เปิดทริปชิลภาคใต้
ภาคใต้ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่คือ เส้นทางโร้ดทริปในฝัน ของคนที่หลงรักธรรมชาติ เมืองเงียบ ๆ และวิถีชุมชนเรียบง่าย ตั้งแต่ชุมพร ระนอง พังงา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ไปจนถึงสงขลา ทุกจังหวัดมีเสน่ห์คนละโทน แต่รวมกันแล้วคือทริปยาว ๆ ที่เก็บทั้งวิว ภูเขา ทะเล ร้านท้องถิ่น และคาเฟ่บรรยากาศดีได้ครบในครั้งเดียว
ทริปนี้คือแนว สายธรรมชาติ + สายสโลว์ไลฟ์ ขับไปแวะไป ไม่รีบ ไม่เร่ง ถ่ายรูปเก็บโมเมนต์สวย ๆ ไปตลอดทาง ใครกำลังมองหาแรงบันดาลใจจัดโร้ดทริปภาคใต้ ลองตามแพลน 5 จุดเช็กอินนี้ได้เลย
ปักหมุดจุดที่ 1: ชุมพร–ระนอง เปิดประตูสู่ใต้สายธรรมชาติ
เริ่มต้นจาก ชุมพร เมืองที่สายเที่ยวทะเลยกให้เป็นประตูภาคใต้ตัวจริง ใครมีเวลามาก จะเที่ยวชุมพรก่อนก็ได้ เพราะมีทั้งเกาะ หาด และจุดดำน้ำให้เลือกเพียบ
แต่ทริปนี้เราขอหักพวงมาลัยไปทาง ตะวันตกสู่ระนอง เมืองเงียบ ๆ ที่หลายคนยังมองข้าม ทั้งที่ที่นี่คือหนึ่งในประตูสู่ภาคใต้ที่ธรรมชาติยังสมบูรณ์สุด ๆ ภูเขา ลำธาร น้ำตก เรียงรายตลอดเส้นทาง เหมาะกับคนชอบขับรถเล่นไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องรีบ
บรรยากาศบนถนนที่โค้งไปตามไหล่เขา ทำให้การขับทางไกลรู้สึกเหมือนกำลังค่อย ๆ ปรับสปีดชีวิตให้ช้าลงทีละนิด แค่ได้มองวิวเขาและผืนป่าตลอดข้างทางก็รู้สึกว่าทริปนี้เริ่มสนุกตั้งแต่ยังไม่ถึงจุดหมาย
หนึ่งในจุดที่ต้องแวะคือ น้ำตกปุญญบาล สายน้ำใสที่ไหลคู่ถนนเพชรเกษมตลอดทั้งปี เป็นมุมพักยืดเส้นยืดสาย หยุดลงไปนั่งฟังเสียงน้ำ ถ่ายภาพ บอกเลยว่าบรรยากาศดีเกินกว่าจะขับผ่านเฉย ๆ
ตลอดทางยังมีร้านอาหารพื้นบ้าน และร้านค้าชุมชนให้แวะเติมพลัง ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสด ๆ หรือเมนูพื้นเมืองรสจัดจ้าน ระนองจึงไม่ใช่แค่เมืองทางผ่าน แต่เป็น จุดเริ่มต้นทริปภาคใต้ ที่สร้างความประทับใจตั้งแต่วันแรก
ปักหมุดจุดที่ 2: ตะกั่วป่า พังงา เมืองเก่ากลางหุบเขา
พูดถึง พังงา หลายคนจะนึกถึงทะเล แต่ถ้าเป็นสายเดินเล่นเมืองเก่า ชอบมูดนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ต้องมาที่ ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ค่อย ๆ ตกหลุมรักตั้งแต่เดินเข้าเขตตัวเมือง
