รับแอปรับแอป

ตามรอยขุนเขาและสายหมอก: 10 ที่เที่ยวสุดลึกซึ้งรอบเมืองตาวัง–อรุณาจัลประเทศ

ชนินทร์ อินทร์ดี01-30

ตาวัง เมืองทิเบตน้อยกลางขุนเขาสูง

ตาวัง (Tawang) คือหัวใจของการเดินทางรัฐอรุณาจัลประเทศ เมืองเล็กๆ กลิ่นอายทิเบต ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงกว่า 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทิเบต ก่อนถูกรวมเข้ากับอินเดียในปี ค.ศ. 1951 ขณะที่จีนเองก็ยังอ้างสิทธิ์ในดินแดนนี้อยู่

ด้วยสถานะเขตควบคุมพิเศษ นักท่องเที่ยวจึงต้องทำ Tourist Permit ล่วงหน้า แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อขับรถไต่ทางหลวงสาย NH13 (Trans Arunachal Highway) ฝ่าทะเลภูเขาโค้งแล้วโค้ง เลียบเหวแล้วเลียบเขาเป็นพันๆ โค้ง คุณจะรู้เลยว่าที่นี่คือ “รางวัล” หลังการเดินทางอันยาวไกลอย่างแท้จริง

  • ห่างชายแดนจีน (ทิเบต) เพียง 16 กิโลเมตร

  • ห่างเมือง Namsai 718 กิโลเมตร

  • ห่าง Guwahati 555 กิโลเมตร

  • ห่าง Itanagar เมืองหลวงรัฐ 448 กิโลเมตร

ถนนคดเคี้ยวอาจทำให้เวียนหัว แต่ทิวเขาสลับชั้นและหมู่บ้านทิเบตเล็กๆ ระหว่างทางก็ทำให้ยากจะละสายตา

(11) วัด Tawang Monastery: อารามยักษ์กลางฟ้าหมอก

Tawang Monastery คือสัญลักษณ์สูงสุดของเมืองตาวัง และเป็น อารามทิเบตนิกายหมวกเหลือง (Gelukpa) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ตัววัดตั้งเด่นอยู่บนยอดเขา ราวกับป้อมปราการพุทธศาสนาที่มีเทือกเขาโอบล้อมเป็นกำแพงธรรมชาติ

ตำนานการก่อตั้งวัดก็浪漫ไม่แพ้วิว เมรัค ลามะ ลอเดร กยัตโซ (Merak Lama Lodre Gyatso) ศิษย์ของดาไลลามะองค์ที่ 5 ออกเดินทางตามหาสถานที่สร้างอารามใหม่ จนม้าคู่ใจหายไป เมื่อออกตามหาก็พบว่าม้ายืนกินหญ้าอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ วัดจึงถูกสร้างขึ้นตรงจุดที่ “ม้าเลือก” ให้เอง

  • คำว่า “ตา” (Ta) แปลว่า “ม้า”

  • คำว่า “วัง” (Wang) แปลว่า “เลือก”

  • รวมกันเป็นความหมายว่า “ม้าเลือกที่นี่”

ชื่อเต็มในภาษาทิเบตคือ “Tawang Galdan Namgye Lhatse” มีความหมายลึกซึ้งประมาณว่า “สถานที่ซึ่งอาชาเลือก ราวสวรรค์แห่งชัยชนะอันสมบูรณ์”

ตัววัดมีอายุราวปลายศตวรรษที่ 16 และเติบโตจนกลายเป็นเหมือนเมืองเล็กๆ ของพระลามะ

ไฮไลท์ของวัด ได้แก่

  • พื้นที่แบ่งเป็น 3 ระดับ ไล่ตามแนวลาดเขา

  • กำแพงสีขาวยาวเกือบ 300 เมตร ล้อมอารามทั้งหมด

  • ห้องสวดมนต์หลายขนาด ห้องเก็บคัมภีร์โบราณ และหอสมุด

  • โรงเรียนสอนธรรมะ โรงอาหาร และกุฎิของพระลามะ

ที่นี่มีพระลามะจำพรรษากว่า 500 รูป จึงครึกครื้นด้วยเสียงสวด เสียงระฆัง และชีวิตประจำวันแบบสงบเรียบง่ายของชุมชนสงฆ์

