โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs: ภัยเงียบที่ถูกออกแบบขึ้น
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs คือกลุ่มโรคเรื้อรังที่ไม่เกิดจากเชื้อโรคโดยตรง แต่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงสะสมทั้งด้านพฤติกรรม การบริโภค อาหารไม่ดีต่อสุขภาพ และโครงสร้างเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ที่ผลักผู้คนให้เจอสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยสินค้าทำลายสุขภาพ ทำให้เยาวชนและคนวัยทำงานเสี่ยงเจ็บป่วยเรื้อรังและเสียชีวิตก่อนวัยอย่างกว้างขวาง.
แก่นของปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ในตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “คนไม่ดูแลสุขภาพ” แต่คือการที่ระบบอาหารและการตลาดกำลังออกแบบให้ทางเลือกที่ไม่ดีเป็นทางเลือกหลักของชีวิตประจำวัน สะท้อนจากเวทีประชุมวิชาการสุขภาพครั้งที่ 24 ภายใต้แนวคิด “หวาน เค็ม เมา ควัน : กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” ซึ่งนักวิชาการชี้ชัดว่าพฤติกรรมเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม. เมื่อหนึ่งในสามของการเสียชีวิตทั่วโลกเชื่อมโยงกับยาสูบและอาหารที่มีน้ำตาล เกลือ ไขมันสูง การมอง NCDs เป็น “โรคที่ถูกออกแบบไว้แล้ว” จึงไม่ใช่คำเปรียบเทียบเกินจริง แต่คือคำอธิบายระบบที่ผลิตความเจ็บป่วยอย่างมีแบบแผน.

ภาระทางเศรษฐกิจและปีสุขภาวะที่หายไป
เมื่อมองผ่านตัวเลข เศรษฐกิจต้องจ่ายราคาหนักจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs มากกว่าที่สังคมยอมรับได้ แพทย์ระบุชัดว่าโรคกลุ่มนี้คร่าชีวิตคนก่อนวัยอันควรและทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี. นี่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายจากการรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่คือการสูญเสียศักยภาพแรงงาน ผลผลิต และคุณภาพชีวิตที่หายไป จากข้อมูลปี 2565 ประเทศไทยสูญเสียปีสุขภาวะประมาณ 20.5 ล้าน DALY เทียบกับการสูญเสียคนวัยแรงงานอายุ 25 ปีที่สุขภาพดีไปถึง 800,000 คน.
ที่สำคัญ ต้นทุนตรงด้านการรักษาพยาบาลจากการบริโภคยาสูบคิดเป็นเพียง 17% ขณะที่ต้นทุนทางอ้อม เช่น การเสียชีวิตก่อนวัยและการขาดงานของผู้ป่วย สูงถึง 83% และทำให้สูญเสียเม็ดเงิน 352,589 ล้านบาท มากกว่ารายได้จากภาษียาสูบถึง 6.8 เท่า. ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่า นโยบายสาธารณสุขที่เน้นรักษาอย่างเดียวเท่ากับเดินตามหลังปัญหา เรากำลังปล่อยให้ระบบเชิงพาณิชย์สร้างภาระมหาศาล แล้วค่อยตามเก็บเศษของสุขภาพในโรงพยาบาล ไม่ใช่การลงทุนเพื่อสุขภาพเยาวชนไทยและคนทำงานในระยะยาว.

สุขภาพเยาวชนไทยในกับดักอาหารหวาน เค็ม เมา ควัน
เยาวชนวัย 10–19 ปีถูกมองเสมอว่าควรใช้ชีวิตอย่างสดใส แข็งแรง แต่พฤติกรรมการกินและดื่มในวันนี้กำลังวางระเบิดเวลาให้สุขภาพในวันหน้า แพทย์พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในอัตราสูง ตั้งแต่การบริโภคอาหารหวานเค็ม สูบบุหรี่ ไปจนถึงการดื่มสุรา ซึ่งล้วนเชื่อมโยงตรงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ในอนาคต. อย่างไรก็ตาม การโทษเยาวชนว่า “เลือกกินเอง” เป็นการมองปัญหาตื้นเกินไป เพราะระบบการตลาดทำให้สินค้าราคาถูก เข้าถึงง่าย และโฆษณาแรงที่สุดคืออาหารไม่ดีต่อสุขภาพ ไม่ใช่ผักผลไม้หรือเมนูสมดุล.
ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลกชี้ว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เลือกดื่มน้ำหวานหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม แต่ถูกบีบให้บริโภคสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพผ่านโครงสร้างอำนาจที่ตนไม่เท่าทัน. ในทางปฏิบัติ เด็กมองเห็นร้านสะดวกซื้อที่เต็มไปด้วยเครื่องดื่มหวานและขนมเค็มทุกหัวมุม มากกว่าพื้นที่กิจกรรมทางกายที่ปลอดภัย หรือมุมขายอาหารสดราคาจับต้องได้ เมื่อสภาพแวดล้อมบอกเยาวชนทุกวันว่า “ของหวานและของเค็มคือรางวัล” ความเสี่ยงต่อสุขภาพเยาวชนไทยจึงไม่ใช่ผลจากการขาดความรู้ แต่เป็นผลจากการถูกตลาดนำทาง.

โครงสร้างตลาดไม่เป็นธรรมที่ผลักให้กินอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ
คำอธิบายแบบง่ายว่าคนป่วยเพราะ “ไม่ดูแลตัวเอง” ทำให้เรามองข้ามปัจจัยเชิงโครงสร้าง นักวิชาการด้านภาระโรคและผู้เชี่ยวชาญสุขภาพระบุชัดว่า คนกำลังถูกบีบให้บริโภคอาหารไม่ดีต่อสุขภาพผ่านโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ทั้งระบบราคา การโฆษณา และการกระจายสินค้า. นิเวศเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันเอื้อให้สินค้าหวาน เค็ม เมา ควันครองพื้นที่ชั้นวางและสื่อในชีวิตประจำวัน ขณะที่ทางเลือกเพื่อสุขภาพกลับด้อยโอกาสด้านการเข้าถึงและการสื่อสาร นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล สะท้อนว่าต่อให้รณรงค์เรื่อง “หวาน เค็ม เมา ควัน” ต่อเนื่อง ความสำเร็จยังจำกัด เพราะข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทำให้สินค้าทำลายสุขภาพได้เปรียบในการเข้าถึงมากกว่าทางเลือกที่ดี.
เมื่อภาคธุรกิจผลิตสินค้าโดยเน้นเป้าหมายเศรษฐกิจของตัวเอง ผลิตภัณฑ์จำนวนมากจึงมีผลต่อสุขภาพเป็นลบ แต่กลับได้รับการส่งเสริมผ่านโปรโมชั่น โฆษณา และการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างล้ำสมัย ในทางตรงกันข้าม นโยบายสาธารณสุขมักตามไม่ทันยุทธศาสตร์การตลาด ทำให้เสียงเตือนเรื่องอาหารไม่ดีต่อสุขภาพกลายเป็นเสียงเบาในทะเลโฆษณาเชิงพาณิชย์ นี่คือความไม่เป็นธรรมที่ซ่อนอยู่ในทุกขวดน้ำหวานและซองขนม: ผู้บริโภคถูกทำให้เชื่อว่ากำลัง “เลือกเอง” ทั้งที่โครงสร้างตลาดเลือกให้เสร็จแล้ว.

ภาษีสุขภาพและนโยบายสาธารณสุขที่ต้องกล้าหาญ
เมื่อโครงสร้างตลาดคือตัวการสำคัญ ทางออกจึงต้องระดับโครงสร้าง ไม่ใช่บอกให้คน “มีวินัยมากขึ้น” แล้วจบ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเสนอชัดว่า รัฐบาลต้องกล้าหาญใช้นโยบายภาษีสุขภาพกับสินค้าทำลายสุขภาพ ทั้งน้ำหวาน อาหารโซเดียมสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์นิโคติน เพื่อทำให้ราคาแพงขึ้น ลดการบริโภค และลดการเข้าถึง โดยเฉพาะผ่านการเพิ่มค่าใบอนุญาตร้านขายสุราและบุหรี่. ขณะเดียวกัน ภาษีอัตราเดียวสำหรับผลิตภัณฑ์นิโคตินถูกเสนอเพื่อปิดช่องแทรกแซงจากธุรกิจยาสูบข้ามชาติ.
ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลกมองว่าภาษีเพื่อสุขภาพให้ผลประโยชน์สองต่อ คือช่วยลดโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ขณะเดียวกันก็เพิ่มรายได้รัฐเพื่อนำกลับไปลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และภารกิจสังคมอื่นๆ. อย่างไรก็ดี ภาษีไม่ใช่มาตรการเดียว ต้องเดินคู่กับการเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพ การควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า การจำกัดการตลาดที่เจาะกลุ่มเยาวชน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การเลือกอาหารดีต่อสุขภาพเป็นเรื่องง่ายและไหลลื่นมากกว่าการหยิบสินค้าทำลายสุขภาพ เป้าหมายสุดท้ายของนโยบายสาธารณสุขจึงไม่ใช่การโทษคนป่วย แต่คือการปรับระบบให้สุขภาพเยาวชนไทยไม่ต้องพ่ายแพ้ต่อตลาดอีกต่อไป.