ถนนเส้นหลักสองฝั่งรายล้อมด้วย อาคารชิโน–โปรตุกีสเก่าแก่ ร้านค้าชุมชน และศาลเจ้าจีนอย่างศาลเจ้าซินใช่ตึ๋ง แค่เดินเล่นไม่กี่นาทีก็เจอมุมถ่ายรูปใหม่ไปเรื่อย ๆ ทั้งสตรีทอาร์ต โรงเรียนเต้าหมิง และ สะพานเหล็กบุญสูง ที่มองเห็นภูเขาล้อมเมืองแบบเต็มตา
ย่านเมืองเก่าที่ตรอกซอกซอยแคบ ๆ แบบนี้เหมาะกับการเดินช้า ๆ แวะร้านโน้นออกร้านนี้ ปล่อยเวลาไหลไปแบบไม่ต้องเร่งรีบ ทั้งบรรยากาศบ้านเก่า สายไฟระโยงระยาง ป้ายร้านโบราณ ล้วนช่วยเล่าเรื่องเมืองในแบบที่ต้องมาดูเองถึงจะอิน
สายกินก็บอกเลยว่าไม่มีเหงา เพราะตะกั่วป่ามีเมนูท้องถิ่นให้ไล่ชิมตั้งแต่เช้าจนค่ำ
ขนมจีนหน้าศาล น้ำยาจัดเต็ม สายเส้นห้ามพลาด
ไส้กรอกตะกั่วป่า กลิ่นหอมเตะจมูกตั้งแต่ยังไม่ถึงร้าน
สะเต๊ะร้านเก่าแก่ ที่ยังรักษาสูตรดั้งเดิมไว้แน่นแน่น
ทุกจุดแวะของตะกั่วป่ามีทั้งรสชาติและเรื่องราวในตัวเอง ทำให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้กลายเป็นมุมพิเศษของพังงา ที่ช่วย ดึงสปีดชีวิตให้ช้าลงอย่างพอดี และเติมความอบอุ่นให้กับทริปภาคใต้ทั้งทริป
ปักหมุดจุดที่ 3: สุราษฎร์ธานี เขาสก–เขื่อนเชี่ยวหลาน
ถ้าพูดถึงจุดหมายของสายธรรมชาติแบบจริงจัง สุราษฎร์ธานี ต้องติดลิสต์แน่นอน โดยเฉพาะ อุทยานแห่งชาติเขาสก ผืนป่าฝนอายุนับร้อยล้านปีที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในป่าฝนที่เก่าแก่ที่สุดของไทย
ที่นี่โดดเด่นด้วยภูเขาหินปูนสูงชัน ป่าเขียวชอุ่ม และบรรยากาศเงียบสงบสุดทาง เหมาะกับทั้งคนที่อยากมาพักใจแบบเนิบ ๆ หรือใครที่อยากมาทำกิจกรรมแนวผจญภัยเบา ๆ ก็จัดได้
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่เขาสกคือช่วงเวลาทองของคนรักวิว เพราะวิวภูเขาสลับซับซ้อน ผืนป่ากว้าง และหมอกลอยบาง ๆ ตอนเช้า ทำให้การนั่งอยู่ในรถกลายเป็นโมเมนต์พักผ่อนไปในตัว เหมือนพกห้องนั่งเล่นส่วนตัวที่วิ่งไปกับภูเขาและต้นไม้ตลอดเส้นทาง
กิจกรรมรอบเขาสกมีให้เลือกหลายแบบ
ขับรถชมวิวไปตามจุดเริ่มเดินป่าต่าง ๆ
ชมธรรมชาติแบบเบา ๆ ตามจุดชมวิวสองข้างทาง
ห้ามพลาด ล่องแพหรือล่องเรือชมวิวเขื่อนเชี่ยวหลาน ทะเลสาบสีมรกตที่ถูกล้อมด้วยภูเขาหินปูนรูปร่างแปลกตา จนหลายคนยกให้เป็นหนึ่งในวิวที่สวยที่สุดของภาคใต้
ในอำเภอบ้านตาขุนและชุมชนรอบเขาสก ยังเต็มไปด้วยคาเฟ่บ้านไม้ ร้านอาหารพื้นบ้าน และโฮมสเตย์แบบชุมชน ที่ให้เราได้ใกล้ชิดวิถีท้องถิ่นแบบเรียบง่าย
สุราษฎร์ธานี จึงตอบโจทย์ทั้งสายครอบครัว สายแก๊งเพื่อน และสายเที่ยวเงียบ ๆ คนเดียว จะขับรถมานอนเล่น หรือจัดตารางกิจกรรมทั้งวันก็ลงล็อกทุกสไตล์
