รับแอปรับแอป

รวมแอป Productivity ปี 2025 ที่คนทำงานห้ามพลาด ใช้ดีจนชีวิตสปีดขึ้นแบบก้าวกระโดด

ณรงค์ฤทธิ์ แก้วทอง01-31

Productivity Apps 2025 คืออะไร ทำไมถึงต้องเริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้

Productivity Apps คือกลุ่มแอปที่เกิดมาเพื่อทำให้ชีวิตและการทำงานของคุณ ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และเป็นระบบมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการ พ่อแม่บ้าน หรือพนักงานออฟฟิศ ก็สามารถหยิบเครื่องมือเหล่านี้มาปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้สบาย ๆ

ในปี 2025 โลกของแอปมือถือพัฒนาไปไกลมาก หากคุณยังพึ่งสมุดโน้ต กระดาษ Post-it หรือความจำตัวเองเป็นหลัก อาจถึงเวลาลองเปิดใจให้กับแอปเหล่านี้ เพื่ออัปเกรดวิธีจัดการชีวิตของคุณแบบยกเครื่อง

หมวดจัดการงานและโปรเจกต์: ให้ทุก Task อยู่ในที่เดียว

แอปจัดการงานและโปรเจกต์คือหัวใจของ Productivity Apps เพราะช่วยให้คุณไม่ลืมงาน แบ่งเวลาได้ดีขึ้น และเห็นภาพรวมเป้าหมายของตัวเองชัดเจน

Notion: ศูนย์บัญชาการชีวิตแบบ All-in-One

Notion เป็นแอปสารพัดประโยชน์ที่หลายคนใช้เป็นทั้งสมุดโน้ต บอร์ดจัดการงาน ไปจนถึงฐานข้อมูลและเว็บไซต์ในแอปเดียว คุณสามารถใช้ Notion เพื่อ:

  • สร้าง To-do List และวางแผนโปรเจกต์

  • จัดเก็บไอเดีย บทความ โครงร่างเนื้อหา

  • ทำฐานข้อมูลงาน ลูกค้า หรือเรียน

  • ทำ Workspace สำหรับทีมเล็ก ๆ

จุดขายใหญ่ของ Notion คือ Template สำเร็จรูป ที่ครอบคลุมแทบทุกสายอาชีพ แถมยังมีฟีเจอร์ AI ในตัว ช่วยสรุปเนื้อหา ตอบคำถาม หรือเขียนร่างข้อความให้แบบอัตโนมัติ เหมาะกับยุคที่ต้องทำงานเร็วแต่ยังต้องรักษาคุณภาพ

แพ็กเกจของ Notion

  • Free Plan: ใช้งานฟรีสำหรับบุคคลทั่วไป เหมาะกับคนที่เริ่มจัดการชีวิตด้วยดิจิทัล

  • Plus Plan ($8/ผู้ใช้/เดือน): เหมาะกับฟรีแลนซ์หรือทีมเล็ก ที่ต้องการจัดการข้อมูลแบบจริงจังมากขึ้น

  • Business Plan ($15/ผู้ใช้/เดือน): สำหรับทีมขนาดกลาง เน้นการจัดการสิทธิ์และ Workflow ระดับองค์กร

  • Enterprise Plan: สำหรับองค์กรใหญ่ที่ต้องการปรับแต่งเชิงลึก ติดต่อฝ่ายขายโดยตรง

สรุปสั้น ๆ: เริ่มใช้แบบฟรีได้เลย ถ้าเข้ามือค่อยอัปเกรดทีหลัง

Todoist: To-do List แบบเรียบง่ายแต่โหดเรื่องประสิทธิภาพ

ถ้าคุณอยากได้แอปที่เน้น “รายการงาน” แบบไม่ยุ่งยาก แต่แอบซ่อนลูกเล่นระดับโปรไว้ข้างใน Todoist ตอบโจทย์มาก ๆ

คุณสามารถ:

  • สร้างงานและงานย่อย

  • ตั้งวันครบกำหนดและลำดับความสำคัญ

  • แบ่งหมวดโปรเจกต์และแชร์งานกับทีม

  • ซิงค์ข้อมูลข้ามอุปกรณ์ได้ลื่นไหล

Todoist เด่นเรื่องการแจ้งเตือนแบบ Real-time และประสบการณ์ใช้งานที่ไม่ซับซ้อน เหมาะกับคนที่ไม่อยากเสียเวลาเรียนรู้ระบบเยอะ แต่ก็ยังต้องการโครงสร้างในการจัดการงาน

แพ็กเกจของ Todoist

  • Free Plan: ใช้งานฟรี ครบสำหรับการจัดการงานพื้นฐาน

  • Pro Plan ($4/เดือน): เหมาะกับคนที่อยากใช้ Reminder, Labels และธีมปรับแต่ง

  • Business Plan ($6/ผู้ใช้/เดือน): เหมาะกับทีมที่ต้องการ Collaboration เต็มรูปแบบ

จุดเด่น: เริ่มฟรี ใช้ง่าย เข้าใจเร็ว เหมาะกับคนที่อยากจัดระเบียบงานแต่ไม่อยากวุ่นวาย

Asana: เครื่องมือจัดการโปรเจกต์สำหรับคนทำงานเป็นทีม

ถ้าคุณทำงานโปรเจกต์ร่วมกับคนอื่นบ่อย ๆ Asana คือเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมไม่หลุด Timeline และเห็นภาพรวมโปรเจกต์ชัดเจน

สิ่งที่ Asana ทำได้ดี:

  • ระบบ Task Management แบบละเอียด

  • Timeline ให้เห็นลำดับงานแบบ Visual

  • ติดตามความคืบหน้างานเป็นภาพรวม

  • เชื่อมต่อกับแอปยอดนิยม เช่น Slack, Zoom, Google Drive

แพ็กเกจของ Asana

  • Basic Plan: ฟรี เหมาะกับคนหรือทีมเล็กที่ต้องการจัดการงานแบบพื้นฐาน

  • Premium Plan ($10.99/ผู้ใช้/เดือน): เพิ่ม Timeline, Automation และ Reporting

  • Business Plan ($24.99/ผู้ใช้/เดือน): สำหรับทีมองค์กรที่ต้องการ Portfolios และ Goals

  • Enterprise Plan: ปรับแต่งเชิงลึกด้านความปลอดภัย ต้องติดต่อฝ่ายขาย

เหมาะกับใคร: ทีมที่มีโปรเจกต์ต่อเนื่อง และต้องการเครื่องมือกลางในการติดตามงาน

หมวดการสื่อสารและทำงานร่วมกัน: คุยกันให้รู้เรื่อง ทำงานให้ตรงกัน

เมื่อทีมเริ่มใช้แอปจัดการงานแล้ว ขั้นต่อไปคือการสื่อสารให้ไหลลื่น ลดความงงในแชต และรวมทุกอย่างไว้ในที่เดียวให้มากที่สุด

Slack: แชตสำหรับทีม ที่มากกว่าแค่การคุยงาน

Slack ถูกออกแบบมาเพื่อการสื่อสารในทีมโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่แอปแชตธรรมดา แต่เป็นศูนย์กลางการคุยงานแบบเป็นระบบ

จุดเด่นของ Slack:

  • แยกช่องคุยเป็น Channel ตามแผนก โปรเจกต์ หรือหัวข้อ

  • ลดปัญหาข้อความไหลหายแบบที่เจอในแอปแชตทั่วไป

  • ค้นหาข้อความเก่า ๆ ได้ง่าย

  • Integrate ได้กับหลายแอป เช่น Google Calendar, Google Meet, ClickUp, Trello

แพ็กเกจของ Slack

  • Free Plan: ฟรี เหมาะกับทีมเล็ก ประวัติข้อความย้อนหลัง 90 วัน และเชื่อมต่อแอปได้สูงสุด 10 ตัว

  • Pro Plan ($7.25/ผู้ใช้/เดือน): เพิ่มประวัติข้อความไม่จำกัด และฟีเจอร์โทร/แชร์ไฟล์เต็มรูปแบบ

  • Business+ Plan ($12.50/ผู้ใช้/เดือน): เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการ SSO และระบบ Export ข้อมูล

