รับแอปรับแอป

กะทิ ไอศกรีม และหน้าร้อน: อร่อยได้ ไม่พุงพัง ไม่ท้องเสีย

ลลิตา พูนผล01-29

กะทิกับหน้าร้อน ทำไมเราถึงโหยหา

แค่คิดถึงหน้าร้อน หลายคนก็คงนึกถึงไอศกรีมกะทิเย็น ๆ ลอยมาในหัวทันที หวาน มัน หอม กินแล้วรู้สึกสดชื่น เหมือนย้อนกลับไปช่วงวัยเด็กที่วิ่งเล่นแล้วได้กินไอศกรีมแท่งละไม่กี่บาท

ยังไม่หมดแค่นั้น กะทิยังเป็นพระเอกในเมนูไทยอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน ต้มข่าไก่ ข้าวเหนียวมะม่วง หรือขนมไทยสารพัดอย่าง ความมันและกลมกล่อมของกะทิทำให้รสชาติอาหารไทยโดดเด่นไม่เหมือนใคร พูดง่าย ๆ คือ ถ้าไม่มี “กะทิ” รสชาติอาหารไทยคงขาดเสน่ห์ไปเยอะเลย

หน้าร้อน + กะทิ = ต้องระวังเป็นพิเศษ

แต่พออากาศเริ่มร้อนจัด ความอร่อยก็ต้องมาพร้อมความระวัง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้อาหารเสียง่าย โดยเฉพาะเมนูที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบหลัก

กะทิมีทั้งความหวานและมัน แถมยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ซึ่งกลายเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อแบคทีเรีย ถ้าปล่อยทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนาน ๆ โดยไม่แช่เย็นหรือไม่เก็บให้ดี โอกาสที่อาหารจะบูดหรือเน่าเสียก็ยิ่งสูงขึ้น

เมื่ออาหารที่มีกะทิเสียแล้วแต่ยังถูกนำมากินต่อ หรือเสิร์ฟให้คนอื่นโดยไม่ทันสังเกต ก็อาจนำไปสู่ อาการท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษ ได้แบบไม่รู้ตัว

วิธีเก็บเมนูกะทิให้ปลอดภัยในหน้าร้อน

เพื่อให้อร่อยกับเมนูกะทิได้แบบไม่ต้องกลัวพังสุขภาพ ลองปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ดังนี้

  • แช่ตู้เย็นทันที: หลังจากทำอาหารเสร็จหรือกินไม่หมด ควรเก็บเมนูกะทิในตู้เย็นทันที ไม่ควรวางแช่อุณหภูมิห้องทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง

  • กินให้หมดใน 1–2 วัน: สำหรับอาหารที่มีกะทิ ถ้าแช่เย็นแล้วควรกินให้หมดภายใน 1–2 วัน เพื่อลดความเสี่ยงที่แบคทีเรียจะเติบโต

  • ถ้าต้องการเก็บนาน ให้แช่แข็ง: ใครที่ทำทีละเยอะ ๆ หรือเตรียมไว้ล่วงหน้า แนะนำให้แช่ช่องแข็งแทนการแช่เย็นธรรมดา

  • เลือกกะทิที่สดและสะอาด: ไม่ว่าจะเป็นกะทิคั้นสดหรือกะทิกล่อง ควรเลือกยี่ห้อที่เชื่อถือได้ สังเกตวันหมดอายุ และเก็บรักษาตามคำแนะนำข้างกล่อง

  • ใส่ใจความสะอาดระหว่างปรุง: ภาชนะ เครื่องครัว และมือของคนทำต้องสะอาดเสมอ เพราะถ้ามีเชื้อปนเปื้อนตั้งแต่ตอนทำอาหาร ต่อให้แช่เย็นก็ช่วยได้ไม่มาก

  • เช็กก่อนกินทุกครั้ง: ถ้าเป็นร้านอาหารหรือทำกินเองก็ตาม ควรสังเกตกลิ่น สี และรสชาติของเมนูกะทิก่อนกินหรือก่อนเสิร์ฟ ถ้ามีกลิ่นผิดปกติ เปรี้ยว หืน หรือแยกชั้นแปลก ๆ ให้เลี่ยงทันที

กฎเหล็กง่าย ๆ คือ ถ้าสงสัยว่าเสีย ให้ทิ้ง ดีกว่าเสี่ยงป่วย

ด้านดีของกะทิ มีมากกว่าที่คิด

อย่าเพิ่งมองว่ากะทิเป็นตัวร้ายเสมอไป เพราะในอีกมุมหนึ่ง กะทิก็มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานและไขมันชนิดพิเศษ

ในกะทิมีกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง หรือที่เรียกว่า MCTs (Medium-Chain Triglycerides) ซึ่งมีงานวิจัยบางส่วนชี้ว่าอาจช่วย

  • เพิ่มการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

  • ช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดการกินจุกจิก

  • อาจช่วยปรับองค์ประกอบของร่างกายให้ดีขึ้นในบางคน

นอกจากนี้ กะทิยังให้สารอาหารอื่น ๆ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิดที่มีส่วนช่วยดูแลสุขภาพในภาพรวมได้

แน่นอนว่า กะทิยังคงเป็นอาหารที่มีพลังงานสูง ดังนั้นถ้าใครกำลังควบคุมน้ำหนัก ไม่จำเป็นต้องตัดกะทิออกจากชีวิต แต่อาจลองปรับเป็น

  • กินแต่น้อย แต่เลือกให้คุ้มในแต่ละมื้อ

  • เน้นรวมกับผักและโปรตีนไม่ติดมัน

  • เลี่ยงการกินคู่กับของหวานจัดหรือของทอดมันจัด

กะทิ ในความทรงจำและในชีวิตประจำวัน

เมื่อมองย้อนกลับไป กะทิไม่ได้เป็นแค่ส่วนผสมในอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับความทรงจำของหลายคน ทั้งไอศกรีมกะทิรถเข็นสมัยเด็ก แกงหม้อโปรดของที่บ้าน หรือข้าวเหนียวมะม่วงช่วงหน้าร้อน

กะทิคือวัตถุดิบคู่ครัวไทยที่อยู่กับเรามานาน ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้เมนูคาวหวานไทยจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ในช่วงหน้าร้อนนี้ คุณยังสามารถสนุกกับเมนูกะทิได้เหมือนเดิม แค่อย่าลืม

  • ดูแลเรื่องการเก็บรักษาให้ดี

  • กินในปริมาณพอเหมาะ

  • ฟังสัญญาณจากร่างกายตัวเองเสมอ

อร่อยกับกะทิได้เต็มที่ แต่อย่าลืมดูแลทั้งสุขภาพ และความปลอดภัยของอาหารไปพร้อมกันด้วยนะ