ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

การแข่งขันสตรีมมิ่งเดือด: เมื่อผู้สร้างคอนเทนต์กลายเป็นอาวุธหนัก

การแข่งขันสตรีมมิ่งเดือด: เมื่อผู้สร้างคอนเทนต์กลายเป็นอาวุธหนัก
ความสนใจ|ดูซีรีส์

หัวใจของการแข่งขันสตรีมมิ่งยุคใหม่: ใครครองผู้สร้างคอนเทนต์เอกสิทธิ์ได้ คนนั้นครองสายตาคนดู

การแข่งขันสตรีมมิ่ง คือการแย่งชิงเวลาและความสนใจของผู้ชมระหว่างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ต่างพยายามดึงผู้สร้างคอนเทนต์เอกสิทธิ์ให้มาอยู่กับตนเองเพื่อล็อกฐานแฟนคลับ สร้างยอดวิวมหาศาล และผลักดันให้ผู้ใช้สมัครสมาชิกหรืออยู่ในระบบโฆษณาให้นานที่สุด แม้จะดูเป็นสงครามเงียบ แต่ทุกดีลเอกสิทธิ์ที่เกิดขึ้นกำลังเปลี่ยนแปลงเส้นทางของทั้งวงการบันเทิงและผู้ชมทั่วไปอย่างลึกซึ้ง

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของการแข่งขันสตรีมมิ่งรอบนี้คือ Netflix vs YouTube ไม่ได้สู้กันด้วยซีรีส์ฟอร์มใหญ่หรือภาพยนตร์อีกต่อไป แต่หันมาใช้ "ผู้สร้างคอนเทนต์" เป็นอาวุธหลัก แพลตฟอร์มวิดีโอที่เคยเป็นแหล่งรวมคอนเทนต์ฟรีอย่าง YouTube กลายเป็นฝ่ายตั้งรับ เมื่อแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแบบสมัครสมาชิกอย่าง Netflix รุกเข้ามาแย่งอินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ และผู้จัดรายการพอดแคสต์แบบอัดภาพอย่างจริงจัง การแย่งชิงนี้ไม่ใช่เกมสั้นๆ แต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อยึดครองสายตาผู้ชมให้ได้มากที่สุด

เมื่อ YouTube ทุ่มหนัก ส่วน Netflix บุกลึก: สัญญาผู้สร้างสตรีมมิ่งที่เปลี่ยนสมดุลอำนาจ

รายงานเผยว่า YouTube กำลังยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่โดยตรงให้กับผู้สร้าง เพื่อแลกกับการโพสต์คอนเทนต์แบบเอกสิทธิ์บนแพลตฟอร์ม และที่สำคัญคือเพื่อกันไม่ให้พวกเขาไปทำงานกับ Netflix นี่เป็นการเปลี่ยนท่าทีครั้งสำคัญ เพราะที่ผ่านมา YouTubeเน้นจ่ายผ่านส่วนแบ่งโฆษณา แต่เมื่อคู่แข่งเริ่มเสนอ "ดีลสัญญาผู้สร้างสตรีมมิ่ง" แบบจริงจัง YouTube ก็จำเป็นต้องยกระดับกลยุทธ์ตัวเองให้สู้ได้

ฝั่ง Netflix เองไม่ได้แข่งแค่กับค่ายหนังและซีรีส์ดั้งเดิมอีกต่อไป แต่เริ่มรุกเข้าไปในพื้นที่ที่ถือเป็นจุดแข็งของ YouTube เช่น รายการวิดีโอพอดแคสต์ และคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์เด็กและครอบครัว มีกรณีที่ Netflixได้สิทธิ์วิดีโอรายการชื่อดังบางรายการแบบเอกสิทธิ์ ทำให้เวอร์ชันวิดีโอถูกถอดออกจาก YouTube เพื่อย้ายไปอยู่บน Netflix เท่านั้น นี่คือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของคู่แข่งอย่างตรงไปตรงมา และส่งสัญญาณว่าเกมนี้ไม่ใช่การแข่งขันเชิงมารยาท แต่มันคือสงครามแย่งพื้นที่หน้าจออย่างแท้จริง

การแข่งขันสตรีมมิ่งเดือด: เมื่อผู้สร้างคอนเทนต์กลายเป็นอาวุธหนัก

จากทีวีดั้งเดิมสู่ซีรีส์แนวตั้ง: เมื่อคนดูไถหน้าจอมากกว่านั่งหน้าจอใหญ่

ในขณะที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งรายใหญ่แย่งผู้สร้างคอนเทนต์กันเอง ภูมิทัศน์ภาพรวมของสื่อวิดีโอก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน ซีรีส์แนวตั้งแบบตอนสั้นที่ออกแบบมาให้ดูบนมือถือกำลังกลายเป็นอีกขั้วอำนาจใหม่ โดยมีผู้ชมในบางตลาดเพิ่มขึ้นจนแตะหลักหลายสิบล้านคนต่อเดือน แนวคิดคือจับความสนใจในเวลาไม่กี่นาที สวนทางกับโมเดลรายการทีวีดั้งเดิมที่เน้นตอนยาวและออกอากาศตามผัง

