ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

รถไฟฟ้าลุยน้ำได้แค่ไหน แยกให้ชัดมาตรฐาน IP67-IP68 กับความจริงในน้ำท่วม

รถไฟฟ้าลุยน้ำได้แค่ไหน แยกให้ชัดมาตรฐาน IP67-IP68 กับความจริงในน้ำท่วม
ความสนใจ|เทคนิครถพลังงานใหม่ (การดูแล)

นิยามก่อนลุย รถไฟฟ้ากันน้ำได้แค่ไหนกันแน่

รถไฟฟ้าลุยน้ำคือการนำรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แรงดันสูงไปวิ่งผ่านพื้นที่มีน้ำขังหรือน้ำท่วม โดยต้องแยกความแตกต่างระหว่างความสามารถกันน้ำของชุดแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน กับระดับความลึกของน้ำที่ตัวรถทั้งคันจะรับได้ในสถานการณ์ใช้งานจริง การกันน้ำของแบตเตอรี่จึงไม่เท่ากับการที่รถทั้งคันถูกออกแบบมาให้จมน้ำหรือจอดแช่น้ำเป็นเวลานาน และการลุยน้ำยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้โดยสาร ระบบไฟ 12V และเสถียรภาพของตัวรถในกระแสน้ำ

หัวใจของความเข้าใจผิดส่วนใหญ่เริ่มจากคำว่า มาตรฐาน IP67 IP68 หลายคนเห็นตัวเลขสูงแล้วสบายใจว่ารถและแบตเตอรี่รถไฟฟ้า กันน้ำ ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ความจริงมาตรฐานนี้บอกได้เพียงว่าอุปกรณ์ถูกทดสอบในสภาพควบคุม ไม่ได้แปลว่ารถจะลุยน้ำท่วมได้อย่างปลอดภัยทุกสถานการณ์ คำว่า IP ย่อมาจาก Ingress Protection เป็นมาตรฐานที่ใช้ระบุความสามารถของอุปกรณ์ในการป้องกันวัตถุแปลกปลอม และน้ำ ไม่ให้เข้าไปภายใน ใช้มาตรฐานหลัก IEC 60529 ของ International Electrotechnical Commission หรือ IEC

รถไฟฟ้าลุยน้ำได้แค่ไหน แยกให้ชัดมาตรฐาน IP67-IP68 กับความจริงในน้ำท่วม

ถอดรหัสมาตรฐาน IP67 IP68 ที่แบตเตอรี่รถไฟฟ้าใช้

เมื่อสเปกระบุว่าชุดแบตเตอรี่รถไฟฟ้า กันน้ำ ระดับ IP67 หรือ IP68 เราต้องอ่านตัวเลขให้เป็น เลขตัวแรกคือ 6 หมายถึงการป้องกันฝุ่นในระดับสูงสุดของระบบ IP ส่วนเลขตัวที่สองคือระดับการป้องกันน้ำ IP67 คือ 6 ป้องกันฝุ่น และ 7 ป้องกันการจุ่มน้ำตามเงื่อนไขที่กำหนด ขณะที่ IP68 คือ 6 ป้องกันฝุ่น และ 8 ป้องกันการจุ่มน้ำต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด

เงื่อนไขที่กำหนดคือจุดที่คนส่วนใหญ่พลาด มาตรฐาน IPX7 ใช้การทดสอบจุ่มน้ำลึกประมาณ 1 เมตร เป็นเวลา 30 นาที แต่เป็นการทดสอบอุปกรณ์ในถังทดลอง ไม่ใช่การทดสอบให้รถไปวิ่งในน้ำท่วมที่มีคลื่น โคลน ทราย และขยะปะปน ระดับ IPX8 ก็เช่นกัน แม้จะเป็นการจุ่มต่อเนื่องลึกกว่าเดิม แต่เงื่อนไขด้านความลึกและเวลาเปิดให้ผู้ผลิตกำหนดเอง ดังนั้นอุปกรณ์สองชิ้นที่เขียนว่า IP68 เหมือนกัน อาจผ่านการทดสอบคนละระดับลึกและคนละเวลาได้เลย

