ไทยกับหมุดหมายใหม่บนแผนที่ท่องเที่ยวทางน้ำโลก
กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าอย่างจริงจังในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำราญทางน้ำของไทย ด้วยกรอบแนวคิด “Holistic Blue Leisure Destination” วางเป้าหมายชัดเจนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางน้ำคุณภาพสูงที่เติบโตอย่างยั่งยืน
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ คือการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำแบบเชื่อมโยงทั้งระบบ ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานพื้นที่ การลงทุนอย่างรับผิดชอบ ไปจนถึงการผลักดันธุรกิจในระบบเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ให้เติบโตอย่างมีความหมายและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

พิธีประกาศวิสัยทัศน์และยกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว
ในช่วงบ่ายของวันที่ 22 ธันวาคม 2568 กรมการท่องเที่ยวได้จัดพิธีแถลงความสำเร็จโครงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงเพื่อรองรับการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำอย่างยั่งยืน ภายในงานมีการประกาศวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำแบบครบวงจรในอนาคต
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของงานนี้ คือการ มอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน ISO ให้แก่แหล่งท่องเที่ยว 9 แห่ง เพื่อเพิ่มทั้งความเชื่อมั่น คุณภาพ และความปลอดภัยให้กับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว โดยแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการรับรอง ได้แก่
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา
เส้นทางข้ามกาลเวลา (ที่ทำการอุทยาน)
หาดบุโหลนไม้ไผ่
อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม
หาดเจ้าไหม (หน้าที่ทำการและเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาแบนะ)
หาดเกาะกระดาน
อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี
หาดนพรัตน์ธารา (หน้าที่ทำการและเขาสามหน่วย)
อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา
เขาตาปู – เขาพิงกัน
พิพิธภัณฑ์เพอรานากันนิทัศน์ (มิวเซียมภูเก็ต)
อินทรฟาร์ม
โอลด์ ภูเก็ต ฟาร์ม
นอกจากการรับรองมาตรฐานแล้ว ยังมีการ มอบรางวัลแผนธุรกิจ เพื่อหนุนเสริมผู้ประกอบการที่พัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลอันดามัน จำนวน 3 รางวัล ตอกย้ำว่า “คุณภาพ” และ “ความคิดสร้างสรรค์” จะเดินคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ


Holistic Blue Leisure Showcase: เมื่อธรรมชาติ เทคโนโลยี และชุมชนมาเจอกัน
อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ นิทรรศการ Holistic Blue Leisure Destination Showcase ซึ่งทำหน้าที่เล่าเรื่อง “อนาคตการท่องเที่ยวทางน้ำของไทย” ผ่านต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่ ที่ผสานธรรมชาติ เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ภายในนิทรรศการมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกับผู้ประกอบการและชุมชนใน 5 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน ได้แก่
ผลิตภัณฑ์กระเป๋าอวนกระชัง ชุมชนบ้านมดตะนอย
ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับมุก “JITRADA – จันผา × มุกอันดามัน” วิสาหกิจชุมชนเกาะปันหยี จังหวัดพังงา
ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งสองพนา “Song Phana” ชุมชนบ้านไหนหนัง จังหวัดกระบี่
ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง แบรนด์ “INTRARA” จากอินทรฟาร์ม จังหวัดภูเก็ต
ผลิตภัณฑ์จานรองแก้วลายกระดองเต่า แบรนด์ KALABARA กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปากบารา จังหวัดสตูล
สินค้าเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของฝากจากทะเล แต่คือ ตัวอย่างรูปธรรมของการต่อยอดทรัพยากรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ให้กลายเป็นมูลค่าในระบบเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

กรมการท่องเที่ยวกับบทบาท “ผู้นำกำหนดทิศทาง”
การแถลงการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของกรมการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นการกำกับดูแลและสนับสนุนนโยบาย สู่การเป็น “ผู้นำกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของประเทศ”
จุดยืนใหม่คือการมุ่งสร้าง การเติบโตอย่างยั่งยืน แทนการเติบโตเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างรู้คุณค่า และคืนประโยชน์กลับสู่ชุมชนและระบบนิเวศ

Blue Business Plan Dialogue: ถอดรหัสธุรกิจ Blue Economy
อีกแกนหลักของงาน คือเวทีเสวนา “Blue Business Plan Dialogue” ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 22 ธันวาคม เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างดีไซเนอร์ นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ นักออกแบบธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและทะเล
ช่วงต้นเวที มีการนำเสนอแนวคิดสร้างสรรค์จากนักออกแบบและที่ปรึกษาที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนชายฝั่งอันดามัน พร้อมการพูดคุยกับตัวแทนจากคอนเซ็ปต์สโตร์สายรักษ์โลก ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้ พลังความคิดสร้างสรรค์มาหนุนระบบเศรษฐกิจสีน้ำเงินของไทย
ต่อเนื่องด้วยการสนทนาเชิงลึกในหัวข้อ “Regenerative Blue Escape” ที่ยกประเด็นเรื่องการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้หยุดแค่การ “ลดผลกระทบ” แต่เดินหน้าไปสู่การ ฟื้นฟูและคืนคุณค่าให้กับทรัพยากรทางทะเลและสัตว์ทะเล อย่างเป็นรูปธรรม
นี่คือภาพอนาคตของการท่องเที่ยวไทยที่ไม่ได้มองทะเลเพียงเป็นสินทรัพย์ให้ใช้ แต่เป็นระบบนิเวศที่ต้องร่วมกันดูแลและฟื้นฟูไปพร้อมกับการเติบโตของภาคธุรกิจ


วันที่สอง: ลงลึกกลยุทธ์ธุรกิจและอนาคตการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ
ตลอดทั้งวันของวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวทีเสวนามุ่งเน้นการต่อยอดมุมมองเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ ทั้งในเรื่องแรงบันดาลใจ โมเดลธุรกิจ และการใช้ข้อมูลเชิงลึกมาขับเคลื่อนตลาด โดยมีหัวข้อสำคัญ เช่น
From Awareness to Action: ชวนมองบทบาทของคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนสังคม จากจุดเริ่มต้นคือความตระหนักรู้ สู่การลงมือทำจริง
The Underwater Journey: เปิดโลกการท่องเที่ยวใต้น้ำในฐานะสินค้าท่องเที่ยวคุณภาพสูงของไทย ทั้งด้านศักยภาพ แหล่งดำน้ำ และประสบการณ์เฉพาะตัวที่ต่างชาติหาที่ไหนไม่ได้นอกจากทะเลไทย
บทบาทภาคธุรกิจต่อ SDG 14: Life Below the Sea: ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลชีวิตใต้ทะเลให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร
Decoding the Digital Sea Traveler: วิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวทางน้ำในยุคดิจิทัล ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การจอง ไปจนถึงการแชร์ประสบการณ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจและออกแบบบริการได้ตรงใจมากขึ้น
Cruise Economy: เครื่องยนต์ใหม่ของการท่องเที่ยวคุณภาพสูงไทย: เจาะลึกศักยภาพตลาดเรือสำราญของประเทศไทย และโอกาสสร้างรายได้คุณภาพจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้
Holistic Blue Leisure Destination: คลื่นใหม่ของธุรกิจทะเลยั่งยืน: เชื่อมภาพใหญ่ของการท่องเที่ยวทางน้ำ สู่แนวทางการทำธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับการดูแลทะเลอย่างยั่งยืน
ทุกเซสชันล้วนช่วยต่อเติมภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำราญทางน้ำไทยว่า อนาคตไม่ได้มีแค่เรื่องรายได้ แต่คือการออกแบบระบบนิเวศธุรกิจที่รับผิดชอบต่อทะเลและชุมชนไปพร้อมกัน

Holistic Blue Leisure: รากฐานใหม่ของ Blue Economy ไทย
เมื่อมองภาพรวม โครงการ “Holistic Blue Leisure Destination” ไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานหนึ่งครั้งแล้วจบ แต่คือการวางรากฐานใหม่ให้กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงทางน้ำของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ
เป้าหมายสำคัญที่โครงการได้ช่วยขับเคลื่อน ได้แก่
การยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ
การเพิ่มคุณค่าประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่ “ไปเยือน” แต่ได้ “เชื่อมโยงและเรียนรู้”
การผลักดันนวัตกรรมสินค้าและบริการที่ต่อยอดจากทรัพยากรและวัฒนธรรมท้องถิ่น
การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
ผลลัพธ์ทั้งหมดนี้คือก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเดินหน้าสู่ระบบเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่แค่เพื่อวันนี้ แต่มองไปถึงอนาคตของทะเลไทยและคนที่ผูกพันกับมันทุกคน