  • Enterprise Grid: สำหรับองค์กรใหญ่ที่มีหลายทีมและต้องการควบคุมแบบละเอียด

Slack ยังเปิดทดลองใช้แผน Pro และ Business+ ฟรีในช่วงแรก ทำให้คุณลองใช้กับทีมได้ก่อนตัดสินใจ

Grammarly: ผู้ช่วยเขียนภาษาอังกฤษที่เก่งกว่าการเช็กคำผิด

ถ้าคุณต้องเขียนอีเมล รายงาน หรือโพสต์ภาษาอังกฤษบ่อย ๆ Grammarly คือผู้ช่วยที่ควรมีติดเครื่อง

สิ่งที่ Grammarly ทำได้มากกว่าตัวเช็กคำผิดทั่วไป:

  • ตรวจคำผิดและไวยากรณ์อย่างละเอียด

  • แนะนำโทนภาษาให้เหมาะกับบริบท เช่น อีเมลงาน vs แชตเพื่อน

  • ปรับสไตล์การเขียนให้ดูมืออาชีพมากขึ้น

  • ใช้ AI ช่วยเขียนหรือปรับประโยคใหม่ทั้งย่อหน้า

แพ็กเกจของ Grammarly

  • Free Plan: ฟรี เหมาะกับการใช้งานพื้นฐานและการปรับไวยากรณ์ทั่วไป

  • Premium Plan (ประมาณ $12/เดือน): เพิ่มการเช็กโทนภาษาและคำแนะนำเชิงลึก

  • Business Plan ($15/ผู้ใช้/เดือน): เหมาะกับทีมที่ต้องการ Style Guide และการวิเคราะห์การเขียนระดับองค์กร

เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นประจำ แต่ไม่อยากเสียเวลามานั่งตรวจทุกคำด้วยตัวเอง

หมวดการจดบันทึกและจัดการความรู้: เก็บทุกไอเดีย ไม่ให้หายไปกับเวลา

การมีที่เก็บข้อมูล ความคิด และโน้ตต่าง ๆ แบบเป็นระบบ จะช่วยให้คุณดึงความรู้กลับมาใช้ได้ตลอด ไม่ใช่จดแล้วหายไปกับกองสมุดหรือโพสต์เก่า ๆ

Evernote: แอปจดบันทึกคลาสสิกที่ยังทรงพลัง

Evernote เป็นหนึ่งในแอปจดโน้ตที่อยู่มานาน แต่ยังมีคนใช้ทั่วโลก เพราะฟีเจอร์ครบและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

คุณสามารถใช้ Evernote เพื่อ:

  • จดบันทึกข้อความ ไอเดีย หรือสรุปประชุม

  • แนบรูปภาพ เสียง หรือไฟล์จากอีเมล

  • ใช้เทมเพลตสำเร็จรูป เช่น To-do, Meeting Notes, Project Plan

  • ค้นหาโน้ตได้อย่างรวดเร็วแม้จะมีข้อมูลจำนวนมาก

แพ็กเกจของ Evernote

  • Free Plan: ฟรี สำหรับการจดโน้ตพื้นฐาน และซิงค์ระหว่าง 2 อุปกรณ์

  • Personal Plan ($14.99/เดือน): เพิ่มพื้นที่จัดเก็บ เชื่อมต่อ Google Calendar และใช้งานออฟไลน์ได้

  • Professional Plan ($17.99/เดือน): เพิ่มแดชบอร์ดปรับแต่งและระบบค้นหาขั้นสูง

  • Teams Plan: สำหรับองค์กร ต้องติดต่อฝ่ายขายเพื่อกำหนดราคาตามทีม

Obsidian: ระบบความรู้ส่วนตัวสำหรับสายคิดลึก

ถ้าคุณเป็นสายจดโน้ตจริงจัง ชอบเชื่อมโยงความคิดไปมา Obsidian จะตอบโจทย์มาก เพราะใช้แนวคิดแบบ เชื่อมโยงโน้ตเข้าหากัน เพื่อสร้างแผนที่ความรู้ส่วนตัว

จุดเด่นของ Obsidian:

  • ใช้ Markdown ในการจดโน้ต ทำให้ยืดหยุ่นและจัดรูปแบบได้ง่าย

  • สร้างลิงก์เชื่อมโน้ต เพื่อเห็นภาพเครือข่ายความคิด

  • เหมาะสำหรับนักวิจัย นักเขียน หรือคนที่ต้องจัดการข้อมูลจำนวนมาก

  • มีปลั๊กอินเสริม เช่น Knowledge Timeline หรือระบบ AI เพื่อช่วยจัดกลุ่มโน้ต

แพ็กเกจของ Obsidian

  • Free Plan: ฟรีเต็มรูปแบบ สร้างโน้ตและเชื่อมโยงได้ไม่จำกัด

  • Catalyst License (เริ่มต้น $25/ครั้งเดียว): สำหรับผู้สนับสนุนและผู้ที่อยากได้ฟีเจอร์ทดลองก่อนใคร

  • Commercial License ($50/ผู้ใช้/ปี): สำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจหรือองค์กร

หมวดจัดการเวลาและตาราง: ไม่พลาดนัด ไม่ลืมงานสำคัญ

การบริหารเวลาเป็นหัวใจของ Productivity ต่อให้มีแอปดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่จัดตารางชีวิต ก็อาจยังรู้สึกยุ่งอยู่ดี

Google Calendar: ปฏิทินดิจิทัลที่แทบทุกคนควรใช้

Google Calendar ยังครองตำแหน่งหนึ่งในแอปจัดการเวลาที่ดีที่สุด เพราะเชื่อมต่อกับ Gmail และบริการอื่นของ Google ได้โดยตรง

สิ่งที่ทำได้สะดวก:

  • สร้างกิจกรรม นัดหมาย และตั้งแจ้งเตือนหลายรอบ

  • จองและแชร์ลิงก์ประชุมออนไลน์ได้ในไม่กี่คลิก

  • แชร์ปฏิทินกับทีม ครอบครัว หรือคู่ทำงาน

  • ปรับใช้ได้ทั้งในงานส่วนตัวและงานออฟฟิศ

แพ็กเกจของ Google Calendar

  • Free Plan: ฟรีสำหรับผู้ใช้ Gmail ครอบคลุมฟีเจอร์หลักแทบทั้งหมด

  • Business Plan (รวมใน Google Workspace เริ่มต้น $6/ผู้ใช้/เดือน): เพิ่มฟีเจอร์จองห้องประชุม แชร์ปฏิทินในทีม และการควบคุมสิทธิ์เชิงลึก

หมวด Collaboration & Project Management: ทำงานร่วมกันแบบเห็นทุกอย่างในภาพเดียว

ใครที่ทำงานเป็นทีมเล็ก ทีมคอนเทนต์ หรือทีมโปรเจกต์ การมีเครื่องมือ Collaboration ที่ดีจะช่วยลดการตามทวงงาน และทำให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน

Trello: จัดการงานแบบลากการ์ดง่าย ๆ ด้วย Kanban Board

Trello โดดเด่นเรื่องการใช้บอร์ดและการ์ดมาช่วยจัดการงานในสไตล์ Kanban ทำให้ เห็นภาพงานที่ต้องทำ กำลังทำ และทำเสร็จแล้ว ได้ชัดเจน

จุดเด่น:

  • ลากการ์ดเพื่อเปลี่ยนสถานะงานได้ง่าย

  • เหมาะกับการวางแผนคอนเทนต์ แผนโปรเจกต์ หรือการแบ่งงานในทีม

  • เชื่อมต่อกับแอปอื่นได้ เช่น Google Drive และ Slack

แพ็กเกจของ Trello

  • Free Plan: ฟรี ใช้บอร์ดและการ์ดได้ไม่จำกัด เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปและทีมเล็ก

  • Standard Plan ($5/ผู้ใช้/เดือน): เพิ่ม Checklists ขั้นสูง และสิทธิ์การเข้าถึงที่ละเอียดขึ้น