สิ่งสำคัญคือ มาตรฐาน IP67 IP68 หมายถึงตัวเคสแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนแรงดันสูงถูกซีลปิดสนิทเพื่อกันน้ำ ไม่ได้บอกว่าทุกส่วนของรถมีการป้องกันเท่ากันหมด ภายในแพ็กแบตเตอรี่ยังมี BMS ระบบระบายความร้อน สายไฟแรงดันสูง ขั้วต่อ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องทำงานร่วมกัน จึงไม่ควรตีความตัวเลข IP เป็นใบอนุญาตให้เอารถลงน้ำแบบไร้ขีดจำกัด

น้ำระดับครึ่งล้อกับการจมน้ำ ขีดเส้นให้ชัดว่าปลอดภัยแค่ไหน

ประเด็นที่เจ้าของรถต้องจำให้ขึ้นใจคือ กันน้ำ กับ ลุยน้ำท่วมรถไฟฟ้า ได้ เป็นคนละเรื่องกัน ความสามารถในการลุยน้ำของรถยนต์ไฟฟ้าต้องแยกเป็นสองส่วน คือมาตรฐานกันน้ำของชุดแบตเตอรี่และมอเตอร์ กับระดับความลึกที่รถสามารถขับลุยได้อย่างปลอดภัยจริงหรือ wading depth รถหลายรุ่นที่ใช้ชุดแบตเตอรี่ระดับ IP67-IP68 ระบุไว้ว่าสามารถแช่น้ำลึก 1 เมตรได้ 30 นาทีในเงื่อนไขทดสอบ แต่เมื่อเป็นการขับใช้งานจริง ผู้ผลิตกลับกำหนดระดับน้ำที่ลุยได้เพียงประมาณน้ำระดับครึ่งล้อเท่านั้น

ข้อมูลตัวอย่างจากหลายรุ่นแสดงให้เห็นแนวทางที่ชัดเจน Aion UT Geely EX2 และ MG Urban กำหนดระดับน้ำที่ลุยได้จริงไม่เกิน 30 เซนติเมตร หรือประมาณน้ำระดับครึ่งล้อ และทุกคันระบุว่าสามารถแช่น้ำลึก 1 เมตรได้ 30 นาทีในเงื่อนไขทดสอบ BYD Dolphin ให้ลึกขึ้นเป็น 30 ถึง 40 เซนติเมตร หรือระดับขอบล่างของประตูครึ่งล้อ ส่วน MG 4 Electric ก็อยู่ราว 30 เซนติเมตรระดับกึ่งกลางล้อ โดยยังคงเงื่อนไขแช่น้ำลึก 1 เมตร 30 นาที

ตัวเลขเหล่านี้บอกเราชัดเจนว่า การแช่น้ำทดสอบกับการวิ่งลุยน้ำไม่ใช่สถานการณ์เดียวกัน ถ้าน้ำลึกเกิน 30 ถึง 40 เซนติเมตร น้ำอาจซึมผ่านขอบประตูเข้าสู่ห้องโดยสาร ทำให้ระบบไฟ 12V ใต้พรม กล่อง ECU เซ็นเซอร์รอบคัน และพัดลมระบายความร้อนเสียหาย และถ้าน้ำลึกถึง 40 ถึง 50 เซนติเมตร รถแฮทช์แบ็กขนาดเล็กที่ใต้ท้องเรียบอาจเริ่มลอยตัว สูญเสียการควบคุมและลอยไปตามกระแสน้ำได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการคิดว่ารถกันน้ำได้ถึง 1 เมตรจึงไม่ควรวัดเป็นความลึกที่ปลอดภัยในการลุยน้ำ

กันน้ำได้ไม่เท่ากับปลอดภัยเสมอ ความเสียหายที่ซ่อนอยู่หลังน้ำลด

คำถามยอดฮิตคือ แบตเตอรี่รถไฟฟ้า กันน้ำ แล้วโดนน้ำจะไม่เป็นอะไรจริงหรือ หลายคนเห็นมาตรฐาน IP67 หรือ IP68 แล้วสรุปเองว่าลุยน้ำท่วมได้ และแบตเตอรี่ปลอดภัยแน่นอน ทั้งที่ความจริงคือ IP67 หรือ IP68 ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เราขับรถลงไปในน้ำท่วมแล้วคิดว่าแบตเตอรี่จะปลอดภัยอย่างแน่นอน สิ่งที่น่ากลัวคือความเสียหายที่มองไม่เห็นทันทีหลังลุยน้ำ น้ำและความชื้นอาจเข้าไปสะสมตามขั้วต่อ ฉนวน และระบบไฟฟ้าบางส่วนจนเกิดการกัดกร่อนหรือเสื่อมสภาพในภายหลัง