บริษัทวิจัยที่ติดตามตลาดนี้คาดการณ์ว่า รายได้ของซีรีส์แนวตั้งจะเติบโตต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า ในขณะที่ธุรกิจโทรทัศน์รูปแบบดั้งเดิมกลับถูกคาดว่าจะหดตัวลงอย่างมากทุกปี ผู้ชมจำนวนมากเริ่มยกเลิกการสมัครเคเบิลทีวี และบางส่วนหันไปจ่ายเพื่อดูคอนเทนต์สั้นแนวตั้งแทน สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทีมสร้างหนัง นักแสดง และอดีตผู้บริหารสตูดิโอใหญ่จำนวนหนึ่งเริ่มโยกตัวเองไปตั้งสตูดิโอผลิตซีรีส์แนวตั้งเต็มรูปแบบ เพื่อจับโอกาสในตลาดใหม่นี้ เช่นกรณีของ Craig Williams ที่รีแบรนด์สตูดิโอของตัวเองเป็น Vertical World Studios เพื่อรองรับดีมานด์ที่พุ่งขึ้นจนคิวถ่ายทำแน่นข้ามปี

ผู้สร้างคอนเทนต์กลายเป็นคนถือไพ่: ดีลเอกสิทธิ์หนาแน่น แต่เสี่ยงแยกคนดูออกหลายแพลตฟอร์ม

จุดพลิกเกมที่สำคัญของการแข่งขันสตรีมมิ่งครั้งนี้คือ อำนาจต่อรองที่ย้ายจากแพลตฟอร์มไปอยู่ในมือผู้สร้างคอนเทนต์ เมื่อทั้ง Netflix และ YouTube ต่างเดินเข้าหาและเปิดสัญญาผู้สร้างสตรีมมิ่งหลากรูปแบบให้เลือก มีรายงานว่าบางดีลเป็นข้อเสนอด้วยวาจาที่มีมูลค่าสูงมากแลกกับการลงคอนเทนต์แบบเอกสิทธิ์ในช่วงเวลาหนึ่ง นั่นหมายความว่าอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปสามารถใช้ข้อเสนอจากแพลตฟอร์มหนึ่งไปต่อรองกับอีกแพลตฟอร์มได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ความร้อนแรงของดีลเอกสิทธิ์ไม่ได้ส่งผลดีต่อทุกฝ่ายเท่ากัน ฝั่งแพลตฟอร์มอาจได้หน้าเพราะล็อกคอนเทนต์ดังเอาไว้ แต่ผู้ชมอาจต้องเริ่มตัดสินใจว่า จะตามผู้สร้างคนโปรดไปอยู่บนแพลตฟอร์มไหน เมื่อวิดีโอเดียวกันไม่ถูกปล่อยหลายที่เหมือนเดิมอีก สำหรับผู้สร้างเอง สัญญาแบบเอกสิทธิ์อาจหมายถึงรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียฐานผู้ชมบางส่วนที่ไม่ยอมสมัครบริการหลายเจ้าเพื่อดูคนเดียว กลายเป็นว่าในสงครามแย่งสายตา คนที่ต้องแบกรับภาระเลือกมากที่สุดกลับเป็นผู้ชมธรรมดา

บทสรุป: สมรภูมิสตรีมมิ่งกำลังสอนเราว่า "คอนเทนต์" ไม่สำคัญเท่า "คนสร้างคอนเทนต์"

เมื่อมองภาพรวมของการแข่งขันสตรีมมิ่งในตอนนี้ สิ่งที่ชัดที่สุดคือยุคที่แพลตฟอร์มจะชนะจากการมีหนังหรือซีรีส์เยอะกว่าได้ผ่านไปแล้ว ผู้ชนะตัวจริงในระยะยาวจะเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถดึงและรักษาผู้สร้างคอนเทนต์เอกสิทธิ์ที่มีฐานแฟนเหนียวแน่นเอาไว้ได้ เพราะผู้ชมยุคใหม่ไม่ผูกติดกับผังรายการ แต่ผูกติดกับคนที่ตนเองติดตามมากกว่า

ในมุมหนึ่ง การแย่งชิงระหว่าง Netflix vs YouTube กำลังส่งผลดีต่อผู้สร้างคอนเทนต์ เพราะทำให้พวกเขามีตัวเลือกในการเซ็นสัญญามากขึ้นและมีโอกาสสร้างรายได้สูงขึ้นจากการแข่งขันของแพลตฟอร์ม แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนผู้ชมว่าการรับชมคอนเทนต์อาจถูกแบ่งกระจายไปอยู่หลังหลายกำแพงบริการและระบบสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ บทเรียนจากซีรีส์แนวตั้งที่เติบโตสวนทางธุรกิจทีวีดั้งเดิม บอกเราว่า เมื่อพฤติกรรมคนดูเปลี่ยน แพลตฟอร์มที่ไม่ยอมปรับตัวก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในยุคนี้จึงไม่ใช่คำถามว่า "ใครมีคอนเทนต์เยอะที่สุด" แต่เป็น "ใครดูแลคนสร้างคอนเทนต์ได้ดีที่สุด" ต่างหาก

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!