ฮอนด้า AVANCIER D-SUV ลงทุนยักษ์ 12,000 ล้าน พลิกเกม SUV ไฮบริด

ฮอนด้า AVANCIER D-SUV ลงทุนยักษ์ 12,000 ล้าน พลิกเกม SUV ไฮบริด
ความสนใจ|การเลือกและซื้อรถ

การลงทุน 12,000 ล้าน ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสัญญาณพลิกตลาด SUV

การขยายการลงทุนของฮอนด้า ลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจาก 110,000 เป็น 150,000 คันต่อปี และเปิดไลน์ผลิตฮอนด้า AVANCIER D-SUV ไฮบริดรุ่นใหม่ รวมถึงอีกหนึ่งโมเดล B-SEGMENT คือการเคลื่อนตัวครั้งใหญ่ในตลาด SUV ที่สะท้อนว่าแบรนด์กำลังย้ายศูนย์กลางจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่อย่างจริงจัง โดยเลือกตอบโจทย์คนใช้รถที่ต้องการสมรรถนะและความประหยัดเชื้อเพลิงในแพ็กเกจที่เข้าถึงได้มากขึ้น.

หัวใจของข่าวนี้คือ แผนผลิตรถ 8 รุ่นในโรงงานปราจีนบุรีภายในปี 2029 จากปัจจุบัน 6 รุ่น พร้อมขยับกำลังผลิตจาก 110,000 เป็น 150,000 คันต่อปี และต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท หรือราว 6,000 ล้านบาทต่อหนึ่งโมเดล. ข้อมูลนี้ชัดเจนว่าฮอนด้ามองโรงงานปราจีนบุรีเป็นฐานหลักระยะยาว ไม่ใช่เพียงโรงงานประกอบ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีโอกาสเห็นรุ่นใหม่มากขึ้นและรอรถคันใหม่ไม่นานเหมือนในยุคกำลังผลิตตึงตัวที่ผ่านมา.

ฮอนด้า AVANCIER D-SUV ลงทุนยักษ์ 12,000 ล้าน พลิกเกม SUV ไฮบริด

ฮอนด้า AVANCIER D-SUV ไฮบริดใหม่: ขยับขึ้นเหนือ CR-V เพื่อจับตลาดลูกค้าพรีเมียม

ฮอนด้า AVANCIER D-SUV คือโมเดลที่สะท้อนทิศทางใหม่ของฮอนด้าในตลาด SUV ขนาดกลาง-ใหญ่ โดยถูกวางตำแหน่งให้ใหญ่และหรูกว่า CR-V พร้อมใช้ขุมพลัง Next-Generation Hybrid ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด ไม่เคยใช้ในรุ่นใดมาก่อน. นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มรุ่น แต่คือการประกาศว่าฮอนด้าจะไม่ปล่อยให้คู่แข่งยึดพื้นที่ SUV ไฮบริดระดับบนแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป.

การเลือกเปิดตัว AVANCIER เป็นรุ่นแรกปลายปี 2026 และผลิตในโรงงานปราจีนบุรี แปลว่าฮอนด้าตั้งใจควบคุมทั้งคุณภาพและต้นทุนในประเทศให้แน่นอนที่สุด ก่อนขยายไปสู่การส่งออกในอนาคต. ในเชิงภาพลักษณ์ AVANCIER จะกลายเป็นเรือธงด้านเทคโนโลยีไฮบริดของฮอนด้า SUV ใหม่ และส่งสัญญาณว่าถ้าโครงสร้างภาษีเอื้อกับไฮบริดมากขึ้น เราอาจเห็นระดับความคุ้มค่าที่เปลี่ยนความคาดหวังของผู้ใช้รถในกลุ่ม D-SUV ทั้งหมด.

จาก 6 เป็น 8 รุ่น: ฐานผลิตปราจีนบุรีกำลังถูกยกระดับเป็นโรงงานยุทธศาสตร์

เบื้องหลังการมาของฮอนด้า SUV ใหม่อย่าง AVANCIER คือการปรับบทบาทโรงงานปราจีนบุรีให้เป็นศูนย์กลางผลิตหลายโมเดลมากขึ้น ปัจจุบันโรงงานรองรับรถ 6 รุ่น กำลังผลิต 110,000 คันต่อปี และใช้กำลังผลิตเกือบเต็ม โดยแบ่งขายในประเทศราว 75,000 คัน และส่งออกประมาณ 35,000 คันไปกว่า 70 ประเทศ ในรูปแบบ CBU รวมถึงส่งออกชิ้นส่วน CKD ไป 13 ประเทศ. เมื่อเพิ่มอีก 2 รุ่นใหม่ กำลังผลิตจะขยับไป 150,000 คัน และทำให้โรงงานเดียวผลิตถึง 8 โมเดล.

