่งตลาดความงามที่ใหญ่ที่สุด แต่ฝั่งเอเชียแปซิฟิกกลับเป็นภูมิภาคที่โตเร็วที่สุด ปัจจุบันมูลค่าตลาดอยู่ที่ราว 6 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มโตได้อีกประมาณ 3 เท่าในช่วง 7 ปีข้างหน้า
ผู้เล่นหลักในภูมิภาคนี้ ได้แก่
เกาหลี: จับตลาดศัลยกรรมระดับ Hi-end
ไทย: เด่นในตลาดพรีเมียม เป็นจุดหมายยอดนิยมของกลุ่มประเทศ CLMV รวมถึงสิงคโปร์และอินโดนีเซีย
สิงคโปร์และมาเลเซีย: เป็นตลาดสำคัญในโซนนี้เช่นกัน
เหตุผลที่ไทยยังเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ เพราะ
เดินทางสะดวก
ราคายังจับต้องได้ เมื่อเทียบกับคุณภาพที่ใกล้เคียงเกาหลี
แรงหนุนจาก อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ออนไลน์ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น
ความงามแบบไทย ๆ ที่ไม่เหมือนใครในโลก
จากผลสำรวจของ Euro Monitor ในหลายประเทศทั่วโลก คนจะให้ความสำคัญกับความงามประมาณ 3 ด้านหลัก ๆ คือ
ความสวยแบบสุขภาพดี
ความสวยที่ดูสะอาดสะอ้าน
ความสวยที่ทำให้รู้สึกมั่นใจ
แต่ในประเทศไทยมีความต่างเล็ก ๆ ที่ไม่เล็ก นั่นคือ ลำดับความสวยแบบ “สวยติดแกรม” หรือสวยสไตล์ลูกคุณหนู โดดเด่นขึ้นมา เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาใบหน้าที่เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ แต่โฟกัสไปที่
ผิวหน้าเรียบเนียนสม่ำเสมอ
โทนสีผิวธรรมชาติแบบสุขภาพดี
ผิวตึงกระชับ มีความโกลว์
มุมหน้าและเหลี่ยมแสงรับกล้อง ถ่ายรูปออกมาดูดีทุกมุม
“Luxury Face” จึงกลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของยุคนี้
จากโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ สู่ยุคฟื้นฟูผิวจากภายใน
ก่อนหน้านี้หลายคนคุ้นเคยกับการ
ฉีดโบท็อกซ์ให้หน้าเรียว
เติมฟิลเลอร์ให้ปากอิ่ม แก้มเต็ม หรือปรับรูปหน้า
แต่เทรนด์ตอนนี้กำลังหมุนไปสู่ความสวยแบบ Biostimulators หรือการฟื้นฟูผิวโดยใช้ศักยภาพของร่างกายตัวเอง ผ่านการฉีดสารที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้าง คอลลาเจน ขึ้นมาเอง ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง ไม่ปลอม และเข้ากับเทรนด์สวยแบบ “เหมือนไม่ได้ทำ”
ลูกค้าทุกวันนี้ยังให้ความสำคัญกับการเลือกคลินิกที่
ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
เป็นศูนย์บริการแบบ One Stop ครบเรื่องสุขภาพและความงาม
มีมาตรฐานชัดเจน สม่ำเสมอ
และที่น่าสนใจคือ ราคาไม่ใช่ปัจจัยแรกเหมือนเมื่อก่อน คนยุคนี้ยอมจ่ายซ้ำให้คลินิกที่ใช่ รีวิวจริง และไว้วางใจได้ มากกว่าจะวิ่งหาถูกที่สุด
สนามแข่งขันคลินิกความงามหลังโควิด
หลังโควิดเราเห็นคลินิกความงามเกิดใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มตลาดที่วางตัวในโซน “affordable” หรือเข้าถึงง่าย ราคาไม่แรง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีหลายรายที่ไปต่อไม่ไหว เพราะยังสู้ในด้าน
เงินทุน
ความน่าเชื่อถือ
แบรนดิ้ง
ในขณะที่เชนใหญ่หรือแบรนด์ดังยังคงขยายสาขาได้ต่อเนื่อง
ฝั่งผู้ใช้บริการเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
อายุเริ่มต้นในการเข้าคลินิกลดลงเรื่อย ๆ
ผู้ชาย เริ่มเข้ามาใช้บริการมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ได้เป็นตลาดของผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป
เทรนด์ความงามปี 2025: ผิวเปล่งปลั่งแบบ ‘Luxury Face’
เทรนด์ใหญ่ของปี 2025 คือการดูแลผิวแบบ “Preventive Beauty” หรือการป้องกันก่อนปัญหาจะเกิด แทนที่จะรอให้ริ้วรอยลึกแล้วค่อยมาจัดการ เราจะเห็น
คนรุ่นใหม่เริ่มดูแลตัวเองเร็วขึ้น
ผู้ชายสนใจเรื่องผิวและหน้าตามากขึ้น จากเดิมที่เคยมีลูกค้าผู้ชายไม่ถึง 5% ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 25%
ภาพรวมของเทรนด์ในปีนี้คือ
ผลลัพธ์ต้องดู ธรรมชาติ ไม่เวอร์ ไม่เยอะเกินไป
ทุกหัตถการต้องมีหลักฐานรองรับ (Evidence-Based)
คนอยากได้การรักษาที่ ใช้เวลาน้อย ไม่ต้องพักฟื้น (No Downtime) เพราะไลฟ์สไตล์เร่งรีบ
อีกคำสำคัญที่น่าสนใจคือแนวคิดเรื่อง “Imperfection” หรือความไม่สมบูรณ์แบบที่กลายเป็นเสน่ห์ เหมือนงานศิลปะที่ความสมมาตร 100% อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป การมีจุดเล็ก ๆ ที่แตกต่างอย่างพอดี กลับทำให้เราดูมีเอกลักษณ์และน่าจดจำมากกว่า
ทำไมทุกคนถึงอยากมีหน้าแบบ ‘Luxury Face’
เทรนด์ผิวสวยในปีนี้ไม่ได้หยุดแค่หน้าตึงหรือไร้ริ้วรอย แต่มุ่งไปที่
“ผิวเปล่งปลั่งแบบ Luxury Face” – ผิวที่ดูแพง สุขภาพดี มีออร่าโดยไม่ต้องแต่งหน้าจัด
แกนกลางของเทรนด์นี้คือการดูแล
จาก ภายในสู่ภายนอก: กินวิตามิน ออกกำลังกาย นอนดี ดูแลสุขภาพจิต
จาก ภายนอกสู่ภายใน: ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว ฟื้นคืนความอ่อนเยาว์ให้หน้าดูเด็กลงแบบไม่หลอกตา
คนจำนวนมากเชื่อว่า ผิวดีช่วยให้ลุคโดยรวมดูดีขึ้นทันที ต่อให้ไม่แต่งหน้าหนัก ใส่แค่รองพื้นบาง ๆ หรือกันแดดดี ๆ ก็เอาอยู่ เพราะฐานผิวแข็งแรงและเรียบเนียนอยู่แล้ว
‘Blur Effect’ และการดูแลผิวแบบ Full Body
เทรนด์แฟชั่นและเมกอัพยุคใหม่ยิ่งหนุนให้ Luxury Face ปังขึ้นไปอีก โดยเฉพาะลุคแบบ “Blur Effect” ที่ทำให้ผิวดูฟุ้งเนียนราวกับมีฟิลเตอร์ในชีวิตจริง
ผลคือหลายคนเริ่มมองไกลกว่าการดูแลแค่ผิวหน้า แต่หันมาทำ Full Body Skin Care เพื่อให้
ผิวหน้าและผิวกายดูกลมกลืนกัน
ผิวทั้งตัวเปล่งปลั่ง มีออร่า ใส่ชุดไหนก็มั่นใจ
3 แรงขับที่เปลี่ยนเกมวงการความงาม
วงการความงามวันนี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนทั้งความคิดและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยมี 3 แรงขับสำคัญคือ
เข้าถึงความงามได้ง่ายขึ้น (Increasing Accessibility)
เทคโนโลยีใหม่ทำให้หัตถการเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว คลินิกมีให้เลือกหลากหลาย ราคาเข้าถึงได้มากขึ้น สังคมก็เปิดรับความหลากหลายทางเพศและความงามมากขึ้นเช่นกันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวไกล (Advancements in Science and Technology)
นวัตกรรมด้านผิวและความงามพัฒนาเร็ว ทำให้มีเทคนิคและโปรดักต์ที่ตอบโจทย์แบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ไม่ต้อง “เดาสุ่ม” หรือทำแบบหวังผลลัพธ์คร่าว ๆ เหมือนในอดีตพลังของโลกโซเชียล (Social Community)
โซเชียลกลายเป็นแหล่งข้อมูลและพื้นที่แชร์ประสบการณ์แบบเรียลไทม์ ทั้งรีวิวจริง เคสเปรียบเทียบก่อน–หลัง และคำแนะนำจากคนที่ลองมาแล้ว ทำให้คนตัดสินใจได้ง่ายและเร็วขึ้น
6 เทรนด์ใหญ่ที่จะกำหนดอนาคตความงาม
