Apple Vision Pro รุ่นใหม่คืออะไร และทำไมโค้ดเนม N224 จึงสำคัญ
Apple Vision Pro รุ่นใหม่ คือการพัฒนา spatial computing headset ของ Apple รุ่นถัดไปภายใต้โค้ดเนม N224 ที่มีแนวคิดดีไซน์ 4 รูปแบบ เพื่อลดน้ำหนัก ทำให้สวมใส่สบายขึ้น และวางตำแหน่งให้เข้าถึงผู้ใช้ได้มากกว่ารุ่นแรก โดยยังคงโฟกัสประสบการณ์ผสมผสานโลกเสมือนและโลกจริงผ่าน VR headset design ที่แตกต่างกันไปในแต่ละแนวทางเพื่อตอบโจทย์การใช้งานและราคาหลากหลายกลุ่ม
สิ่งที่น่าสนใจคือ รายงานระบุว่า Apple กำลังพัฒนา Apple Vision Pro รุ่นใหม่ภายใต้โค้ดเนม N224 และมีดีไซน์ไว้ 4 รูปแบบที่แตกต่างกัน แนวคิดหนึ่งคือการแยกส่วนฮาร์ดแวร์บางอย่างออกไปคล้าย Meta VR Glasses ซึ่งทำให้แว่นเบาลงและใส่สบายขึ้น การที่ Apple ยอมลองหลายทิศทางพร้อมกัน บอกชัดว่า บริษัทกำลังหาคำตอบใหม่ให้ตลาดที่ Vision Pro รุ่นแรกยังไม่สามารถทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้ เพราะถูกวิจารณ์เรื่องราคาที่สูง น้ำหนักมาก และความไม่อยากใส่อุปกรณ์บนศีรษะเป็นเวลานาน
4 แนวดีไซน์ N224 สะท้อนสงครามความเชื่อเรื่องรูปแบบ VR
แม้รายละเอียดเชิงภาพของทั้ง 4 ดีไซน์ยังไม่ถูกเปิดเผย แต่ข้อมูลที่รู้เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอให้เห็นความคิดที่แตกต่างกันภายใน Apple รายงานระบุว่า หนึ่งในสี่ดีไซน์ของ Apple Vision Pro รุ่นใหม่เป็นแบบแยกส่วน คล้าย Meta VR Glasses ที่แยกแบตเตอรี่และหน่วยประมวลผลออกจากตัวแว่นเพื่อให้ใส่สบายขึ้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทาง Apple VR glasses น้ำหนักเบาที่กำลังถูกพูดถึง ว่าอาจเป็นอุปกรณ์ราคาย่อมเยากว่าและใกล้เคียงกับแว่นสายตาปกติมากขึ้น
แต่อีกฝั่งหนึ่ง ผู้บริหารระดับสูงของ Apple ยังเชื่อว่าแนวทางแยกกล่องประมวลผลแบบ Meta VR Glasses มอบประสบการณ์ที่ไม่ดีพอ และต้องการให้ Vision Pro รักษาแนวทาง all in one คือรวมทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียวเหมือนรุ่นแรก นี่คือศึกทางปรัชญา ระหว่างความบริสุทธิ์ของประสบการณ์แบบครบวงจร กับความจริงว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ยอมใส่ VR headset ได้ก็ต่อเมื่อมันเบา พกง่าย และไม่เกะกะชีวิตประจำวัน
แรงกดดันจาก Meta และความล้มเหลวเงียบของ Vision Pro รุ่นแรก
เบื้องหลังการแตกแขนงเป็น 4 ดีไซน์ของ N224 คือความจริงที่ว่า Vision Pro รุ่นแรกไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ Apple คาดหวัง ถูกวิจารณ์เรื่องราคาพรีเมียม น้ำหนัก และความไม่อยากรับการสวม headset ของผู้ใช้ส่วนใหญ่ เมื่อใช้งานนาน น้ำหนักระดับนี้ทำให้เกิดอาการล้า ซึ่งไม่เคยเกิดกับการดูโทรทัศน์หรือทำงานกับจอมอนิเตอร์ปกติ ปัญหาเหล่านี้กระแทกเข้ากับความคาดหวังสูงของตลาดอย่างจัง
ขณะเดียวกัน Meta ยังคงครองตลาดด้วย Quest ที่ราคาย่อมเยาและน้ำหนักเบากว่า โดยผู้ใช้จำนวนมากใช้เพื่อเล่นเกมแบบสบาย ๆ พร้อมกับการเปิดตัว Meta VR Glasses ที่เดินสายแว่นเบาและเน้นประสบการณ์ใช้งานทุกวัน นี่ทำให้ Apple ถูกบังคับให้คิดใหม่ว่าตัวเองควรยืนอยู่ตรงไหนของเส้นระหว่างอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์กับของเล่นที่เข้าถึงคนหมู่มาก Apple ถูกกล่าวหาว่ากำลังทำงานบน Apple VR glasses และ smart glasses ที่จะมาในอนาคต หลังปี 2027 เป็นต้นไป ชี้ว่าบริษัทไม่ได้มอง Vision Pro เป็นคำตอบเดียว
ไทม์ไลน์ 2028 และสิ่งที่เสี่ยงหายไปกลางทาง
รายงานระบุว่า Apple Vision Pro รุ่นใหม่อาจต้องรอจนปลายปี 2028 หรือต้นปี 2029 กว่าจะเปิดตัวได้ บางแหล่งถึงขั้นบอกว่างานพัฒนานี้อยู่ในภาวะเหมือนถูกต่อท่อช่วยหายใจ และมีโอกาสที่ Apple จะทิ้งโครงการไปเลยหากไม่เห็นคำตอบชัดเจนในเชิงสินค้า ในอีกด้าน มีการระบุว่าผู้นำคนใหม่ของ Apple มอง Vision Pro เป็นเพียง “บันไดสู่สิ่งอื่น” ไม่ใช่ปลายทางทั้งหมดของยุทธศาสตร์ XR
หากมองจากมุมผู้ใช้ การรออีกหลายปีกว่าจะได้เห็น Apple Vision Pro รุ่นใหม่อาจทำให้คนจำนวนมากหันไปหาทางเลือกอย่าง Meta หรือแบรนด์อื่นก่อน แต่ก็สะท้อนว่า Apple ยอมรับว่าต้องทำ spatial computing headset ให้บางและเบากว่าเดิม และต้องคิดเรื่องตำแหน่งราคาใหม่ ประโยคที่ควรถูกจดจำคือ “Apple รู้แล้วว่าการยัดน้ำหนักมากขนาดนั้นไว้บนศีรษะคือสูตรสำเร็จของความล้า ไม่ใช่อนาคตของคอมพิวเตอร์สวมศีรษะ”
อนาคต VR ของ Apple จะอยู่ในหมวกหรือในแว่น
การที่ N224 มีถึง 4 ดีไซน์ในห้องทดลอง แปลว่า Apple ยังไม่แน่ใจว่าควรผูกอนาคตกับหมวก VR แบบเดิม หรือไปทาง Apple VR glasses ที่ใส่ได้ทั้งวัน สิ่งหนึ่งที่ชัดคือ บริษัทต้องหาทางแก้สามข้อวิจารณ์หลักของ Vision Pro รุ่นแรก คือ น้ำหนัก ความสบาย และตำแหน่งราคา การออกแบบใหม่จึงไม่ใช่แค่เปลี่ยนหน้าตา แต่เป็นการยอมรับว่ารูปแบบเดิมอาจไม่ใช่คำตอบที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ต้องการ
ในระยะสั้น ตลาดอาจยังเห็น Meta ครองพื้นที่ด้วยอุปกรณ์เล่นเกมและความบันเทิงที่เข้าถึงง่าย แต่ในระยะยาว คำถามคือ ใครจะหาฟอร์มแฟกเตอร์ที่คนยอมใส่ทุกวันได้ก่อน ไม่ว่าจะเป็น spatial computing headset ทรงหมวก หรือแว่นสายตาอัจฉริยะ การตัดสินใจของ Apple ตอนนี้จะกำหนดว่า Vision Pro จะกลายเป็นเส้นทางหลักของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ หรือเป็นเพียงบททดลองราคาแพงที่บอกเราว่าอะไรคือทางที่ไม่ควรเดินอีก