  • Premium Plan ($10/ผู้ใช้/เดือน): เพิ่มมุมมอง Timeline, Dashboard, Calendar

  • Enterprise Plan: สำหรับองค์กรใหญ่ ต้องกำหนดราคาตามจำนวนผู้ใช้

Monday.com: ระบบงานแบบปรับแต่งได้สำหรับทีมที่ต้องการโครงสร้างจริงจัง

Monday.com เหมาะกับทีมที่อยากได้ Workflow ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเทคโนโลยี การตลาด หรือ HR

สิ่งที่ปรับแต่งได้ใน Monday.com:

  • Workflow เฉพาะของแต่ละทีม

  • การอนุมัติงานหลายขั้นตอน

  • Dashboard สรุปสถานะงานแบบภาพรวม

แพ็กเกจของ Monday.com

  • Free Plan: ฟรีสำหรับทีมเล็ก ใช้ได้สูงสุด 2 คน เหมาะกับการเริ่มทดลองใช้ระบบ

  • Basic Plan ($9/ผู้ใช้/เดือน): เพิ่ม Dashboard สำหรับติดตามงาน

  • Standard Plan ($12/ผู้ใช้/เดือน): เพิ่มมุมมอง Timeline, Calendar, Gantt และ Integrations

  • Pro Plan ($19/ผู้ใช้/เดือน): เพิ่ม Time Tracking, Automation และ Dashboard ขั้นสูง

  • Enterprise Plan: สำหรับองค์กรใหญ่ ปรับแต่งตามความต้องการผ่านฝ่ายขาย

แอปน่าสนใจอื่น ๆ ที่ควรรู้จักในปี 2025

นอกจากตัวดัง ๆ ที่พูดถึงไป ยังมีแอปสาย Hybrid ที่รวมหลายความสามารถเข้าด้วยกัน

ClickUp: รวม Notion + Asana + Trello ในที่เดียว

ClickUp กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะพยายามรวมข้อดีของหลายแอปเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึก การจัดการโปรเจกต์ หรือการวิเคราะห์งาน

จุดเด่นของ ClickUp:

  • อินเทอร์เฟซปรับแต่งได้สูงมาก

  • ใช้เป็นทั้ง Task Manager, Docs, และ Whiteboards

  • ทีมสามารถออกแบบวิธีทำงานให้เข้ากับโครงสร้างของตัวเองได้จริง

แพ็กเกจของ ClickUp

  • Free Plan: ฟรี เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ใช้ Task, Docs และ Whiteboards ได้

  • Unlimited Plan ($7/ผู้ใช้/เดือน): สำหรับทีมเล็ก เพิ่ม Unlimited Dashboards และ Integrations

  • Business Plan ($12/ผู้ใช้/เดือน): เพิ่ม Timeline, Goal Tracking และการควบคุมสิทธิ์ขั้นสูง

  • Enterprise Plan: สำหรับองค์กรใหญ่ที่ต้องการระบบความปลอดภัยและการจัดการเชิงลึก

สรุป: แอปไหนดีที่สุดสำหรับคุณในปี 2025?

ในโลกของ Productivity Apps ไม่มี “แอปที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน” มีแค่ แอปที่เหมาะที่สุดกับสไตล์ของคุณ เท่านั้น

แนวทางเลือกแบบไม่ปวดหัว:

  • ถ้าอยากเริ่มจัดการชีวิตแบบดิจิทัล: ลองเริ่มจาก Notion, Todoist หรือ Google Calendar

  • ถ้าทำงานเป็นทีม: มองไปที่ Asana, Trello, Slack หรือ Monday.com

  • ถ้าต้องจดบันทึกเยอะ ๆ: ลองใช้ Evernote หรือ Obsidian

  • ถ้าอยากได้ตัวเดียวทำได้แทบทุกอย่าง: ให้โอกาส ClickUp สักหน่อย

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การโหลดหลายแอป แต่มันคือการ ลงมือใช้จริงอย่างต่อเนื่อง เลือกมาแค่ 1–2 ตัวที่ถูกใจ แล้วใช้ให้ติดเป็นนิสัย

เชื่อได้เลยว่า ถ้าคุณเริ่มใช้จริงจังสักไม่กี่สัปดาห์ วิธีคิด การวางแผน และการจัดการชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปแบบจับต้องได้ทันที