วัดนี้ยังมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เพราะเป็นที่ซึ่ง ดาไลลามะองค์ที่ 14 เสด็จมาประทับครั้งแรกเมื่อทรงลี้ภัยออกจากทิเบตในปี ค.ศ. 1959 หลังจากนั้นกว่า 50 ปี พระองค์เสด็จกลับมาเยือนอีกครั้ง และทรงบูรณะหอสมุดของวัดให้สมบูรณ์ดังที่เห็นในปัจจุบัน

(12) วัดภิกษุณี Gyangong Ani Gompa: ความสงบของสตรีผู้ครองผ้าเหลือง

เมืองตาวังไม่ได้มีแค่วัดพระลามะเท่านั้น แต่ยังมีวัดภิกษุณีกระจายอยู่หลายแห่ง เพราะผู้หญิงที่นี่สามารถบวชเป็นภิกษุณีได้อย่างเสรี

ในบรรดาวัดภิกษุณีทั้งหมด ทริปนี้เราเลือกแวะที่ “กยันกอง อนี กอมปะ” (Gyangong Ani Gompa) วัดเล็กๆ ที่มีเสน่ห์อบอุ่นมาก

  • ห่างตัวเมืองตาวังเพียง 5–6 กิโลเมตร

  • นั่งรถขึ้นเขาไปถึงได้สบาย ไม่ต้องเดินโหด

  • มีภิกษุณีราว 45 รูปพำนักอยู่

ตัววัดตั้งเกาะอยู่บนเชิงเขาสูง ล้อมรอบด้วยป่าสนและป่ากุหลาบพันปีสีแดง ในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ป่าจะบานสะพรั่งเต็มเนินเขา ถนนที่ไต่ขึ้นไปวัดเลียบผ่านทุ่งเลี้ยงจามรี เหนือขึ้นไปมองเห็นตัวเมืองตาวัง เทือกเขาล้อมหุบเขา และเจดีย์ชอร์เตน (Chorten) ที่ผูกธงมนต์สะบัดไสวไปตามลมหนาวของภูเขา

วัดกยันกองอยู่ภายใต้การดูแลของ Tawang Monastery สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเมรัค ลามะ ลอเดร กยัตโซ เพื่อให้น้องสาวซึ่งเป็นภิกษุณีพำนัก เนื่องจากพระวินัยไม่อนุญาตให้ภิกษุณีพักอยู่ในวัดตาวังโดยตรง

แรกเริ่มที่นี่เป็นเพียงถ้ำเล็กๆ สำหรับนั่งสมาธิ ก่อนจะขยายกลายเป็นวัดขนาดย่อม มีห้องสวดมนต์ตกแต่งสไตล์ทิเบตอย่างขรึมขลัง เต็มไปด้วยผ้าทังก้าเก่าแก่ และภาพพระโพธิสัตว์รวมถึงดาไลลามะองค์ที่ 14 ให้สักการะ

(13) วัด Urgelling Gompa: แผ่นดินกำเนิดดาไลลามะองค์ที่ 6

ชาวทิเบตที่นับถือนิกายวัชรยานเชื่อมั่นใน การอวตารกลับชาติของดาไลลามะ (Reincarnation) ว่าพระองค์คือการกลับชาติมาเกิดของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เพื่อช่วยนำทางมนุษย์ให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร

จนถึงปัจจุบัน มีดาไลลามะแล้ว 14 องค์ ทุกองค์สืบทอดตำแหน่งผ่านกระบวนการค้นหาเด็กชายผู้มีบุญญาธิการและคุณลักษณะครบถ้วน เมื่อองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ คณะสงฆ์จึงเริ่มออกตามหาเค้าลางของการอวตารใหม่ทั่วแผ่นดินทิเบต

