รับแอปรับแอป

คนไทยอ้วนเกือบครึ่งประเทศ! เจาะลึกวิกฤติ "โรคอ้วน" และทางออกลดน้ำหนักแบบยั่งยืน

ชาญณรงค์ วัฒนศรี01-29

วิกฤติโรคอ้วนคนไทย : ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือระเบิดเวลาสุขภาพ

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ออกมาเคาะสัญญาณเตือนแรง ๆ ว่า “โรคอ้วน” กำลังเป็นวิกฤติสุขภาพของคนไทย และยังลากเศรษฐกิจประเทศให้เสียหายมหาศาลไปพร้อมกัน

ข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนรวมกันสูงถึง 42.4% เรียกว่าเกือบครึ่งประเทศเข้าใกล้ความเสี่ยงโรคเรื้อรังแบบไม่รู้ตัว

ที่สำคัญ น้ำหนักเกินไม่ได้จบแค่เรื่องบุคลิกหรือความมั่นใจ แต่เป็นประตูใหญ่ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังร้ายแรงหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น

  • โรคเบาหวาน

  • ความดันโลหิตสูง

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด

  • ไขมันพอกตับ

  • มะเร็งบางชนิด

โรคอ้วนจึงไม่ใช่เรื่อง “อยากผอมไว้ถ่ายรูป” แต่คือ “อยากรอดในระยะยาว” ต่างหาก

เมื่อความอ้วนกลายเป็นภาระเศรษฐกิจระดับชาติ

วิกฤติโรคอ้วนไม่ได้กัดกินแค่สุขภาพ แต่ยังกัดกินเงินทั้งประเทศแบบเงียบ ๆ

จากการประเมินขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF พบว่าในปี 2562 ภาวะโรคอ้วนของคนไทยทำให้ประเทศต้องสูญเสียต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 256,370 ล้านบาท (คิดที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)

ตัวเลขนี้คิดเป็นประมาณ 1.5% ของ GDP ไทย ในปีเดียว หรือเฉลี่ย เสียไปราว 4,000 บาทต่อคน โดยความสูญเสียนี้มาจาก

  • ค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลโดยตรง

  • ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง

  • การลาป่วย การทำงานได้ไม่เต็มที่

  • การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

หากยังไม่เร่งจัดการปัญหา ภายในปี 2603 หรืออีกประมาณ 34 ปีข้างหน้า ความเสียหายอาจพุ่งขึ้นถึง 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท คาดว่าจะกลายเป็นประมาณ 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต และเพิ่มขึ้นมากกว่า 22 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2562

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเราไม่จัดการไขมันวันนี้ ไขมันจะจัดการเศรษฐกิจทั้งประเทศในวันหน้า

ทำไม “ลดน้ำหนัก” ถึงล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ท่ามกลางตัวเลขที่น่ากังวล การตามหาวิธี ควบคุมน้ำหนักอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และยั่งยืน จึงกลายเป็นเรื่องด่วนสำหรับคนไทยทุกคน ไม่ใช่แค่คนอ้วนเท่านั้น

พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า แนวคิด Weight Management หรือการจัดการน้ำหนักที่ดี หมายถึงการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับแต่ละคน ไม่ใช่การลดให้ผอมที่สุด แต่คือการอยู่ในโซนที่ดีต่อสุขภาพระยะยาว

การควบคุมน้ำหนักให้สำเร็จและอยู่ได้ยาว ๆ ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบจริงจัง ทั้งในด้าน

  • โภชนาการที่เหมาะสม

  • การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ

  • การจัดการความเครียด

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

ปัญหาคือ หลายคนพยายามลดน้ำหนักด้วยการ โหมกินให้น้อยลงแบบสุดโต่ง หรือลองทุกสูตรฮิตในโซเชียล แต่ไม่เคยจัดการที่ “รากของพฤติกรรม” สุดท้ายก็โยโย่และพังในระยะยาว

เมื่อแค่ปรับพฤติกรรมอาจไม่พอ : บทบาทของยาและการรักษา

ในบางกรณี การเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีเกณฑ์เสี่ยงชัดเจน เช่น

  • ผู้ที่มี BMI ≥ 27.5 (ในเกณฑ์คนอาเซียน)

  • ผู้ที่มี BMI ≥ 25 ร่วมกับโรคแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ

สำหรับกลุ่มนี้ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA หรือที่หลายคนเรียกว่า “ปากกาลดน้ำหนัก” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับการใช้ทางการแพทย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อ

  • ช่วยลดความอยากอาหาร

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

  • เสริมแรงจูงใจให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การใช้ยากลุ่มนี้ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ เพื่อความปลอดภัย และให้ได้ประสิทธิภาพจากการรักษาสูงสุด ไม่ใช่ซื้อจากออนไลน์มากินเองแบบเสี่ยงอันตราย

