รับแอปรับแอป

5 เพลงร็อกที่เปลี่ยนชีวิต “กบ Big Ass” แบบหักมุมตั้งแต่กลองชุดแรกจนถึงเพลงถึงพ่อ

ธีรพล สุขเกษม01-30

5 เพลงที่ลาก “กบ Big Ass” จากไปรษณีย์ ขึ้นเวทีร็อกแถวหน้า

นี่คือ 5 เพลงจาก Playlist ‘เปลี่ยนชีวิต’ ของ กบ Big Ass – ขจรเดช พรหมรักษา มือกลองวงร็อกระดับหัวแถวของไทย ที่เจ้าตัวยอมรับตรง ๆ ว่า ถ้าไม่มีเพลงเหล่านี้ วันนี้เขาอาจไม่ได้ยืนอยู่บนเส้นทางดนตรีแบบทุกคนคุ้นหน้าคุ้นตา

แต่ละเพลงคือ “จุดหักเห” ที่พาเด็กต่างจังหวัด คนขายแสตมป์ และคนที่เคยลังเลในความฝัน กลายมาเป็นหนึ่งในมือกลองที่ใคร ๆ ต้องพูดถึง

1. “เรามันก็คน” – ไมโคร : วันที่มือกลองไม่ได้มา…แต่มือกบมาแทน

เพลงเปิดหัวเพลย์ลิสต์ของกบคือ “เรามันก็คน” – ไมโคร จากอัลบั้ม “เต็มถัง” (2532) เพลงร็อกยุคคาสเซ็ตที่ไม่ได้แค่เพราะในวิทยุ แต่ดันกลายเป็นประตูบานใหญ่สู่ชีวิตมือกลองของเขา

เดิมทีตอนมัธยมที่อุดรธานี กบเริ่มเล่นดนตรีด้วยกีตาร์ตามสเต็ปเด็กวัยรุ่นทั่วไป แต่คุณพ่ออยากให้มีอาชีพมั่นคง เลยส่งไปเรียน ปวช. สายไปรษณีย์ พร้อมเงินเดือน 600 บาทต่อเดือน เฉลี่ยวันละ 20 บาท

พอเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่เขาทำไม่ใช่หาห้องเรียน แต่คือ หาวงตั้งวง นัดเพื่อน ๆ ไปซ้อมดนตรีที่ห้องซ้อมแถวหน้าม.รามคำแหง

ในวงตอนนั้นมี:

  • มือกีตาร์ 2 คน

  • มือเบส 1 คน

  • มือกลอง 1 คน

ซ้อมครั้งแรกผ่านไปด้วยดี แต่พอถึงการซ้อมครั้งที่สอง มือกลองหาย

ซ้อมครั้งที่สาม…มือกลองก็ยังไม่มาอีก

กบมองเงินค่าเช่าห้องซ้อมแล้วเสียดาย ประกอบกับความอยากเล่นดนตรีที่มันล้นออกมา เลยตัดสินใจ ลุกขึ้นไปนั่งหลังชุดกลองเองครั้งแรกในชีวิต

วันนั้นพวกเขานัดกันซ้อมอยู่สองเพลงคือ “เรามันก็คน” และ “ต้องดีกว่าเก่า” ของตั๊ม สมประสงค์

หลังซ้อมเสร็จ เจ้าของห้องซ้อมเดินมาถามตรง ๆ ว่า

“ใครตีกลอง…ตีดีนะ”

คำชมสั้น ๆ นั่นแหละ ที่ทำให้กบ ย้ายจากหน้าวงไปอยู่หลังวง และไม่กลับไปเป็นมือกีตาร์อีกเลย

เขาบอกว่าการเป็นมือกลองให้ความรู้สึกพิเศษมาก

  • ได้อยู่เบื้องหลัง แต่กลับมองเห็นคนดูทั้งฮอลล์

  • เหมือนได้อยู่แถวหลังสุด แต่กลับมองไปข้างหน้าได้ไกลที่สุด

และทั้งหมดเริ่มจาก เพลงเดียว – เรามันก็คน

2. “ทะเลคน” – สุรสีห์ อิทธิกุล : เพลงที่ทำให้รู้ว่า “อยากเป็นคนเขียนเนื้อ”