และที่ Urgelling Gompa เมืองตาวังแห่งนี้เอง คือสถานที่ประสูติของ ดาไลลามะองค์ที่ 6 ในปี ค.ศ. 1683

พระนามของท่านคือ ชังยัง กยัตโช (Tsangyang Gyatso) เป็นดาไลลามะที่ครองตำแหน่งไม่ยาวนัก ราวต้นศตวรรษที่ 18 เพราะข่าวการสิ้นพระชนม์ของดาไลลามะองค์ที่ 5 ถูกปกปิดไว้นานถึง 9 ปี กว่าจะตามหาตัวเด็กชายผู้สืบทอดได้ เขาก็อายุถึง 13 ปีแล้ว

การอบรมขัดเกลาในวัยเยาว์จึงไม่เคร่งครัดเท่าที่ควร เมื่อเติบโตขึ้น ท่านยังหลงใหลดนตรี แต่งกลอนรัก ดื่มสุรา ชอบการร่ายรำ และแอบออกไปพบหญิงสาวยามค่ำคืน เรื่องเหล่านี้ทำให้ราชสำนักจีนและมองโกลไม่พอใจ สุดท้ายจึงส่งทหารไปจัดการลอบสังหาร

ปัจจุบัน Urgelling Gompa เป็นอารามสีขาวหลังเล็กๆ เงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยบรรยากาศขรึมลึกชวนให้ย้อนนึกถึงเรื่องราวเมื่อหลายร้อยปีก่อน ด้านในมี

  • ธงมนต์และวงล้อมนตรา

  • เจดีย์ชอร์เตน

  • อ่างน้ำมนต์

  • ภาพดาไลลามะครบทั้ง 14 องค์

  • รอยเท้าของดาไลลามะองค์ที่ 6

วัดนี้สร้างขึ้นโดย ลามะ อูร์เกน ซังโป (Urgen Sangpo) มีเรื่องเล่าว่าไม้เท้าที่ท่านปักลงใกล้ทางเข้าวัด กลายเป็นต้นโอ๊กยักษ์ที่ยังยืนต้นอยู่จนถึงวันนี้

Urgelling Gompa อยู่ห่างจากตัวเมืองตาวังเพียง 3 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงสบาย เหมาะจะมาใช้เวลาสงบนิ่งฟังลมภูเขาแทนเสียงเมือง

(14) Giant Buddha Statue: พระใหญ่ตาวัง จุดชมวิวงามราวโปสการ์ด

ถ้าเคยประทับใจกับ Buddha Dordenma Statue ที่ภูฏาน คุณจะต้องยิ้มออกทันทีที่เห็น “พระใหญ่ตาวัง” (Giant Buddha Statue) พระพุทธรูปองค์ใหญ่สไตล์ทิเบตที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาเหนือเมืองตาวัง

พระใหญ่ตาวังหล่อด้วยทองสำริด เป็นพุทธรูปท่านั่งขัดสมาธิ พระพักตร์อิ่มเอิบเมตตา ตัวองค์พระรวมฐานสองชั้นสูงราวเกือบ 10 เมตร ฐานประดับลวดลายมงคล 8 ประการแบบทิเบต มีสิงโตหิมะคอยเทินฐานอยู่โดยรอบ

รอบๆ ยังมีเจดีย์ชอร์เตนสีทองขนาดเล็กเรียงรายหลายองค์ ด้านหน้ามีบันไดสองทางนำเข้าสู่ภายในฐาน ซึ่งเป็นห้องประดิษฐานพระประธานและรูปเคารพสำคัญ เช่น