จากภาพรวมของตลาดและเทคโนโลยี 6 เทรนด์ต่อไปนี้จะกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางวงการความงามในอนาคต
Proactive Beauty
เวชศาสตร์ความงามที่เน้น ป้องกันและชะลอ มากกว่ารักษาย้อนหลัง เช่น ใช้คอลลาเจนหรือเทคโนโลยีเสริมเพื่อชะลอการเกิดริ้วรอยตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่รอให้ลึกแล้วค่อยแก้Mindful Aesthetics
แนวคิด “เรียบง่าย ยั่งยืน น้อยแต่มาก” เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ใช้ส่วนประกอบจากพืช
ลดสารปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น
แต่ยังคงให้ผลลัพธ์ที่ดูผิวสวย สุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ เทรนด์นี้มีโอกาสขยายเข้าสู่สายเวชศาสตร์ความงามมากขึ้นเรื่อย ๆ
Fast Aesthetics
เทรนด์ความงามที่เกิดจากโซเชียลและคนดัง บางอย่างกลายเป็น “Must-have” ชั่วข้ามคืน แต่ก็อาจหมดกระแสเร็วเช่นกัน ตัวอย่างเช่นปากสไตล์รัสเซีย
ดวงตาทรง Fox Eyes
Beauty Fandom
โลกดิจิทัลและปรากฏการณ์แฟนด้อม ทำให้คนอยากเปลี่ยนลุคตัวเองให้ใกล้เคียงกับไอคอนหรือศิลปินที่ชื่นชอบ เกิดเป็นกลุ่มความงามเฉพาะทางที่อินหนัก อินจริง และพร้อมลงทุนExpressionality
ยุคนี้ทุกคนถูกสนับสนุนให้ แสดงตัวตนผ่านความสวยความหล่อของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น
ทรงผม
การแต่งหน้า
การเสริมความงาม
ผู้ชายสนใจเวชศาสตร์ความงามมากขึ้น ผู้หญิงก็กล้าฉีกกรอบมากกว่าเดิม หลายคนไม่ได้มองหาแค่ “ความสวยมาตรฐาน” แต่ต้องการความงามที่ เหมาะกับตัวเองจริง ๆ
มีการพบว่า 8 ใน 10 ของ Gen Z และมิลเลนเนียล เชื่อว่า นิยามความงามที่สำคัญที่สุดคือ ‘การเป็นตัวของตัวเอง’Cancelling Age
อายุไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “ศัตรู” อีกต่อไป แต่ถูกมองเป็นเรื่องของวิธีดูแลตัวเองมากกว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการหน้าเด็กย้อนวัยเป็นสิบปี แต่อยากให้ผิวและภาพรวมดู สุขภาพดี เหมาะกับช่วงวัย ของตัวเองนั่นทำให้คนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลผิวระยะยาว และมองหาหัตถการหรือเทคโนโลยีที่เสริมสร้างผิวให้แข็งแรงจากภายใน เช่น การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอ
สรุป: ความงามยุคใหม่ไม่ใช่แค่ “สวย” แต่ต้อง “ใช่ตัวเอง”
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า เทรนด์ความงามวันนี้เดินทางจาก
“ทำให้หน้าเปลี่ยนไปเยอะ ๆ”
ไปสู่“ทำให้ตัวเองดูดีขึ้นอย่างเป็นตัวเองที่สุด”
ตลาดเติบโต เทคโนโลยีก้าวหน้า ผู้ชายเริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งในฐานะผู้ใช้บริการและคนที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ไม่แพ้ผู้หญิง
ไม่ว่าคุณจะสนใจ Luxury Face, ผิวโกลว์ทั้งตัว หรือแค่อยากดูดีขึ้นแบบเรียบง่าย สิ่งที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือการ
เลือกข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
เลือกคลินิกและหัตถการที่เหมาะกับเรา
และที่สำคัญคือ ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบที่สวยในแบบของตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว ความงามที่มีคุณค่ามากที่สุด ไม่ใช่แค่สิ่งที่คนอื่นมองเห็น แต่คือสิ่งที่ทำให้เรา รู้สึกดีกับตัวเองทุกครั้งที่ส่องกระจก