มีคำเตือนจากหน่วยงานความปลอดภัยด้านการจราจรว่า รถไฟฟ้าหรือรถไฮบริดที่ถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะเมื่อแบตเตอรี่แรงดันสูงได้รับความเสียหาย อาจมีความเสี่ยงจากไฟฟ้าช็อตและไฟไหม้ จึงไม่ควรนำรถที่สงสัยว่าได้รับความเสียหายกลับมาใช้งานโดยไม่ผ่านการตรวจสอบที่เหมาะสม ประโยคที่เจ้าของรถไฟฟ้าควรท่องให้ขึ้นใจคือ รถยังวิ่งได้หลังลุยน้ำในช่วงแรก ไม่ได้แปลว่ารถจะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง

ยิ่งถ้าเป็นการลุยน้ำเค็มหรือน้ำทะเล ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นเพราะน้ำไม่ได้มีแค่น้ำ แต่มีเกลือและไอออนต่างๆ ที่เพิ่มการนำไฟฟ้าและเร่งการกัดกร่อนของวัสดุภายใน ถึงแม้ภายนอกจะดูปกติ ไม่มีไฟแจ้งเตือน ไม่มีกลิ่นไหม้ หรืออาการผิดปกติทันที ก็ไม่ควรตัดสินว่ารถปลอดภัยโดยไม่ให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบระบบไฟแรงดันสูง ระบบไฟ 12V และจุดเชื่อมต่อต่างๆ อย่างละเอียด

เมื่อต้องลุยน้ำท่วม ทำอย่างไรไม่ให้รถไฟฟ้ากลายเป็นระเบิดเวลา

คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาคือ ถ้าเลี่ยงการลุยน้ำได้ควรเลี่ยง แต่เมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำท่วมรถไฟฟ้า ให้ใช้หลักคุมความเสี่ยงแทนการเชื่อใจตัวเลข IP เริ่มจากประเมินระดับน้ำ ถ้าเกินน้ำระดับครึ่งล้อหรือประมาณ 30 เซนติเมตรไม่ควรเสี่ยง และหากน้ำสูงเข้าใกล้ระดับขอบล่างของประตูหรือครึ่งล้อของบางรุ่น ควรคิดว่าเป็นระดับเสี่ยง ไม่ใช่ระดับปลอดภัย

หากจำเป็นต้องขับลุย ให้ใช้ความเร็วต่ำและสม่ำเสมอประมาณ 10 ถึง 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคลื่นน้ำตีเข้าหน้ารถหรือใต้ท้องรถมากเกินไป ปิดระบบปรับอากาศเพื่อหยุดการทำงานของพัดลมระบายความร้อนหน้ารถ ลดความเสี่ยงใบพัดตีน้ำจนแตกหักหรือมอเตอร์พัดลมเสียหาย และควรรักษาระยะห่างจากรถคันหน้ามากกว่าปกติ เพราะประสิทธิภาพการเบรกจะลดลงชั่วคราวเมื่อระบบเบรกเปียกน้ำ

หลังลุยน้ำแล้ว ไม่ว่ารถจะยังวิ่งได้หรือไม่ ให้ถือว่ารถมีโอกาสได้รับความเสียหาย ควรนำรถเข้าศูนย์หรืออู่ที่ชำนาญรถไฟฟ้าเพื่อตรวจสอบระบบไฟแรงดันสูง ชุดแบตเตอรี่ ระบบไฟ 12V ใต้พรม กล่อง ECU และเซ็นเซอร์ต่างๆ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถทิ้งไว้ในพื้นที่ที่ระบบไฟยังชื้น และควรเฝ้าสังเกตกลิ่นไหม้ เสียงผิดปกติ หรือไฟเตือนบนหน้าปัดในช่วงหลายวันหลังเหตุการณ์ หากพบสิ่งผิดปกติให้หยุดใช้รถทันทีและติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญ

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!