  • รูปท่านคุรุรินโปเช (คุรุปัทมะสัมภวะ) ผู้พุทธศาสนาวัชรยานเข้าสู่ทิเบต

  • รูปดาไลลามะองค์ที่ 14 ประทับนั่งบนบัลลังก์

  • รูปธรรมบาล พระแม่ตารา และโยคีชื่อดัง Milarepa

สิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษ คือการที่องค์พระตั้งอยู่บนยอดเขาสูง หันพระพักตร์ลงสู่เมืองตาวังในหุบเขาเบื้องล่าง ราวกับกำลังให้พรทุกรายที่อาศัยอยู่ด้านล่าง

ที่นี่จึงเป็นทั้งจุดสักการะและจุดชมวิวเมืองจากมุมสูงที่สวยจัดๆ โดยเฉพาะในวันที่หมอกบางและฟ้าเปิด

(15) Sela Pass & Sela Lake: ถนนบนหลังคาโลกที่รายล้อมด้วยทะเลสาบ 101 แห่ง

บนเส้นทางจากเมือง Bomdila มุ่งหน้าสู่ตาวัง ถนนจะไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดประมาณ 4,170 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล (13,700 ฟุต) บริเวณ Sela Pass

คำว่า “Pass” หมายถึง ช่องเขาสำคัญสำหรับข้ามเทือกเขาสูง และ Sela Pass ก็เป็นหนึ่งในถนนสูงที่สุดของโลกบนเส้น NH13 (Trans Arunachal Highway)

สภาพแวดล้อมบนนี้คือโลกอีกใบหนึ่ง

  • อากาศเบาบางและหนาวเย็น

  • หมอกลอยต่ำและไอฝนปกคลุมตลอดวัน

  • รอบตัวคือป่าสนและป่ากุหลาบพันปีสีสันสดในฤดูร้อน

  • ส่วนฤดูหนาวจะกลายเป็นทะเลหิมะขาวโพลน

บน Sela Pass มีร้านน้ำชาเล็กๆ ให้แวะจิบชาอุ่นๆ ซดซุปบะหมี่เติมพลัง ก่อนจะขึ้นรถไปลัดเลาะถนนริมเหวกันต่อ จุดนี้อยู่ในเขต West Kameng District ห่างจาก Jaswant Garh War Memorial ราว 37 กิโลเมตร

ไม่ไกลจากด่านช่องเขา คือ Sela Lake ทะเลสาบสีฟ้าเย็นจัดที่เกิดจากน้ำละลายจากยอดเขาหิมะรอบๆ

ชาวทิเบตเชื่อว่าบริเวณ Sela Pass ล้อมรอบด้วยทะเลสาบเล็กใหญ่ถึง 101 แห่ง Sela Lake นั้นใหญ่ที่สุด น้ำจะกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาในฤดูหนาว และเปลี่ยนเป็นสีฟ้าหรือสีเทอร์ควอยซ์ในฤดูร้อน ก่อนจะไหลรวมลงสู่ Nuranang River และ Tawang River ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตนับไม่ถ้วนด้านล่าง

(16) Jaswant Garh War Memorial: อนุสรณ์แห่งวีรกรรมบนหน้าผาสูง

ก่อนจะถึง Sela Pass ราว 37 กิโลเมตร มีจุดแวะสำคัญที่ไม่ได้มีแต่วิวสวย แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ อนุสรณ์สงคราม Jaswant Garh War Memorial

ที่นี่คือสมรภูมิเก่าของ Battle of Nuranang ในช่วงสงคราม China–Indian War เดือนตุลาคม–พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1962 บนภูเขาสูงที่เป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ

ตำนานของที่นี่ผูกโยงกับวีรกรรมของพลแม่นปืนอินเดียหน่วยกองพันที่ 4 โดยเฉพาะ Jaswant Singh Rawat ซึ่งร่วมกับเพื่อนอีก 2 นาย คือ Trilok Singh Negi และ Gopal Singh Gusain อาสาออกไปต้านกองทัพจีนที่รุกคืบมา

