เลือกแท็บเล็ตรุ่นไหนดีในปี 2025?
ในยุคที่ทุกอย่างย้ายมาอยู่บนหน้าจอ ไม่ว่าจะทำงาน เรียน หรือเสพความบันเทิง แท็บเล็ตกลายเป็นอุปกรณ์หลักที่หลายคนต้องมีติดตัว แต่พอเข้าเว็บดูรีวิวหรือเดินเข้าร้านจริง รุ่นก็เยอะไปหมด จนตอบตัวเองไม่ถูกว่า แท็บเล็ตรุ่นไหนเหมาะกับเรา กันแน่
ถ้าคุณกำลังเล็งฝั่ง Samsung อยู่ บทความนี้สรุปให้แล้วแบบเน้น ๆ กับ 5 รุ่นน่าใช้ ครอบคลุมตั้งแต่สายกราฟิกจริงจัง ไปจนถึงแท็บเล็ตเพื่อการเรียนและใช้งานทั่วไป พร้อมแนวทางเลือกซื้อให้ได้เครื่องที่ตรงใจมากที่สุด
สรุป 5 แท็บเล็ต Samsung น่าซื้อ ปี 2025
ด้านล่างนี้คือไลน์อัป 5 รุ่นเด่นจาก Samsung ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ต่างกันออกไป ลองเช็กดูว่าคุณใกล้เคียงกับโปรไฟล์แบบไหนที่สุด
1. Galaxy Tab S9 LTE: สายทำงาน–เรียน ต้องการความคล่องตัวสูง
ถ้าคุณต้องพกแท็บเล็ตออกนอกบ้านบ่อย ทำงานนอกออฟฟิศ เรียนออนไลน์ หรือชอบย้ายที่อ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ และยังอยากต่อเน็ตได้ทุกที่ Galaxy Tab S9 LTE คือรุ่นที่ตอบโจทย์สุด ๆ
จุดเด่นคือรองรับสัญญาณ 5G ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ไม่ต้องพึ่ง Wi‑Fi เพียงอย่างเดียว แถมมาพร้อมหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 12.4 นิ้ว สีสันสวย คม และลื่นด้วยรีเฟรชเรต 120Hz ช่วยให้ทั้งการทำงานและการดูคอนเทนต์เป็นเรื่องสบายตา
ด้านประสิทธิภาพก็หายห่วง เพราะใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 2 ระดับเรือธง เหมาะกับคนทำงานยุคใหม่ที่ต้องเปิดหลายแอปพร้อมกัน รวมถึงนักเรียน–นักศึกษาที่ต้องใช้ทั้งจดโน้ต ประชุมออนไลน์ และอ่านไฟล์เอกสารบนเครื่องเดียว
สเปกเด่น Galaxy Tab S9 LTE
ชิปประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2 (4nm)
ระบบปฏิบัติการ : Android 13
หน้าจอ : Dynamic AMOLED 2X, รีเฟรชเรต 120 Hz
ขนาดหน้าจอ : 12.4 นิ้ว
หน่วยความจำ : RAM 12GB / ROM 256GB
กล้อง : หน้า 12MP / หลัง 13MP + 8MP
การเชื่อมต่อ : รองรับ 5G
แบตเตอรี่ : 11,200 mAh
2. Galaxy Tab S9 Wi‑Fi: เครื่องเล็กลง แต่ยังแรงครบสำหรับคนอยู่กับ Wi‑Fi
ถ้าคุณใช้งานส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน มหาวิทยาลัย หรือออฟฟิศ ที่มี Wi‑Fi ให้ใช้ตลอดเวลา ไม่ได้เน้นพกไปนอกสถานที่เยอะนัก Galaxy Tab S9 Wi‑Fi คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ประหยัดกว่า แต่ยังแรงและครบเครื่อง
หน้าจอ 11 นิ้ว ขนาดกำลังดีสำหรับการพกพา จะเรียนออนไลน์ ดูสไลด์ หรืออ่านอีบุ๊กก็สบายมือ ภายในยังใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 2 เหมือนรุ่น LTE ดังนั้นด้านความลื่นไหลไม่เป็นรองรุ่นพี่เลย