เพลงที่สองใน Playlist คือ “ทะเลคน” – สุรสีห์ อิทธิกุล จากอัลบั้ม “คนดนตรี” (2533)

ถ้าเพลงแรกเปลี่ยนเขาจากมือกีตาร์เป็นมือกลอง เพลงนี้คือเพลงที่ทำให้เขาอยากเป็น คนเขียนเพลง อย่างจริงจัง

ตอนที่ได้ฟัง “ทะเลคน” จบ กบถึงกับอุทานออกมาว่า

“โห! พี่เขียนได้ยังไง”

เพราะเนื้อเพลงมันไม่ใช่แค่คำสวย ๆ แต่เหมือน ภาพยนตร์ทั้งเรื่องใน 4 นาที เล่าถึงคนที่อยู่บนเรือกลางทะเล อยากกลับเข้าฝั่ง แต่พอกลับถึงแผ่นดินจริง ๆ กลับต้องเจอ “คลื่นคน” ที่โถมใส่แรงกว่าคลื่นในทะเลเสียอีก

สำหรับกบ เพลงนี้คือ ปรัชญาชีวิตในรูปแบบเพลง และยังกลายเป็น “ต้นแบบ” ของเพลงสำคัญอีกเพลงหนึ่งในชีวิตเขา

เขายอมรับตรง ๆ ว่า “ทะเลคน” คือ เพลงแม่ของเพลง “คราม” ที่เขาแต่งให้ Bodyslam

การจะเขียนให้คนเข้าใจคำว่า “คราม” ได้ เขาใช้เวลาปั้นเนื้อเพลงถึง 3 เดือนเต็ม เพราะอยากให้ผู้ฟัง “เห็นภาพ” ไม่ใช่แค่ “ได้ยินคำ”

3. “ชีวิตนี้ของใคร” – Butterfly (เพลงประกอบภาพยนตร์ “วัยระเริง”) : วันที่เดินออกจากไปรษณีย์

เพลงที่สามคือ “ชีวิตนี้ของใคร” – Butterfly ขับร้องโดยสุรสีห์ อิทธิกุลเช่นกัน และถูกใช้เป็นเพลงประกอบหนัง “วัยระเริง” (2527)

เพลงนี้ผูกแน่นอยู่กับช่วงชีวิตที่กบกำลัง “ติดอยู่กลางทาง” ระหว่างหน้าที่ในสายตาพ่อ กับความฝันในหัวใจตัวเอง

หลังเรียนจบ ปวช. 3 เขาเคยพยายามเรียนต่อปริญญาตรี ทั้งนิเทศศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และอื่น ๆ แต่ก็ยังไปไม่สุดสักทาง สุดท้ายเลยกลับมาเรียน โรงเรียนการไปรษณีย์ ตามที่คุณพ่อหวังไว้

เมื่อเรียนจบ เขาได้ทำงานที่ ที่ทำการไปรษณีย์สามเสนใน ซึ่งยุคนั้นถือเป็นสาขาที่คนใช้บริการเยอะที่สุด หน้าที่ประจำของเขาคือ นั่งขายแสตมป์อยู่หน้าเคาน์เตอร์

ตารางชีวิตในช่วงนั้นโหดแบบไม่มีคำว่าพัก:

  • เริ่มงานไปรษณีย์ตอน 7 โมงเช้า

  • เลิกงานบ่ายโมง

  • ต่อด้วยเรียนมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

  • ตกกลางคืนไปร้องเพลงอีก

ขณะเดียวกัน วง Big Ass เริ่มจริงจังมากขึ้น ใกล้ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินกับค่าย แต่การทำงานที่ไปรษณีย์ก็เริ่ม “เละ” ไปเรื่อย ๆ

สมัยนั้นยังมีการส่ง ธนาณัติ (การโอนเงินรูปแบบกระดาษ) กบเริ่มทำงานผิดจากความล้าและความเบลอ เช่น

  • ลูกค้าส่ง 300 บาท แต่เขียนเป็น 3,000 บาท

  • อีกครั้งหนึ่ง ลูกค้าส่ง 500 บาท แต่ตัวเลขกลายเป็น 5,000 บาท

ทุกความผิดพลาดคือการ ควักเงินเดือนตัวเองมารับผิดชอบ จนเริ่มรู้สึกว่า ชีวิตแบบนี้ไม่น่าจะใช่ทางแล้วจริง ๆ