การปะทะดุเดือดจนเพื่อนทั้งสองเสียชีวิต และ Jaswant Singh ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ยอมถอย เขายังสู้ต่อร่วมกับชาวพื้นเมืองชาวมอนปะ 2 คน คือ Sela และ Nura (Noora)

แม้สุดท้ายทั้ง Sela และ Nura จะล้มลง และ Jaswant Singh ก็สิ้นชีวิต ทว่าความกล้าหาญของเขาสร้างความสูญเสียให้ฝ่ายจีนถึงราว 300 นาย ขณะที่ฝ่ายอินเดียเสียชีวิต 2 และบาดเจ็บ 8 นาย

เรื่องเล่าว่า Jaswant Singh ต้านทหารจีนได้นานถึง 72 ชั่วโมง กว่าจะถูกโหมยิงจนตาย บ้างก็ว่าเขายิงตัวเองด้วยกระสุนนัดสุดท้ายเพื่อไม่ให้ถูกจับเป็นเชลย บ้างก็ว่าถูกจับตัวไปแล้วตายในภายหลัง ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด

ชื่อ Jaswant Garh, ช่องเขา Sela Pass, ทะเลสาบ Sela Lake และ Nuranang Falls ล้วนตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงวีรกรรมของผู้กล้าทั้งสามและชาวมอนปะผู้เสียสละ

อนุสรณ์ Jaswant Garh ตั้งอยู่ท่ามกลางบังเกอร์และหลุมเพลาะจริงที่เคยใช้ในการสู้รบ ภายในมีรูปเคารพของ Jaswant Singh รวมถึงพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่เล่าเรื่องราวการรบ ใครขับรถผ่านเส้นนี้ ไม่ควรพลาดแวะชมอย่างยิ่ง

(17) Nuranang Falls: น้ำตกยักษ์กลางหุบเขาที่สวยชนิดต้องหยุดรถ

ห่างจากเมืองตาวังประมาณ 40 กิโลเมตร หรือจาก Sela Pass ราว 40 กิโลเมตรเช่นกัน คือที่ตั้งของ Nuranang Falls น้ำตกใหญ่ชื่อดังของเขตตาวัง

นี่คือน้ำตกสูงกว่า 100 เมตร ที่ทิ้งตัวลงมาจากหน้าผาหินสีดำอย่างทรงพลัง สายน้ำด้านบนไหลกรูลงมากระแทกโขดหินตรงกลาง เปลี่ยนเป็นสายละอองฟุ้งไปทั่ว ก่อนที่น้ำขาวแตกฟองที่เหลือจะถล่มลงสู่แอ่งด้านล่างอย่างดุดัน

ภาพน้ำตกสีขาวตัดกับป่าเขียวและภูเขาโดยรอบ ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดชมธรรมชาติที่ประทับใจที่สุดของเส้นทางสายนี้แบบไม่ต้องสงสัย

น้ำตกนูรานังอยู่ใกล้เมืองเล็กๆ ชื่อ Jang Town เพียง 2 กิโลเมตร บนเส้นทางสาย NH13 น้ำตกเดียวกันนี้ยังมีอีกสองชื่อในท้องถิ่น คือ

  • Jang Falls

  • Bong Bong Falls

น้ำมาจากลาดเขาทางทิศเหนือของ Sela Pass กลายเป็นสายน้ำตกขนาดใหญ่ ก่อนจะรวมตัวกับ Tawang River ด้านล่าง ในบริเวณเชิงน้ำตกยังมีกังหันผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจ่ายไฟให้เมือง Jang และชุมชนโดยรอบด้วย

ชื่อ Nuranang ตั้งตามชื่อหญิงชาวมอนปะผู้กล้าหาญ Nura (Noora) ผู้ช่วย Jaswant Singh ต่อสู้กับกองทัพจีน และถูกจับตัวไปก่อนเสียชีวิตในสงครามปี ค.ศ. 1962 ชื่อน้ำตกจึงเป็นทั้งความงามของธรรมชาติ และเครื่องเตือนใจถึงความกล้าหาญของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์