ปักหมุดจุดที่ 4: นครศรีธรรมราช คีรีวง–อ่าวท้องยาง
มาถึงจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องสโลว์ไลฟ์แบบแท้จริงอย่าง นครศรีธรรมราช ไฮไลต์อันดับแรกต้องยกให้ หมู่บ้านคีรีวง หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขาที่โด่งดังเรื่องอากาศดี จนถูกพูดถึงบ่อย ๆ ว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีโอโซนเยอะที่สุดของประเทศ
คีรีวงมีลำธารน้ำใสไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ขับขึ้นมาแล้วได้เวลาปูเสื่อปิกนิกริมลำธาร นั่งจุ่มเท้าในน้ำเย็น ๆ จิบกาแฟจากคาเฟ่ชุมชน หรือค่อย ๆ เดินดู งานหัตถกรรมและผ้าย้อมสีธรรมชาติ ของคนในพื้นที่ บรรยากาศเรียบง่ายแต่โคตรผ่อนคลาย เหมาะมากกับช่วงวันหยุดยาวหรือเทศกาลที่อยากหนีความวุ่นวายในเมือง
จากความสดชื่นของลำธารคีรีวง ถ้าขับลงมาทางฝั่งชายฝั่งทะเล จะได้เจอกับอีกโหมดหนึ่งของนครศรีธรรมราช นั่นคือ จุดชมวิวอ่าวท้องยาง มุมสงบที่มองเห็นทั้งทะเลและแนวภูเขาในเฟรมเดียว
จะขับมาดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า หรือแวะกลางวันเพื่อพักสายตา มองเส้นขอบฟ้ายาว ๆ ก็ได้บรรยากาศคนละฟีล แต่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความเงียบและช้า ที่ทำให้รู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าลงจริง ๆ
ตลอดแนวอ่าวยังเต็มไปด้วยร้านอาหารทะเลสไตล์บ้าน ๆ จอดรถแล้วเดินลงไปร้านง่าย ๆ เมนูเน้นวัตถุดิบสดใหม่ ทั้งปลาย่าง ต้มส้ม ผักพื้นบ้าน และเมนูนึ่งรสเรียบง่ายแต่ชูความสด ใครเป็นสายกินทะเลสด ๆ จะต้องหลงรักโซนนี้แน่นอน
ยังไม่พอ แถวชายฝั่งยังมีคาเฟ่วิวดีให้แวะถ่ายรูปกับทะเล จะนั่งเล่นยาว ๆ หรือจอดแค่แชะรูปไม่กี่ช็อตแล้วไปต่อก็จัดได้ตามอารมณ์
ปักหมุดจุดที่ 5: สงขลา เมืองเล็กฟีลใหญ่
ปิดท้ายทริปด้วย สงขลา เมืองเล็กที่เรื่องราวไม่เล็กเลย ถ้าขับมาจากนครศรีธรรมราช เส้นทางจะพาดผ่านจังหวัดพัทลุง และมีหนึ่งแลนด์มาร์กที่ต้องแวะ คือ สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (สะพานเอกชัย)
สะพานเส้นนี้ยาวกว่า 5 กิโลเมตร พาดผ่านทะเลสาบสงขลา–ทะเลน้อย เชื่อมพัทลุงกับสงขลา เป็นทั้งจุดพักรถและจุดพักใจ เหมาะสำหรับจอดลงไปสูดลมแรง ๆ มองผืนน้ำกว้าง ๆ ก่อนมุ่งเข้าเมือง
