ภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซไทยและบทบาทของ Shopee กับ Lazada
ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยถูกขับเคลื่อนหลักจากแพลตฟอร์มใหญ่ 3 ราย คือ Shopee, TikTok Shop และ Lazada จากผลสำรวจของ Milieu Insight พบว่า Shopee มีส่วนแบ่งในกลุ่มอีคอมเมิร์ซสูงถึง 89% TikTok Shop อยู่ที่ 71% และ Lazada อยู่ที่ 66% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยใช้หลายแพลตฟอร์มควบคู่กัน แต่ Shopee ยืนหนึ่งด้านการเข้าถึงผู้ซื้อ
ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงานจาก Momentum Works ชี้ว่า Shopee ครองส่วนแบ่ง 52% ของ GMV อีคอมเมิร์ซทั้งภูมิภาคในปี 2024 ขณะที่ Lazada แม้จะมีส่วนแบ่งน้อยกว่า แต่สามารถทำกำไรเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2024 จากการปรับกลยุทธ์ให้เน้นความคุ้มค่าและความเป็นแพลตฟอร์มสำหรับแบรนด์มากขึ้น
สำหรับประเทศไทย Shopee ถูกมองว่าเป็น Mobile-first Marketplace ออกแบบให้ใช้งานสะดวกบนมือถือ เน้นความง่าย โปรโมชั่นแรง และกิจกรรมอย่าง 9.9, 10.10, 11.11, 12.12 ที่ดึงทราฟฟิกจำนวนมาก ส่วน Lazada ซึ่งอยู่ภายใต้ Alibaba Group เน้นภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ โลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่แข็งแรง และการสนับสนุนร้านค้าแบรนด์และผู้ขายที่เป็นมืออาชีพ
จากมุมมองของนักช้อปไทยยุคใหม่ การเลือกแพลตฟอร์มไม่ได้ดูเฉพาะราคาอีกต่อไป แต่เริ่มประเมินทั้ง ความเชื่อมั่น ประสบการณ์การใช้งาน และคุณภาพบริการ ทำให้ Shopee และ Lazada ต่างต้องแข่งขันกันทั้งในด้านประสบการณ์และโครงสร้างธุรกิจ ไม่ใช่แค่การลดแลกแจกแถม
เปรียบเทียบประสบการณ์ใช้งานและฟีเจอร์หลักของ Shopee และ Lazada
Shopee พัฒนาตัวเองมาในฐานะแพลตฟอร์มที่ ใช้งานง่าย เน้นผู้ใช้มือถือเป็นหลัก ระบบอินเทอร์เฟซและฟีเจอร์ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การช้อปปิ้งเร็ว ๆ จากสมาร์ตโฟน มีการใช้ คูปอง เหรียญสะสม (coins) และแคมเปญโปรโมชั่นในแอป อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ และผลักดันให้ผู้ซื้อกลับมาซื้อซ้ำ
Lazada ในทางกลับกันเน้นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ ร้านค้าพรีเมียมและแบรนด์ เช่น เครื่องมือสำหรับ Brand Store การจัดการสินค้าในระดับมืออาชีพ และการเชื่อมกับโครงสร้างพื้นฐานของ Alibaba เช่นระบบโลจิสติกส์ Cainiao ทำให้ภาพรวมการใช้งานของ Lazada ถูกมองว่า “จริงจังกว่า” Shopee และเหมาะกับผู้ซื้อที่ต้องการสินค้าที่มีการจัดการแบบแบรนด์ทางการ
ในเชิงประสบการณ์ผู้ใช้ ผลสำรวจ Milieu Insight ระบุว่าผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับ ความเชื่อถือและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล มากขึ้น ขณะเดียวกันต้องการแพลตฟอร์มที่สามารถสร้าง “ความคุ้มค่าในแบบของตัวเอง” หมายถึงไม่ได้ล่าราคาถูกอย่างเดียว แต่ต้องผสมระหว่างราคาและความมั่นใจในแพลตฟอร์ม
Shopee ตอบโจทย์ด้วยการสร้างภาพลักษณ์แพลตฟอร์มที่ เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดภูมิภาค ผ่านแนวคิด Digital Bridge และใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม ส่วน Lazada เน้นความเป็นแพลตฟอร์มที่มีแบ๊คอัพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนจาก Alibaba เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจในกระบวนการหลังบ้าน

ราคา โปรโมชัน คูปอง และแคมเปญลดราคา
ทั้ง Shopee และ Lazada ใช้ กลยุทธ์ราคาและโปรโมชัน เป็นเครื่องมือสำคัญ แต่มีน้ำหนักต่างกัน
Shopee เน้นแคมเปญใหญ่ระดับภูมิภาค เช่น 9.9, 10.10, 11.11, 12.12 พร้อมระบบ Coins Cashback และ Free Shipping ที่กระตุ้นให้ผู้ซื้อใช้งานแอปอย่างต่อเนื่อง
Lazada แม้มีแคมเปญ 11.11, 12.12 เช่นกัน แต่ให้ความสำคัญกับ Campaign พิเศษสำหรับบางหมวดสินค้า เช่นอิเล็กทรอนิกส์หรือแบรนด์ ที่ใช้เป็นตัวดึงดูดผู้ซื้อที่เน้นคุณภาพมากกว่าราคา
สำหรับฝั่งผู้ทำ Affiliate โปรแกรมของ Shopee และ Lazada ต่างกำหนด ค่า Commission ตามหมวดสินค้า เช่น
Shopee Affiliate: โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3–10% โดยหมวด Fashion และ Beauty ให้ค่าคอมมิชชันสูงกว่า Electronics
Lazada Affiliate: อยู่ในช่วง 3–8% และมักมีแคมเปญพิเศษให้ค่าคอมมิชชันสูงกว่าปกติในช่วงเทศกาล เช่น 11.11 หรือ 12.12
ข้อมูลนี้สะท้อนว่าทั้งสองแพลตฟอร์มให้ความสำคัญกับการใช้ โปรโมชันและคอมมิชชัน เป็นเครื่องมือในการสร้างทราฟฟิกและเพิ่มยอดขาย โดย Shopee จะเน้นมวลชนและความถี่ในการซื้อ ส่วน Lazada เน้นช่วงแคมเปญและหมวดสินค้าที่มีกำไรสูง
ระบบขนส่ง ความรวดเร็ว ค่าจัดส่ง และตัวเลือกการรับสินค้า
ในเชิงโลจิสติกส์ ทั้งสองแพลตฟอร์มมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน จากข้อมูลในระดับภูมิภาคและบริบทของบริษัทแม่สามารถมองภาพรวมได้ดังนี้
Shopee สร้างโครงสร้างโลจิสติกส์ที่แข็งแรงในภูมิภาค ใช้คู่กับแคมเปญส่งฟรี ทำให้การจัดส่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สะดวก รวดเร็ว และเน้นปริมาณคำสั่งซื้อจำนวนมาก
Lazada ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างของ Alibaba ผ่านเครือข่ายโลจิสติกส์ เช่น Cainiao และระบบ LEX ทำให้ภาพลักษณ์ด้านโลจิสติกส์ถูกมองว่า มีความเป็นระบบและมีมาตรฐานสูง โดยเฉพาะสำหรับแบรนด์และผู้ขายที่มีสเกลใหญ่
ผู้ซื้อไทยจำนวนมากหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์แทนการไปห้าง เพราะเชื่อว่าสามารถสั่งสินค้าตั้งแต่ของใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงสินค้าใหญ่ ๆ แล้วขนส่งได้ถึงบ้านทั่วประเทศ ทั้ง Shopee และ Lazada จึงเป็นตัวกลางสำคัญที่ทำให้การจัดส่งสินค้าแทบทุกประเภทเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม จากมุมของผู้ประกอบการและคู่ค้า Lazadaยังถูกตั้งคำถามบ้างในระดับโครงสร้าง เนื่องจากอยู่ในห่วงโซ่ของ Alibaba ที่เคยมีประเด็นกับ Ant Group ทำให้ผู้ขายบางส่วนต้องประเมินว่าในระยะยาวแพลตฟอร์มจะสร้างความมั่นใจต่อเนื่องด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนได้เพียงใด ขณะที่ Shopee ซึ่งมีฐานอยู่สิงคโปร์ถูกมองว่ามีความยืดหยุ่นทางธุรกิจมากกว่า
คุณภาพสินค้า การรับประกัน และบริการหลังการขาย
ในเชิงคุณภาพสินค้าและบริการหลังการขาย ทั้ง Shopee และ Lazada ใช้ ระบบรีวิวและคะแนนร้านค้า เป็นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อไทย ซึ่งตามผลสำรวจ Milieu Insight ผู้บริโภคไทยยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นมากกว่าการล่าราคาถูกเพียงอย่างเดียว
ข้อสังเกตสำคัญคือ ผู้ซื้อไทยมักใช้เวลาอ่าน รีวิวและความคิดเห็นของลูกค้า ก่อนตัดสินใจซื้อ ทั้งใน Shopee และ Lazada โดยเฉพาะในหมวดสินค้ายอดนิยม เช่น