ที่สำคัญ ยังรองรับ S Pen แบบเต็มระบบ เหมาะมากสำหรับใช้เป็น แท็บเล็ตจดเลกเชอร์ หรือขีดเขียนเอกสารให้สายเรียน–สายทำงานได้ใช้ประโยชน์เต็ม ๆ ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า
สเปกเด่น Galaxy Tab S9 Wi‑Fi
ชิปประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2 (4nm)
ระบบปฏิบัติการ : Android 13
หน้าจอ : Dynamic AMOLED 2X, รีเฟรชเรต 120 Hz
ขนาดหน้าจอ : 11 นิ้ว
หน่วยความจำ : RAM 8GB / ROM 128GB
กล้อง : หน้า 12MP / หลัง 13MP
แบตเตอรี่ : 8,400 mAh
3. Galaxy Tab S10 Ultra: ตัวท็อปสายกราฟิกและงานโปรเจกต์ใหญ่
ถ้าคุณเป็น สายวาดรูป ทำกราฟิก ตัดต่อ หรือเล่นหลายหน้าต่างพร้อมกัน แบบจริงจัง Galaxy Tab S10 Ultra คือรุ่นที่เกิดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ
จุดเด่นคือหน้าจอใหญ่สะใจ 14.6 นิ้ว แบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียดระดับ WQXGA+ เหมาะทั้งสำหรับดูหนังระดับสูง หรือทำงานกราฟิกที่ต้องการความคมชัดและรายละเอียดเยอะ ๆ ใช้แทนจอทำงานพกพาได้แบบสบาย ๆ
ภายในใช้ชิป MediaTek Dimensity 9300+ ที่แรงเพียงพอสำหรับงานระดับจริงจัง จับคู่กับ RAM 12GB และ ROM 512GB แถมยังรองรับ microSD เพิ่มได้สูงสุดถึง 1.5TB คนทำงานโปรเจกต์ใหญ่ ไฟล์เยอะ ไม่มีคำว่าเต็มง่าย ๆ
สเปกเด่น Galaxy Tab S10 Ultra
ชิปประมวลผล : MediaTek Dimensity 9300+ (4nm)
หน้าจอ : Dynamic AMOLED 2X, รีเฟรชเรต 120 Hz
ขนาดหน้าจอ : 14.6 นิ้ว
หน่วยความจำ : RAM 12GB / ROM 512GB
กล้อง : หน้า 12MP (Wide) + 12MP (Ultra Wide) / หลัง 13MP + 8MP (Ultra wide)
การบันทึกวิดีโอ : สูงสุด 4K 30fps
แบตเตอรี่ : 11,200 mAh (ชาร์จเร็ว 45W)
4. Galaxy Tab S10+ (5G): คู่หูสายเรียนและพกไปทำงานนอกบ้าน
ถ้าคุณมองหาแท็บเล็ตที่ใช้ได้ทั้งเรียนออนไลน์ ทำงานนอกบ้าน ดูหนังฟังเพลง และยังต้องเบา พกสะดวก Galaxy Tab S10+ (5G) น่าจับตามองมาก
หน้าจอขนาด 12.4 นิ้ว ให้พื้นที่ใช้งานกำลังดีไม่ใหญ่เทอะทะเกินไป ใช้ชิป MediaTek Dimensity 9300+ บนระบบปฏิบัติการ Android 14 รุ่นใหม่ ช่วยให้การใช้งานต่อเนื่องลื่นไหล ทั้งทำงานเอกสาร เปิดหลายแอป หรือเรียนออนไลน์ทั้งวันก็เอาอยู่
ที่สำคัญ รองรับ 5G ทำให้ต่อเน็ตได้ทุกที่ เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงานที่ไม่อยากถูกจำกัดด้วย Wi‑Fi ในอาคารเท่านั้น
สเปกเด่น Galaxy Tab S10+ (5G)
ชิปประมวลผล : MediaTek Dimensity 9300+ (4nm)
ระบบปฏิบัติการ : Android 14
หน้าจอ : Dynamic AMOLED 2X, รีเฟรชเรต 120 Hz
ขนาดหน้าจอ : 12.4 นิ้ว