“ภัยเงียบ” จากโรคอ้วนที่หลายคนไม่เคยรู้

รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ว่า โรคอ้วนไม่ได้แสดงตัวด้วยแค่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แต่ซ่อน “ภัยเงียบ” เอาไว้หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ เช่น

  • โรคกรดไหลย้อน (GERD)

  • โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD)

  • นิ่วในถุงน้ำดี

  • มะเร็งหลายชนิด

หลายคนอาจรักษาเฉพาะปลายเหตุ เช่น กินยาลดกรด หรือดูแลตับเฉพาะจุด แต่ ถ้าไม่แตะที่ “ต้นเหตุคือโรคอ้วน” ปัญหาก็มักจะวนกลับมา

ESG ทางเลือกลดน้ำหนักที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

สำหรับผู้ป่วยที่ลองใช้ยาแล้วไม่ได้ผล หรือมีข้อจำกัดบางอย่าง การรักษาด้วยวิธี ส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty – ESG) กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นในวงการแพทย์

วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่

  • มี BMI อยู่ระหว่าง 30–40

  • มีโรคประจำตัวร่วมด้วย

  • ไม่ตอบสนองต่อวิธีการรักษาอื่น ๆ มากนัก

จุดเด่นของ ESG คือ

  • ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่แบบเปิดหน้าท้อง

  • ฟื้นตัวเร็ว

  • ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง

  • ช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ยประมาณ 15–20%

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีการรักษาโรคอ้วนด้วยการผสมผสาน ESG ร่วมกับยาในกลุ่ม GLP-1RA ซึ่งในบางเคสสามารถช่วยให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่โดดเด่นระดับโลก

ลดน้ำหนักแบบผิด ๆ เสี่ยงเสียกล้ามเนื้อ สุขภาพพังระยะยาว

พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า หนึ่งในความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยมากคือ หลายคนคิดว่าการลดน้ำหนักคือการทำให้ตัวเลขบนตาชั่งลดลงเท่านั้น

แต่ในความเป็นจริง หากลดน้ำหนักแบบผิดวิธี อาจทำให้

  • มวลกล้ามเนื้อหายไป

  • มวลไขมันยังสูง แม้ค่า BMI จะดูปกติ

ผลคือสุขภาพโดยรวมอาจแย่ลง แม้น้ำหนักจะลดลงแล้วก็ตาม ดังนั้น การประเมินแบบลึก ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญ จึงมีความสำคัญมาก เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนรักษาที่เหมาะกับร่างกายแต่ละคน

กุญแจสำคัญไม่ใช่ “กินให้น้อย” แต่คือ “กินให้ถูก”

แนวทางการกินที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่เมนูสำเร็จรูปสำหรับทุกคน แต่คือ “แผนการกินเฉพาะบุคคล” ที่ออกแบบตามไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และเป้าหมายของแต่ละคน

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การอด หรือบังคับตัวเองให้กินน้อยที่สุด แต่คือ “การกินให้ถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกาย”

เพราะการจำกัดอาหารหนักเกินไปแม้จะทำให้น้ำหนักลงเร็ว แต่ก็เสี่ยง

  • ขาดสารอาหารสำคัญ

  • สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ

  • กลับมาอ้วนใหม่ง่ายกว่าเดิม เกิด Yo-Yo Effect ที่ทำให้ร่างกายพังมากกว่าตอนเริ่มต้น

แนวทางยอดฮิตอย่าง IF (Intermittent Fasting), KETO หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร อาจช่วยได้กับคนบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่สูตรตายตัวที่เหมาะกับทุกคน

การมีผู้เชี่ยวชาญหรือนักโภชนาการคอยช่วยวางแผน จะทำให้คุณ

  • ลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย

  • มองเห็นภาพรวมสุขภาพชัดเจนขึ้น

  • รักษาผลลัพธ์ดี ๆ ได้แบบยั่งยืน ไม่ใช่แค่ผอมแป๊บเดียวแล้วรีบาวด์

สรุป : ลดน้ำหนักไม่ใช่แฟชั่น แต่คือการลงทุนระยะยาวให้ตัวเอง

เมื่อเกือบครึ่งประเทศมีน้ำหนักเกิน และโรคอ้วนกำลังกัดกินทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจของชาติ การจัดการน้ำหนักอย่างจริงจังจึงไม่ใช่เรื่องของรูปร่างอีกต่อไป แต่คือ การลงทุนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต

  • เข้าใจตัวเลขสุขภาพของตัวเองให้มากกว่าแค่ BMI

  • เลิกมองการลดน้ำหนักเป็นโปรเจกต์ชั่วคราว

  • ปรับวิถีชีวิต โภชนาการ การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียดอย่างจริงจัง

  • หากจำเป็น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม เช่น ยา GLP-1RA หรือ ESG

สุดท้าย เป้าหมายไม่ใช่แค่ผอม แต่คือการมีสุขภาพดี แข็งแรง และใช้ชีวิตได้เต็มที่ในระยะยาว นั่นต่างหากคือชัยชนะที่แท้จริงของการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน