โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง วิกฤตสุขภาพที่โภชนาการต้องนำหน้า
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คือกลุ่มโรคเรื้อรังที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน และมะเร็ง ซึ่งพัฒนาอย่างช้าแต่ต่อเนื่อง เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกิน การไม่ออกกำลังกาย ความเครียด การนอน และสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดภาระต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาวของทั้งคนคนเดียว ครอบครัว และระบบสาธารณสุขโดยรวม ตัวเลขวันนี้ชัดเจนว่าเราไม่ได้เผชิญปัญหาย่อยๆ แต่กำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤต โครงสร้าง กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังคิดเป็นถึง 73% ของปีสุขภาวะที่สูญเสียและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรในปี 2565 ขณะที่โรค NCDs และปัญหาสุขภาพจิตสร้างภาระทางเศรษฐกิจราว 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเกือบ 10% ของ GDP หากยังมองเรื่องนี้เป็นแค่ “ความรับผิดชอบส่วนบุคคล” เรากำลังปล่อยให้ระบบที่เอื้อต่อโรคเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีเบรก

โภชนจิตเวชและโภชนาการป้องกันโรค เปลี่ยนอาหารให้เป็นระบบป้องกัน NCDs
หัวใจของการป้องกันโรค NCDs ไม่ใช่การบอกให้คน “กินดี ออกกำลังกาย” แบบลอยๆ แต่คือการออกแบบระบบอาหารและพฤติกรรมใหม่ตั้งแต่ราก โภชนาการป้องกันโรคต้องมองทั้งร่างกายและจิตใจพร้อมกัน ซึ่งคือบทบาทของโภชนจิตเวช ศาสตร์ที่อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างอาหาร สมอง อารมณ์ การนอน ความเครียด และคุณภาพชีวิตระยะยาว โดยมีการจัดเวทีเสวนาเรื่องโภชนจิตเวชเพื่อขยายมุมมองด้านนี้อย่างจริงจัง ปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังส่วนใหญ่ป้องกันได้ โดยเฉพาะด้านอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่ปัญหาคือเรากำลังเผชิญการบริโภคเกิน ทั้งน้ำตาลและโซเดียมจากเครื่องดื่มหวาน อาหารแปรรูป และอาหารสำเร็จรูป ขณะที่ผักผลไม้ยังบริโภคไม่ถึงเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ 400 กรัมต่อวันเพื่อส่งเสริมสุขภาพ หากไม่ยอมยกระดับโภชนาการป้องกันโรคให้เป็นวาระนโยบาย เราก็จะยังรักษาปลายเหตุไปเรื่อยๆ โดยปล่อยให้ระบบอาหารผลักคนเข้าสู่โรคเรื้อรังตั้งแต่อายุน้อย

จากความรู้สู่ระบบและนโยบายสุขภาพ ทำให้ทางเลือกสุขภาพดีเป็นเรื่องง่าย
การรณรงค์ให้คนรู้เรื่องสุขภาพมากขึ้นไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะการตัดสินใจเรื่องอาหารในชีวิตจริงถูกกำหนดด้วยราคา เวลา ความสะดวก และสิ่งที่หาได้ในชุมชนมากกว่าความตั้งใจส่วนตัว ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ระบุว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมด ทั้งที่ปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่ป้องกันได้ นี่คือคำยืนยันว่าปัญหาอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล นโยบายสุขภาพจึงต้องขยับจากการโทษผู้บริโภค ไปสู่การออกแบบสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพเข้าถึงง่าย เช่น มาตรการภาษีความหวานที่กระตุ้นให้ผู้ผลิตลดน้ำตาลและเพิ่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพในตลาด หรือการทำให้สินค้าโซเดียมต่ำหาซื้อได้ง่ายและวางในตำแหน่งที่มองเห็นชัดในร้านค้า หากรัฐไม่ใช้เครื่องมือด้านภาษี กฎระเบียบ และการออกแบบสภาพแวดล้อม เราก็เท่ากับยอมแพ้ให้กับตลาดอาหารที่ผลักคนไปสู่โรคเรื้อรังทุกวัน

นวัตกรรมปฐมภูมิและโมเดลชุมชน พิสูจน์ว่าการจัดการ NCDs ทำได้จริง
คำถามสำคัญคือ เราจะจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับชุมชนได้จริงหรือไม่ งานวิจัยที่ได้รับทุนเพื่อพัฒนาโมเดลนวัตกรรมการบริหารจัดการโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในระดับปฐมภูมิ ภายใต้การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด แสดงให้เห็นว่าคำตอบคือ “ทำได้” หากออกแบบระบบให้เหมาะกับพื้นที่ นับตั้งแต่เริ่มถ่ายโอน รพ.สต. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ปัจจุบันมีการถ่ายโอนแล้วกว่า 52% ทั่วประเทศ และในสามจังหวัดนำร่องอย่างชัยภูมิ ลำพูน และกาญจนบุรี ได้พัฒนานวัตกรรมปฐมภูมิที่จับต้องได้ เช่น แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว Station คัดกรองสุขภาพ Smart อสม. การจัดส่งยาถึงบ้านโดย Health Rider และโรงเรียนเบาหวาน โมเดลอย่างบ้านโฮ่งโมเดลและพนมทวนโมเดลยืนยันว่าหากให้อำนาจท้องถิ่น พร้อมกรอบนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน การจัดการ NCDs ในชุมชนไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นทางเลือกเชิงระบบที่เริ่มเห็นผลแล้ว

จากเวทีโภชนจิตเวชสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เปลี่ยนวิกฤต NCDs ให้เป็นจุดหักเห
เวทีเสวนาเรื่องโภชนจิตเวชที่จัดร่วมกับหน่วยงานด้านสุขภาพและศูนย์ดูแลสุขภาพระยะยาว สะท้อนว่าภาคเอกชนเริ่มเห็นชัดว่าการป้องกันโรค NCDs ต้องเชื่อมโยงทั้งอาหาร สมอง อารมณ์ การนอน และความเครียด ไม่ใช่แยกดูทีละโรค ขณะเดียวกัน การพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพหลายพันแห่งเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจ ป้องกันโรค ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพใจ และพักฟื้นได้สะดวกขึ้น ก็คือการออกแบบ “ระบบช่วยเลือก” ให้คนดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้นในชีวิตจริง ฝั่งงานวิจัยด้านปฐมภูมิ ทีมวิจัยจะสังเคราะห์ข้อคิดเห็นจากพื้นที่เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ต่อ รวมถึงผลักดันในระดับประเทศ หากข้อเสนอนี้เดินหน้า พร้อมกับการยกระดับโภชนาการป้องกันโรคและโภชนจิตเวชเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสุขภาพหลัก เราอาจเปลี่ยนวิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่กำลังทำลายปีสุขภาวะของผู้คน ให้กลายเป็นจุดหักเหที่ทำให้ระบบสุขภาพหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันมากกว่าการรักษาในที่สุด







