มอเตอร์โชว์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าจีนกลายเป็นพระเอก
รถยนต์ไฟฟ้าจีนในบริบทมอเตอร์โชว์ปัจจุบัน คือรถพลังงานไฟฟ้าจากผู้ผลิตสัญชาติจีนที่ใช้เวทีจัดแสดงรถระดับนานาชาติในการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ายืดระยะทาง แพลตฟอร์มแบตเตอรี่รุ่นล่าสุด และกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว เพื่อสร้างฐานการผลิต การขาย และบริการหลังการขายในภูมิภาคอย่างถาวร แทนการเป็นเพียงผู้เล่นชั่วคราวในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า
ถ้ามองภาพรวมมอเตอร์โชว์รอบล่าสุด สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดไม่ใช่ซูเปอร์คาร์หรือรถสปอร์ต แต่คือขบวนรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่ยึดพื้นที่จัดแสดงอย่างมั่นใจ บูทของ NETA ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Warm Minimalism in Simplicity ใช้โทนขาวและสไตล์มินิมอลย้ำภาพความเป็นเทคโนโลยีสะอาดและยั่งยืน พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ Super EREV หรือ Super Extended Range Electric Vehicle ผ่านโมเดล NETA S Shooting Brake มาจัดแสดงเพื่อรุกตลาดอย่างจริงจัง นี่ไม่ใช่แค่โชว์รถใหม่ แต่คือการส่งสัญญาณว่าแบรนด์จีนต้องการยึดหัวหาดรถไฟฟ้าในระยะยาว

NETA ใช้มอเตอร์โชว์เป็นฐานบัญชาการบุก BEV และเตรียมส่งออกภูมิภาค
สำหรับ NETA มอเตอร์โชว์ไม่ใช่งานออกบูท แต่คือเวทีรีเซ็ตแบรนด์และฟื้นความเชื่อมั่นในตลาด BEV NETA ออโต้เดินหน้าลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV เต็มรูปแบบ พร้อมขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค และเลือกใช้แนวคิด TECH FOR ALL เน้นรถที่จับต้องได้จริงสำหรับผู้ใช้ทั่วไป การนำ NETA X และ V-II มาให้สัมผัสและจองในงาน แสดงชัดว่าบริษัทต้องการเปลี่ยนผู้เดินชมงานให้กลายเป็นลูกค้าจริงทันทีในฮอลล์
จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการเตรียมผลิต NETA X ในประเทศตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 เพื่อรองรับความต้องการในตลาดและขยายการส่งออกไปยังตลาด ASEAN ในอนาคต แปลตรงๆ คือมอเตอร์โชว์ถูกใช้เป็นจุดประกาศว่าที่นี่จะกลายเป็นฐานการผลิต ไม่ใช่แค่ตลาดปลายทาง อีกด้าน NETA ยังเซ็น MOU จำนวนมาก ทั้งวงเงินสินเชื่อ 10,000,000,000 บาทเพื่อสนับสนุนดีลเลอร์และลูกค้าปลีกรวมถึงเงินทุน 500,000,000 บาทสำหรับห่วงโซ่อุปทานอะไหล่ แสดงวิธีคิดแบบปักหลักยาว ไม่ใช่ขายรถแล้วหายไป

Super EREV ของ NETA และ REEV ของ Geely เกมยืดระยะทางที่จี้จุดอ่อน EV เดิม
หัวใจของศึกครั้งนี้คือเทคโนโลยียืดระยะทาง ไม่ว่าจะชื่อ Super EREV หรือ REEV ต่างมุ่งตอบโจทย์เดียวกันคือความกังวลเรื่องระยะวิ่งและเวลาชาร์จ NETA เลือกเปิดแนวคิด Super EREV ผ่าน NETA S Shooting Brake รถสไตล์วากอนที่ใช้เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เพื่อยืดศักยภาพการขับขี่ ขณะที่ Geely ใช้ระบบ REEV ใน Starray EM-R ซึ่งขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่มีเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรทำหน้าที่ปั่นไฟเข้าแบตเตอรี่เท่านั้น ไม่ได้ส่งกำลังไปที่ล้อโดยตรง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ Geely Starray EM-R ใช้แบตเตอรี่ LFP ขนาด 18.4 kWh เคลมระยะวิ่งไฟฟ้าล้วนราวหนึ่งร้อยกิโลเมตรในโหมด Pure และเมื่อใช้งานร่วมกับน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งไกลได้มากกว่า 1000 กิโลเมตรแบบสบายๆ พร้อมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 22.2 กิโลเมตรต่อลิตรในเชิงเคลม เมื่อผูกกับราคาจำหน่ายรุ่น Pro 699,900 บาท และรุ่น Max 799,900 บาท จะเห็นว่าแบรนด์จีนกำลังใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบยืดระยะทางเป็นอาวุธบุกตลาดระดับราคากลางที่ผู้บริโภครู้สึกว่าคุ้มค่าแทนการเล่นแค่ภาพลักษณ์ไฮเอนด์