หน่วยความจำ : RAM 12GB / ROM 256GB
กล้อง : หน้า 12MP / หลัง 13MP + 8MP (Ultrawide)
การเชื่อมต่อ : รองรับ 5G
แบตเตอรี่ : 10,090 mAh (ชาร์จเร็ว 45W)
5. Galaxy Tab S10+ Wi‑Fi: สายคอนเทนต์–งานเอกสาร ใช้ในบ้านเป็นหลัก
สำหรับคนที่ใช้งานในบ้านหรือออฟฟิศเป็นหลัก เน้นทำเอกสาร วาดภาพ ตัดต่อวิดีโอ และดูคอนเทนต์ความละเอียดสูง Galaxy Tab S10+ Wi‑Fi คือรุ่นที่ตอบโจทย์แบบคุ้ม ๆ
ดีไซน์บางเบา จับถือไม่หนักจนเกินไป หน้าจอ 12.4 นิ้ว แบบ AMOLED 2X ความละเอียด 2800 x 1752 ให้ภาพคม สีสวย เหมาะทั้งสายดูหนังและสายสร้างผลงานคอนเทนต์ในเครื่องเดียว ภายในให้ RAM 12GB และ ROM 256GB พร้อมรองรับ microSD เพิ่มได้สูงสุด 1.5TB
ระบบเสียงดี รองรับวิดีโอความละเอียดสูง และยังมีชาร์จเร็ว 45W ช่วยลดเวลารอชาร์จ เหมาะกับคนที่ต้องใช้งานทั้งวันแบบไม่อยากเสียเวลา
สเปกเด่น Galaxy Tab S10+ Wi‑Fi
ชิปประมวลผล : MediaTek Dimensity 9300+ (4nm)
หน้าจอ : Dynamic AMOLED 2X, รีเฟรชเรต 120 Hz
ขนาดหน้าจอ : 12.4 นิ้ว
หน่วยความจำ : RAM 12GB / ROM 256GB
กล้อง : หน้า 12MP (Ultra Wide) / หลัง 13MP + 8MP (Ultra wide)
การบันทึกวิดีโอ : สูงสุด 4K 30fps
แบตเตอรี่ : 10,090 mAh (ชาร์จเร็ว 45W)
วิธีเลือกซื้อแท็บเล็ตรุ่นไหนดี ให้ตรงกับสไตล์การใช้งาน
ก่อนจะตัดสินใจจ่ายเงินให้รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ลองย้อนกลับมาดูความต้องการของตัวเองให้ชัดเจนก่อน เพราะ แท็บเล็ตที่ดีที่สุด ไม่ใช่รุ่นที่แรงที่สุด แต่คือรุ่นที่ใช้แล้วตรงกับชีวิตคุณที่สุด
1. วัตถุประสงค์การใช้งานคืออะไร?
เริ่มจากตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน
ใช้เพื่อเรียน จดเลกเชอร์ อ่านสไลด์
ใช้ทำงานเอกสาร ประชุมออนไลน์ ทำงานนอกออฟฟิศ
ใช้ทำกราฟิก วาดรูป ตัดต่อแบบจริงจัง
ใช้ดูหนัง เล่นเกม หรือเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก
เมื่อรู้ว่าตัวเองเน้นอะไร คุณจะเลือกสเปกด้านอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าเน้นเรียน–จดโน้ต อาจโฟกัสไปที่ S Pen และน้ำหนักเครื่อง แต่ถ้าเน้นกราฟิกจ๋า ก็ควรให้ความสำคัญกับหน้าจอและชิปประมวลผลเป็นพิเศษ
2. ขนาดหน้าจอและความละเอียด
ขนาดหน้าจอส่งผลกับทั้งความสะดวกในการใช้งานและการพกพาโดยตรง
ถ้าเน้นดูหนัง ทำงานหลายหน้าต่าง หรือวาดรูปจริงจัง จอใหญ่ตั้งแต่ 12.4 นิ้วขึ้นไปจะให้พื้นที่การทำงานที่สบายตา
ถ้าเน้นพกไปเรียนหรือไปทำงานข้างนอกบ่อย ขนาดประมาณ 11 นิ้วจะลงตัวกว่า ถือถนัดกว่า และยังให้ภาพคมชัดเต็มตาอยู่
ความละเอียดจอก็สำคัญสำหรับสายดูหนังและสายงานภาพ ยิ่งความละเอียดสูง ภาพยิ่งเนียนสบายตาเวลาใช้งานนาน ๆ