เมื่อเข้าใกล้ตัวเมือง ถนนเริ่มแคบลง ตึกเริ่มชิดกัน และบรรยากาศค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นโหมดเมืองเก่า ย่านที่ห้ามพลาดคือ เมืองเก่าสงขลา ที่เต็มไปด้วยอาคารชิโน–โปรตุกีสผสมวัฒนธรรมจีนอายุนับร้อยปี เรียงตัวสองฝั่งถนน
จุดเริ่มต้นยอดฮิตคือ พญานาคพ่นน้ำริมทะเลสาบสงขลา โลเคชันเช็กอินที่แทบทุกคนต้องแวะ ก่อนจะต่อไปยัง พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ (บ้านตระกูลติณสูลานนท์) ที่เล่าเรื่องราวเมืองท่าเก่าและชุมชนชาวจีนในพื้นที่แบบเข้มข้น
ซอยเล็ก ๆ ในเมืองเก่ามักมีมุมให้แวะเสมอ ทั้งกำแพงเก่าที่มีสตรีทอาร์ต คาเฟ่เล็ก ๆ ร้านของฝาก และบ้านไม้โบราณ เรียกได้ว่า ทุกสิบก้าวมีหนึ่งมุมถ่ายรูป
สายกินบอกเลยว่าต้องใจอ่อนให้สงขลา เพราะแค่เดินวนในเมืองเก่าก็เจอของกินแบบถี่ ๆ ตั้งแต่
โรตีร้อน ๆ กรอบนอกนุ่มใน
ไอติมโอ่งสูตรโบราณ
ขนมจีบ–ซาลาเปาร้านดั้งเดิม
คาเฟ่และของกินเล่นอีกเพียบตามทุกซอย
ก่อนจบทริปอย่าลืมแวะโซน บ้านนครในและ Street Art เมืองเก่า ที่มีงานศิลปะกระจายตามกำแพงให้เดินไล่ตามเก็บภาพชิล ๆ และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ต้องไปคือ โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น อาคารสีแดงโดดเด่นอายุเกินศตวรรษ ที่เคยเป็นโรงสีข้าวสำคัญของภาคใต้ ปัจจุบันปรับเป็นพิพิธภัณฑ์และพื้นที่เรียนรู้ของชุมชน
บรรยากาศเมืองเก่าสงขลาเป็นอะไรที่ ยิ่งเดินยิ่งเพลิน ขับเข้า–ออกซอยหลายรอบก็ไม่เบื่อ เพราะทุกครั้งที่วนกลับมาเหมือนเจอรายละเอียดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเสมอ
สรุปทริป: 5 จังหวัด 1 เส้นทาง ความทรงจำยาว ๆ
ถ้าคุณกำลังมองหาทริปที่ไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยวให้ถึงจุดหมาย” แต่เป็นการ สนุกกับทุกกิโลเมตรตลอดทาง เส้นทาง 5 จังหวัดภาคใต้สายธรรมชาติและสโลว์ไลฟ์เส้นนี้ตอบโจทย์สุด ๆ
เริ่มจากภูเขา ลำธาร และความเงียบสงบของระนอง
ต่อเสน่ห์เมืองเก่าตะกั่วป่าในพังงา
ซึมซับป่าฝนและเขื่อนสีมรกตที่สุราษฎร์ธานี
แวะพักใจที่คีรีวงและอ่าวท้องยาง นครศรีธรรมราช
ปิดท้ายด้วยเมืองเก่าสงขลาและแลนด์มาร์กริมทะเลสาบ
นี่คือทริปที่รวมทั้งธรรมชาติ วิว มื้ออร่อย คาเฟ่ และเสน่ห์ชุมชนไว้ในเส้นทางเดียว แนะนำให้เผื่อเวลาเยอะ ๆ ขับช้า ๆ แวะให้คุ้ม เพราะภาคใต้ไม่ได้มีดีแค่ปลายทาง แต่สวยตั้งแต่เริ่มออกรถจากบ้าน