(18) Sessa Waterfall: จุดพักรถเล็กๆ ที่ธรรมชาติยิ่งใหญ่

ระหว่างที่รถกำลังไต่ทางคดเคี้ยวจาก Balipara ไป Bomdila และ Dirang บนเทือกเขาสูง คุณจะพบกับน้ำตกริมทางที่เหมือนถูกวางไว้ให้เป็น “ข้ออ้าง” ให้คนขับได้พักหายใจ นั่นคือ Sessa Waterfall

น้ำตกไม่ใหญ่โต แต่มีเสน่ห์มากเพราะไหลตกลงมาจากหน้าผาชันท่ามกลางแมกไม้ร่มรื่น เหมือนสวนป่าธรรมชาติขนาดย่อมบนภูเขา

บริเวณนี้สูงเกือบ 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศเย็นชื้นตลอดปี เต็มไปด้วยหมอกและป่ารกชัฏ จนถูกประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติหลายส่วน สายน้ำใสที่ไหลผ่านน้ำตกเซสซาก็เป็นผลพวงจากผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์เช่นกัน

ทิปเล็กๆ:

  • ต้องจอดรถให้ชิดไหล่ทาง เพราะถนนเป็นสองเลนสวนกันบนเขา

  • ใช้เวลาแวะไม่นานก็ได้รูปสวยและสูดอากาศสดชื่นเต็มปอด

(19) Wild Mahseer – Eastern Himalaya Botanic Ark: สวรรค์ของคนรักป่า ชา และนก

ชื่อ “Wild Mahseer” เดิมมาจากเกมตกปลาในตำนานเมื่อปี ค.ศ. 1864 ซึ่งจัดขึ้นโดย British Assam Tea Company เพื่อล่าปลาเวียนยักษ์แห่งหิมาลัย (Himalayan Giant Mahseer Fish) ในแม่น้ำ Bhoroli หรือ Kameng หนึ่งในแม่น้ำสาขาสำคัญของแม่น้ำพรหมบุตร

ปัจจุบัน ชื่อเดียวกันนี้ถูกตีความใหม่กลายเป็น “Wild Mahseer – The Eastern Himalaya Botanic Ark” หรือ สวนพฤกษชาติหิมาลัยตะวันออก ที่ผสมผสาน

  • ที่พักสไตล์ Luxury Nature Homestay

  • กิจกรรม Eco-Tourism หลากหลาย

  • บรรยากาศป่าเขียวครึ้มเต็มพื้นที่ราว 60 ไร่

พื้นที่ด้านในปกคลุมด้วย

  • ป่าดิบชื้น

  • ป่าเฟิร์น

  • ป่าไผ่

พร้อมบังกะโลโคโลเนียลสไตล์วิคตอเรียนและห้องอาหารบรรยากาศอบอุ่น ผู้เข้าพักส่วนใหญ่เป็นสายรักธรรมชาติ ชอบเดินป่า ดูนก หรือผจญภัยเบาๆ เพราะที่นี่มีนกป่ากว่า 50–60 ชนิดให้ส่องกันเพลิน

กิจกรรมเด่นๆ ได้แก่

  • เดิน Nature Trail ดูพืชพรรณท้องถิ่น

  • ชมไผ่ยักษ์ชนิด Dendrocalamus giganteus ที่สูงได้ถึง 42 เมตร

นอกจากเดินป่า ยังมีกิจกรรมมันๆ อย่าง

  • ขี่ช้างหรือซาฟารีด้วยรถจี๊ป

  • ล่องเรือชมปลาโลมาน้ำจืด

  • ดูผีเสื้อ ล่องแก่ง ปั่นจักรยาน

  • ตีกอล์ฟ เล่นเทนนิส

  • เวิร์กช็อปทำอาหารท้องถิ่น

ยิ่งกว่านั้นคือ ไร่ชาที่ทอดยาวสุดสายตา ให้เดินชมระบบสวนชาแบบอัสสัมที่โด่งดังไปทั่วโลก ได้ชิมชาดำ (Black Tea) ตัวท็อปของภูมิภาค และสัมผัสไร่ชา Organic ที่มีอายุกว่า 150 ปี