จุดที่น่าสนใจคือโรงงานนี้ถูกออกแบบให้เป็น Smart Factory มากขึ้น มีการนำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ AI เข้ามาช่วยจัดการงานซ้ำๆ แต่ฮอนด้ายืนยันว่าจะไม่ลดจำนวนพนักงาน และจะให้คนไปทำงานด้านสร้างสรรค์และการวิเคราะห์กระบวนการผลิตแทน. สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ มุมนี้หมายถึงโอกาสได้รถที่มีมาตรฐานการผลิตสูงขึ้น ใช้เทคโนโลยีใหม่ และใช้เวลารอรับรถสั้นลง เมื่อสายการผลิตถูกปรับให้ยืดหยุ่นรองรับหลายโมเดลในโรงงานเดียว.

เกมไฮบริดกำลังเปลี่ยน: สิ่งที่ฮอนด้าต้องการจากนโยบายภาษี

แผนฮอนด้า ไฮบริด 2026 จะเดินได้เร็วหรือช้า ขึ้นกับโครงสร้างภาษีอย่างมีนัยสำคัญ ฮอนด้าและค่ายญี่ปุ่นอีก 5 แบรนด์กำลังหารือกับภาครัฐเรื่องหลักเกณฑ์ภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับรถไฮบริด ที่บังคับให้ต้องใช้หรือผลิตชิ้นส่วนสำคัญในประเทศมากขึ้น. ฮอนด้ายืนยันว่าพร้อมสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ แต่ชี้ว่ารอบการพัฒนารถและเปลี่ยนโมเดลถูกวางแผนล่วงหน้า จึงต้องการให้รัฐขยายเวลาบังคับใช้ เพื่อให้โรงงานปรับสายการผลิตและเริ่มผลิต Power Unit ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ในประเทศได้ทัน.

อีกด้านหนึ่ง ภาษีนำเข้ารถยนต์ทั่วไปที่ไม่ใช่รถไฟฟ้ายังสูงราว 80% ทำให้รถยอดนิยมในญี่ปุ่นอย่าง Jazz, Fit และ Stepwagon มีราคาสูงมากเมื่อเข้ามาจำหน่ายในประเทศ. ฮอนด้าจึงขอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดภาษีนำเข้าให้เท่าเทียม เพื่อเปิดทางให้สามารถนำเสนอโมเดลใหม่ในราคาจับต้องได้มากขึ้น. หากข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการตอบรับ ฮอนด้า ไฮบริด 2026 และรุ่นต่อๆ ไปจะมีโอกาสถูกตั้งราคาในระดับที่ผู้ใช้รถกลุ่มกลางสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ได้จริง ไม่ใช่จำกัดอยู่ในกลุ่มบนเท่านั้น.

อีกหนึ่ง B-SEGMENT และอนาคตผู้ใช้รถ: ควรคาดหวังอะไรจากฮอนด้า SUV ใหม่

แม้ความสนใจจะถูกดึงไปที่ AVANCIER แต่โมเดลที่สองในแผนการลงทุนครั้งนี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ฮอนด้ายืนยันว่าจะเป็นรถ B-SEGMENT ที่ขึ้นสายการผลิตระหว่างปี 2027–2029 แต่ยังไม่เปิดเผยตัวถังว่าเป็นแบบใด. การวางโมเดลระดับ B-SEGMENT ในช่วงหลังต่อจาก D-SUV สะท้อนว่าฮอนด้าตั้งใจปูทางจากบนลงล่าง เริ่มจากการสร้างภาพลักษณ์เทคโนโลยีไฮบริดใหม่ในรถระดับบน แล้วค่อยกระจายเทคโนโลยีนั้นลงสู่รุ่นเล็กที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า.

ในภาพใหญ่ ฮอนด้าประเมินว่าตลาดเครื่องยนต์สันดาปจะทยอยลดลง ขณะที่ไฮบริดและรถไฟฟ้าจะเติบโตต่อเนื่อง จึงตั้งเป้าภายใน 5 ปีจะเปลี่ยนรถของตนไปสู่รถอัจฉริยะที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริดเจเนอเรชันใหม่มากขึ้น. เมื่อนำมาผูกกับการลงทุน 12,000 ล้านบาทและการผลักดันฮอนด้า AVANCIER D-SUV เป็นรุ่นเปิดทาง ภาพที่ชัดคือผู้ใช้รถในกลุ่ม SUV ไม่ว่าจะระดับ D หรือ B-SEGMENT กำลังจะมีตัวเลือกไฮบริดใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีและความคุ้มค่าเป็นหลัก ซึ่งจะกดดันให้ทั้งตลาดต้องขยับตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!