Geely Starray EM-R กับบทพิสูจน์ว่าระบบยืดระยะทางคือทางออกกลางของคนกลัวชาร์จ
ในมุมของผู้ใช้ทั่วไป Geely Starray EM-R แสดงให้เห็นชัดว่ารถสไตล์ REEV อาจเป็นคำตอบที่ลงตัวระหว่างโลก EV และรถน้ำมัน รีวิวการทดสอบขับเส้นทางกรุงเทพฯ – สระบุรี ระยะรวม 389 กิโลเมตร ถูกใช้เพื่อพิสูจน์ทั้งความประหยัดและฟีลลิ่งการขับขี่ของระบบ REEV สิ่งที่ผู้ทดลองขับย้ำคือฟีลคันเร่งไม่ต่างจากรถ EV 100 เปอร์เซ็นต์ เหยียบแล้วพุ่งทันใจ อัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ภายใน 8 วินาที ขณะที่เมื่อเติมน้ำมันและชาร์จเต็ม รถสามารถวิ่งทางไกลระดับพันกิโลเมตรได้โดยไม่ต้องยืนรอหัวชาร์จ
สเปกตัวถังยังกดดันคู่แข่งได้สบาย ด้วยความยาว 4,740 มิลลิเมตร กว้าง 1,905 มิลลิเมตร สูง 1,685 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,755 มิลลิเมตร พร้อมห้องโดยสารมินิมอล หน้าจอกลาง 15.4 นิ้ว มาตรวัดดิจิทัล 10.1 นิ้ว และหลังคา Panoramic Sunroof ในรุ่น Max เมื่อรวมกับฟังก์ชัน V2L และ V2V จ่ายไฟได้สูงสุด 6.6 kW รถคันเดียวกลายเป็นทั้งยานพาหนะและแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ นี่คือการยกมาตรฐานความครบเครื่องที่ผู้เล่นดั้งเดิมในตลาดต้องเร่งตามให้ทัน

จากบูทชั่วคราวสู่ฐานถาวร รถยนต์ไฟฟ้าจีนกำลังเขียนกติกาใหม่ให้ตลาด
เมื่อมองภาพรวมของมอเตอร์โชว์ล่าสุดจะเห็นลายเซ็นชัดเจน รถยนต์ไฟฟ้าจีนไม่ได้มองเวทีนี้เป็นงานปีต่อปี แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนปักหลักระยะยาว บูทของ NETA ในงาน Bangkok International Motor Show 46 ถูกนิยามชัดเจนว่าเป็นพื้นที่แสดงนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมเปิดให้ผู้สนใจสัมผัสและจองรถในงานโดยตรง ขณะเดียวกันบริษัทก็วางเป้าหมายยอดขายปี 2025 ที่ 10,000 คัน ตั้งเป้าขึ้นเป็น TOP 2 ในตลาด BEV และผลักดันให้กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกสู่ตลาด ASEAN รวมถึงการเปิดศูนย์บริการบำรุงรักษาแบตเตอรี่ 3 แห่งให้บริการได้ถึง 1,000 ชุดต่อปี
เมื่อประกอบกับทางเลือกอย่าง Geely Starray EM-R ที่วางตัวในระดับราคากลางแต่ให้เทคโนโลยี REEV ระยะทางระดับ 1000 กิโลเมตรขึ้นไปพร้อมระบบไฟฟ้าขับเคลื่อนเต็มรูปแบบ ภาพที่เห็นคือการรุกแบบครบด้าน ทั้งเทคโนโลยี แพลตฟอร์มการผลิต การเงิน ซัพพลายเชน และบริการหลังการขาย คำถามจึงไม่ใช่ว่าแบรนด์เดิมจะหยุดกระแสรถยนต์ไฟฟ้าจีนได้หรือไม่ แต่คือใครจะปรับตัวให้ทันกติกาใหม่ที่กำลังถูกเขียนขึ้นบนเวทีมอเตอร์โชว์และในโชว์รูมทุกมุมเมือง