3. RAM และ ROM เท่าไหร่ถึงจะพอ?
RAM มีผลกับความลื่นไหลเวลาเปิดหลายแอปพร้อมกัน หรือเล่นเกม ถ้าใช้งานหนักหน่อย แนะนำให้มองที่ 8GB ขึ้นไป
ROM คือพื้นที่เก็บไฟล์รูป วิดีโอ เอกสาร แอปต่าง ๆ
ถ้าไม่ได้เก็บไฟล์เยอะ 128GB มักจะเพียงพอ
ถ้าคุณเป็นสายคอนเทนต์ หรือทำงานที่ต้องเซฟไฟล์ใหญ่ ๆ บ่อย ๆ เลือก 256GB ขึ้นไป จะสบายใจกว่า และอย่าลืมดูว่ารุ่นนั้นรองรับ microSD เพิ่มความจุได้หรือไม่
4. กล้องและฟีเจอร์เสริมที่ช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น
แม้หลายคนไม่ได้ซื้อแท็บเล็ตมาเพื่อถ่ายรูปเป็นหลัก แต่กล้องหน้า–หลังที่คุณภาพโอเคก็ยังจำเป็นสำหรับ
ประชุมออนไลน์
วิดีโอคอล
สแกนเอกสารหรือถ่ายเอกสารประกอบการเรียน
ฟีเจอร์เสริมก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เช่น
S Pen สำหรับจดโน้ต วาดภาพ รีวิวงาน
Samsung DeX ที่ช่วยให้ใช้งานแท็บเล็ตในโหมดคล้ายคอมพิวเตอร์ เหมาะกับคนที่อยากใช้แท็บเล็ตเป็นเครื่องทำงานจริงจัง
ฟีเจอร์เหล่านี้ทำให้แท็บเล็ตเครื่องเดียวกลายเป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์ได้มากขึ้น
5. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและแบตเตอรี่
ลองเช็กไลฟ์สไตล์ตัวเองให้ดีว่า
ต้องการออนไลน์ตลอดเวลาหรือไม่?
ใช้นอกบ้านบ่อยแค่ไหน?
ถ้าคุณต้องพร้อมออนไลน์ตลอดเวลา รุ่นที่รองรับ 5G หรือ LTE จะตอบโจทย์มากกว่ารุ่นที่รองรับเฉพาะ Wi‑Fi เพราะไม่ต้องวิ่งหาสัญญาณทุกครั้งที่ต้องใช้งาน
ส่วนแบตเตอรี่ ถ้าเน้นใช้งานทั้งวัน ทั้งเรียน ประชุม และดูคอนเทนต์ต่อเนื่อง แนะนำให้เลือกความจุแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เพื่อให้ ใช้ได้ยาว ๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องชาร์จบ่อย และถ้ามีชาร์จเร็วก็ยิ่งดี เพราะช่วยลดเวลารอในวันที่ต้องใช้งานหนัก
สรุป: แท็บเล็ตรุ่นไหนดีสำหรับคุณ?
การจะเลือกซื้อแท็บเล็ตสักเครื่องในปี 2025 ไม่ใช่แค่ดูว่ารุ่นไหนกำลังฮิต แต่ควรดูให้ชัดว่า มันเข้ากับวิธีใช้ชีวิตของคุณมากแค่ไหน
ถ้าเน้นพกพา ออกนอกสถานที่บ่อย และต้องมีเน็ตติดตัวตลอดเวลา รุ่นที่รองรับ 5G/LTE จะตอบโจทย์
ถ้าใช้ส่วนใหญ่ที่บ้านหรือที่ทำงาน มี Wi‑Fi พร้อมตลอด รุ่น Wi‑Fi อย่าง Galaxy Tab S9 Wi‑Fi หรือ S10+ Wi‑Fi ก็ช่วยเซฟงบได้
ถ้าทำงานกราฟิก ตัดต่อ หรือเน้นดูคอนเทนต์จอใหญ่ ๆ Galaxy Tab S10 Ultra คือตัวเลือกที่ควรมองเป็นอันดับต้น ๆ
ไม่ว่าคุณจะเน้นเรียน ทำงาน หรือเสพความบันเทิง แท็บเล็ตจาก Samsung ก็มีตัวเลือกที่ครอบคลุมหลากหลายระดับราคา เคล็ดลับคือให้เริ่มจากการรู้ตัวเองก่อน ว่าใช้ทำอะไรบ่อยที่สุด แล้วค่อยเลือกสเปกให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง แค่นี้โอกาสพลาดก็แทบไม่มีแล้ว