เขาเลยไปปรึกษา เอก – ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ซึ่งตอบกลับมาสั้น ๆ แต่เปลี่ยนชีวิตว่า

“พี่เชื่อว่าถ้าลาออก น่าจะได้เยอะกว่านี้นะ”

วันรุ่งขึ้น กบตัดสินใจ ลาออกจากไปรษณีย์ ทันทีหลังเลิกงาน

ในวันที่เดินออกจากที่ทำการไปรษณีย์สามเสนใน เพลงที่ดังอยู่ในหัวเขาคือ “ชีวิตนี้ของใคร” และมันก็กลายเป็น “เพลงประกอบชีวิต” ของวันนั้นอย่างแท้จริง

เขามองว่าเพลงนี้คือ เพลงพ่อของเพลง “ชีวิตเป็นของเรา” – Bodyslam ที่มีไอเดียต่อเนื่องกัน

  • “ชีวิตนี้ของใคร” คือการตั้งคำถาม

  • “ชีวิตเป็นของเรา” คือการประกาศคำตอบ

และมันคงจะดีมาก ถ้าในวันที่เรากำลังลังเล มีไอดอลสักคนยืนร้องเพลงแบบนี้ให้ฟังอยู่ตรงหน้า

4. “ความรัก” – Bodyslam : ประโยคทองเรื่องที่ดิน ที่กลายมาเป็นนิยามของความรัก

เพลงที่สี่ใน Playlist คือ “ความรัก” – Bodyslam จากอัลบั้มที่ 5 “คราม” (2553) ซึ่งกบมีส่วนร่วมแต่งเนื้อเพลงในฐานะทีมเขียนเพลง “Mango Team”

จุดเริ่มต้นของเพลงนี้…ไม่ได้เริ่มจากเรื่องความรักด้วยซ้ำ แต่เริ่มจาก บทความเรื่องธุรกิจ

วันหนึ่งกบได้อ่านคอลัมน์ “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” ของ ตุ้ม – หนุ่มเมืองจันท์ (ซึ่งเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ผลักดันโปรเจกต์งาน “Wednesday Song” ด้วย)

ในคอลัมน์นั้น พูดถึงนักธุรกิจรายหนึ่งที่มีประโยคทองเกี่ยวกับที่ดินว่า

“ที่ดินน่ะ ไม่ว่าจะถูกหรือแพง ถ้าซื้อมาแล้ว ที่แปลงนั้นสวยเสมอ”

ประโยคสั้น ๆ นี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กบ แปลงจากภาษาธุรกิจมาเป็นภาษาความรู้สึก

เขาเปลี่ยน “ที่ดิน” ให้กลายเป็น “ความรัก” แล้วได้ประโยคใหม่ที่งดงามมากว่า

“ความรัก ไม่ว่าจะจบลงแบบไหน ความรักนั้นยังคงสวยงามเสมอ”

ประโยคนี้ถูกส่งต่อเข้าไปอยู่ในหัวใจของเพลง “ความรัก” จนกลายเป็นหนึ่งในเพลงที่หลายคนใช้ทบทวนความสัมพันธ์ของตัวเอง แม้ตอนจบจะไม่ได้สวยหรูอย่างในหนังรักก็ตาม

5. “เขียนถึงคนบนฟ้า” – พิง ลำพระเพลิง : เพลงที่ฟังเมื่อไหร่ ใจกลับไปหาพ่อทุกครั้ง

เพลงสุดท้ายใน Playlist คือ “เขียนถึงคนบนฟ้า” – พิง ลำพระเพลิง เพลงประกอบภาพยนตร์ “โคตรรักเอ็งเลย” (2549) ที่พิงรับหน้าที่ทั้งผู้กำกับ และเป็นคนร้องเองด้วย

สำหรับกบ เพลงนี้ไม่ได้เป็นแค่เพลงซึ้ง ๆ แต่คือ สะพานเชื่อมเขาไปหาพ่อทุกครั้งที่ฟัง

เขาอธิบายความรู้สึกไว้ชัดเจนว่า

“คนที่กำเนิดทุกอย่างคือพ่อ ถึงแม้ผมจะไม่ได้ทำตามฝันพ่อ ผมก็ได้ทำตามฝันของผม”

เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน พ่อของกบจากไป นั่นคือช่วงเวลาที่เขารู้สึก หมดแรง ไม่อยากทำอะไรต่อ และตั้งคำถามกับตัวเองว่า

“เราเหนื่อยมาเพื่ออะไร”

คำตอบที่ผุดขึ้นในหัวคือ

“ทำมาเพื่อพิสูจน์ให้พ่อเห็น”

ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่เพลง “เขียนถึงคนบนฟ้า” ดังขึ้น ภาพของพ่อกลับมาชัดในใจเสมอ

และเพลงนี้จึงกลายเป็นเหมือนจดหมายที่เขาเขียนถึงคนบนฟ้า ทุกครั้งที่หัวใจคิดถึง

Wednesday Song : เวทีเล็ก ๆ ที่เล่าเรื่องใหญ่ผ่าน Playlist

5 เพลงนี้มาจากงาน “Wednesday Song Vol.2” ในพาร์ตของ กบ Big Ass ที่จัดขึ้นที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ (KBank Siam Pic-Ganesha)

คอนเซ็ปต์ของ “Wednesday Song” เริ่มจากไอเดียของ ตุ้ม – สรกล อดุลยานนท์ (หนุ่มเมืองจันท์) และ เอก – ชยานันต์ เทพวนินกร หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ

ทั้งคู่ตั้งใจปั้นพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้ให้กลายเป็น

“100 นาทีแห่งความสุข”

โดยวางรูปแบบงานไว้ 2 ช่วงหลัก ๆ คือ

  • ช่วงแรก: เชิญศิลปินหรือคนในวงการบันเทิงมาทำ Playlist ที่มีเรื่องราวชีวิตอยู่ในแต่ละเพลง ให้คนฟังได้รู้ว่าเบื้องหลังเพลงโปรดของพวกเขา มีความทรงจำแบบไหนซ่อนอยู่

  • ช่วงที่สอง: เป็นโชว์ดนตรีจากศิลปินรับเชิญ ที่จะมาปิดท้ายค่ำคืนด้วยเพลงสดบนเวที

ในครั้งนี้ คนที่มาจัด Playlist ช่วงแรกคือ กบ Big Ass ส่วนการถ่ายทอดบทเพลงในห้องนั้นเป็นหน้าที่ของ แตงโม และ แบงค์ จากเวที The Voice Thailand

ช่วงที่สอง ปิดค่ำคืนด้วยการแสดงดนตรีจากวง Potato เจ้าของเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง “เธอยัง”

สรุป : 5 เพลงที่ไม่ใช่แค่เพลย์ลิสต์ แต่คือเส้นเวลาแห่งชีวิต

ถ้าดูเผิน ๆ นี่อาจเป็นเพียง Playlist ธรรมดา มีอยู่แค่ 5 เพลง แต่ถ้าไล่ดี ๆ จะเห็นชัดมากว่า

  • เพลงแรก พาเขาจากหน้าวง ขึ้นไปนั่งหลังกลอง

  • เพลงที่สอง จุดไฟให้คนเล่นกลองอยากจับปากกาเขียนเพลง

  • เพลงที่สาม พาเขาเดินออกจากเคาน์เตอร์ไปรษณีย์เข้าสู่โลกศิลปินเต็มตัว

  • เพลงที่สี่ แสดงให้เห็นว่าความรัก กับที่ดิน มีปรัชญาเหมือนกันอย่างน่าทึ่ง

  • เพลงสุดท้าย ผูกหัวใจเขาไว้กับพ่อบนฟ้าอย่างไม่มีวันขาด

นี่ไม่ใช่แค่ 5 เพลงที่เปลี่ยนชีวิต “กบ Big Ass”

แต่มันคือคำถามใหญ่ ๆ ที่แอบถามเรากลับเหมือนกันว่า…

แล้วในชีวิตเรา มี “เพลงเปลี่ยนชีวิต” กี่เพลงกันแน่?

ลองนั่งเขียน Playlist ของตัวเองดูสักครั้ง คุณอาจได้เห็นชีวิตตัวเองชัดขึ้น ผ่านแค่ไม่กี่บรรทัดของชื่อเพลงก็ได้