อีกหนึ่งไฮไลท์คือบังกะโลเก่าแก่ที่สุดในรัฐอัสสัม อายุเกิน 160 ปี สร้างในยุคอาณานิคมโดย British Assam Tea Company ภายในมี 3 ห้องนอน พร้อมห้องรับแขกและห้องอาหารโอ่โถง ให้ฟีลนอนบ้านผู้จัดการไร่ชาในยุคอังกฤษปกครองอินเดีย

(20) Damu’s Heritage Dine – Shergaon: เที่ยงฟิวชั่นกลางหมู่บ้านชนเผ่ามอนปะ

รัฐอรุณาจัลประเทศคือดินแดนของชนเผ่าพื้นเมืองกว่า 26 เผ่าหลัก และอีกนับร้อยเผ่าย่อย การจะเข้าใจคนที่นี่จริงๆ ต้องออกจากถนนใหญ่แล้วเลี้ยวเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ สักแห่ง

หนึ่งในประสบการณ์แบบนั้นคือการไปเยือน Shergaon ในเขต West Kameng แล้วมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านชาว มอนปะ (Monpa Tribe) กลางหุบเขา Chug Valley ที่โอบล้อมด้วยทุ่งหญ้า ป่าไม้ และธารน้ำเล็กๆ ชีวิตยังดำเนินไปอย่างเนิบนาบแบบชนบท

ที่นี่ เราจะได้กินข้าวเที่ยงฟิวชั่นในหมู่บ้านมอนปะแท้ๆ อดีตชาวมอนปะอพยพมาจากทิเบต เมื่อกระแสท่องเที่ยวเริ่มเติบโต และคนเมืองอยากสัมผัสวิถีท้องถิ่นให้ลึกขึ้น ผู้หญิงมอนปะ 8 คนในหมู่บ้านจึงรวมตัวกันสร้างโปรแกรม “Damu’s Heritage Dine”

  • จัดเซ็ตอาหารกลางวันแบบโฮมเมด

  • ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและสูตรดั้งเดิม

  • ผสมความคิดสร้างสรรค์แบบฟิวชั่น

คำว่า “Damu” ในภาษาดูฮุมบิ (Duhumbi) แปลว่า “ลูกสาว” ผู้หญิงทั้งแปดจึงเปรียบเหมือน “ลูกสาวของชุมชน” ที่ลุกขึ้นมารับบทเจ้าบ้าน ต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยอาหารและรอยยิ้ม

เราต้องเดินลัดเลาะผ่านบ้านไม้เรียบง่ายเข้าไปด้านในเล็กน้อย จึงจะเจอบ้านเจ้าภาพที่เปิดประตูรออยู่ ด้านหลังคือระเบียงกว้าง มองออกไปเห็นทุ่งนาและเทือกเขาซ้อนกัน โต๊ะยาวและม้านั่งไม้เรียงราย แม้ไม่หรูหราแต่กลมกลืนกับภูเขาและลมหนาวอย่างลงตัว

ที่นี่ไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่คือประสบการณ์ได้

  • นั่งกินข้าวกลางหุบเขา

  • ฟังเรื่องเล่าของชาวมอนปะ

  • มองชีวิตชนบทที่ไม่ได้ถูกจัดฉากให้สวยเกินจริง

ถ้าคุณอยากรู้ว่าการ “เดินเที่ยวในเมือง” แบบหลุดกรอบจนไปจบในหมู่บ้านกลางภูเขาเป็นยังไง Damu’s Heritage Dine จะทำให้คุณเข้าใจคำตอบนั้นตั้งแต่คำแรกที่ตักเข้าปาก