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และไอที (สมาร์ตโฟน อุปกรณ์เสริม แล็ปท็อป)
แฟชั่น (เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า)
ความงามและสกินแคร์ (เซรั่ม ครีมบำรุง)
เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (หม้อทอดไร้น้ำมัน เครื่องดูดฝุ่น เครื่องฟอกอากาศ)
การที่ทั้งสองแพลตฟอร์มมีระบบรีวิวอย่างละเอียดทำให้ผู้ซื้อสามารถประเมินคุณภาพสินค้าได้ดีขึ้น แม้จะไม่ได้สัมผัสสินค้าจริงก่อนจ่ายเงิน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความภักดีในระยะยาว หากสินค้ามีคุณภาพตรงตามคาด พร้อมบริการหลังการขายที่ตอบสนองได้
ระบบชำระเงิน ความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์จากการจ่ายเงิน
ด้านระบบชำระเงิน ทั้ง Shopee และ Lazadaให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของธุรกรรม และการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีการเชื่อมต่อกับระบบชำระเงินหลากหลายรูปแบบในแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในระดับโครงสร้างแพลตฟอร์ม
Lazada มีจุดแข็งด้านโครงสร้างการจ่ายเงินและระบบชำระเงินจาก Alibaba และบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
Shopee พัฒนาเครื่องมือดิจิทัลและ AI บนแพลตฟอร์ม เพื่อเสริมประสบการณ์ตั้งแต่การค้นหาสินค้าจนถึงการทำธุรกรรมให้มีความปลอดภัยและลื่นไหล
ผู้บริโภคไทยยุคใหม่มีความกังวลเรื่อง ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และความรับผิดชอบในการคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น จึงประเมินแพลตฟอร์มจากทั้งชื่อเสียง ประสบการณ์ และแบ๊คอัพทางธุรกิจ ซึ่ง Shopee และ Lazada ต่างต้องตอบโจทย์ในมิตินี้ควบคู่กับการสร้างสิทธิประโยชน์จากการจ่ายเงิน เช่น ส่วนลดหรือคูปองที่ผูกกับการใช้ช่องทางชำระเงินบางประเภท

ข้อดีและข้อจำกัดของ Shopee และ Lazada สำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย
จากข้อมูลที่มี สามารถสรุปภาพรวมข้อดีและข้อจำกัดของทั้งสองแพลตฟอร์มได้ดังนี้
Shopee – จุดแข็ง
ส่วนแบ่งตลาดในไทยและภูมิภาคสูง ทำให้มีผู้ซื้อจำนวนมากและทราฟฟิกมหาศาล
ออกแบบเป็น Mobile-first ใช้งานง่ายทั้งสำหรับผู้ซื้อและผู้ขายรายย่อย
แคมเปญโปรโมชันถี่ เช่น 9.9–12.12 พร้อมระบบ Coins และคูปอง ช่วยเพิ่มยอดขาย
เหมาะกับสินค้าแฟชั่น ความงาม อาหารเสริม ของใช้ในบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์
สำหรับ Affiliate มีระบบสร้างลิงก์ง่ายและปริมาณผู้ซื้อสูง ทำให้เหมาะกับ Blogger และ Creator ที่มีช่องทางทราฟฟิกอยู่แล้ว
Shopee – ข้อจำกัด
โครงสร้างค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้ง Commission, Technical Support Fee และโปรแกรม Cashback/Free Shipping
ผู้ขายต้องบริหารต้นทุนให้ดี เพราะเมื่อรวมค่าธรรมเนียม แคมเปญ และโฆษณา ส่วนแบ่งที่แพลตฟอร์มกินไปอาจสูงถึง 20–25% ของยอดขายหลังหักส่วนลด
Lazada – จุดแข็ง
มีแบ๊คอัพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนจาก Alibaba ทำให้ภาพลักษณ์ด้านความน่าเชื่อถือแข็งแรง
เหมาะกับ แบรนด์และผู้ขายที่มีสต็อกและสินค้าพรีเมียม โดยเฉพาะ Electronics อุปกรณ์ไฟฟ้า และแฟชั่นระดับสูง
โครงสร้างค่าธรรมเนียมพื้นฐานในหลายกรณีถูกกว่าคู่แข่ง เมื่อดูด้าน Commission เพียงอย่างเดียว
เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคมองว่ามีความเป็น “ทางการ” มากกว่า เหมาะกับการสร้าง Brand Store และภาพลักษณ์ระยะยาว
Lazada – ข้อจำกัด
ส่วนแบ่งตลาดและทราฟฟิกโดยรวมต่ำกว่า Shopee ทำให้ปริมาณคำสั่งซื้อโดยเฉลี่ยน้อยกว่า
การขับเคลื่อนตลาดในบางประเทศช้าลง และถูก TikTok Shop แซงในเรื่องโซเชียลคอมเมิร์ซ
ผู้ขายต้องพิจารณาความมั่นใจในเชิงโครงสร้างธุรกิจของ Alibaba หลังมีกรณี Ant Group ซึ่งถูกจับตาในเชิงนโยบายจากรัฐบาลจีน
สำหรับผู้ซื้อไทย การใช้แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งจึงขึ้นกับเป้าหมายการซื้อ ถ้าต้องการ ตัวเลือกเยอะ โปรโมชันถี่ และความสะดวกมือถือ Shopee จะตอบโจทย์มากกว่า ส่วนหากต้องการ แบรนด์ทางการ สินค้าพรีเมียม และภาพลักษณ์ที่ดูเป็นระบบ Lazada เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
แนวทางเลือกใช้แพลตฟอร์มให้คุ้มค่า และสรุปคำแนะนำก่อนตัดสินใจ
จากข้อมูลและแนวโน้มในตลาดไทยและภูมิภาค สามารถสรุปแนวทางการเลือกใช้ Shopee หรือ Lazada ให้คุ้มค่าสำหรับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้ดังนี้
สำหรับผู้ขายและผู้ประกอบการ
หากเป็น ผู้ขายหน้าใหม่ มีสต็อกไม่มาก และเน้นสินค้าแฟชั่น ความงาม อาหารเสริม หรือของใช้ในบ้าน การเริ่มต้นบน Shopee มักให้โอกาสเข้าถึงผู้ซื้อได้กว้างกว่า และระบบใช้งานไม่ซับซ้อน
หากเป็น แบรนด์หรือผู้ขายที่มีสินค้าพรีเมียม อุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง Lazada จะเหมาะกับการสร้างภาพลักษณ์และการใช้เครื่องมือ Brand Store
การขายบน ทั้งสองแพลตฟอร์มพร้อมกัน เป็นแนวทางที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจำนวนมากใช้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและใช้จุดแข็งของแต่ละแพลตฟอร์มให้เต็มที่ แต่ต้องบริหารสต็อก ราคา และแคมเปญให้สอดคล้องกัน
ต้องเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมของแต่ละแพลตฟอร์มให้ดี เพราะค่าคอมมิชชัน ค่าโปรแกรม และค่าโฆษณารวมกันอาจกินส่วนต่างถึงหนึ่งในสามของยอดขาย การตัดสินใจเข้าร่วมโปรแกรมต่าง ๆ จึงต้องคำนวณจากมาร์จินจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายรวม
สำหรับผู้ซื้อไทยยุคใหม่
ควรใช้เวลาอ่านรีวิวและประเมิน ความเชื่อมั่นของร้านค้าและแพลตฟอร์ม ควบคู่กับการเปรียบเทียบราคา
อาศัยแพลตฟอร์มที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงอย่าง Shopee ในการค้นหาสินค้าหลากหลาย และใช้ Lazada ในการเช็กสินค้าจากร้านแบรนด์หรือร้านที่ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น
ประเมิน “ความคุ้มค่าในแบบของตัวเอง” จากทั้งราคาสินค้า โปรโมชั่น ค่าจัดส่ง และความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและบริการหลังการขาย
สรุปภาพรวม
Shopee และ Lazada ต่างมีบทบาทสำคัญในการผลักดันตลาดอีคอมเมิร์ซไทยให้เติบโต แต่มีจุดเน้นต่างกันอย่างชัดเจน Shopee ยืนหนึ่งด้านทราฟฟิกและความง่ายในการเข้าถึงผู้ซื้อ ส่วน Lazada เด่นด้านความน่าเชื่อถือ แบรนด์ และโลจิสติกส์ในเชิงโครงสร้าง ผู้ประกอบการและผู้ซื้อไทยจึงควรเลือกใช้แพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับ เป้าหมาย ประเภทสินค้า และระดับความคาดหวังด้านประสบการณ์และความเชื่อมั่น โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเพียงอย่างเดียว


ความคิดเห็น