ผ้าไทย แฟชั่นสากล นิวยอร์กกำลังเป็นสนามพิสูจน์ใหม่
ผ้าไทย แฟชั่นสากล คือการนำผ้าไทยพื้นบ้านและงานหัตถกรรมดั้งเดิมมาปรับรูปแบบ สัดส่วน และภาพลักษณ์ให้เข้ากับรสนิยมสไตล์ร่วมสมัยในตลาดแฟชั่นระดับโลก โดยไม่ทิ้งรากวัฒนธรรมเดิม แต่ทำให้สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวันและบนรันเวย์นิวยอร์ก พร้อมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจจากมรดกผืนผ้าเดิมให้กลายเป็นสินค้าลักชัวรีที่มีตัวตนชัดเจนในสายตาผู้บริโภคสากล สาระสำคัญของกระแสนี้คือ ดีไซเนอร์ไทย นิวยอร์กไม่รอให้โลกหันมามองผ้าไทยเอง แต่เป็นฝ่ายเดินเกมรุก ยกผ้าไทยจากสินทรัพย์เชิงวัฒนธรรมไปสู่สินทรัพย์แฟชั่นระดับโลกผ่านการออกแบบร่วมสมัย การสร้างแบรนด์ และการเข้าไปยืนในเมืองแฟชั่นอย่างนิวยอร์ก การปรากฏตัวของดีไซเนอร์ไทยท่ามกลางบรรยากาศ New York Fashion Week ครั้งล่าสุดจึงกลายเป็นสัญญาณว่า ผ้าไทยไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ชุดพิธีการอีกต่อไป แต่กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้าง Soft Power และโอกาสทางธุรกิจบนเวทีสากล

แชน ดีวิส ดีไซเนอร์ไทยใช้ Guinness ปูทางสู่รันเวย์นิวยอร์ก
กรณีของ แชน ดีวิส ดีไซเนอร์ คือภาพชัดว่ารางวัลและเวทีใหญ่สามารถแปลงเป็นเครดิตบนรันเวย์นิวยอร์กได้อย่างไร เขาเดินทางจากรางวัลนาฏราชด้านออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม สู่การจัดแฟชั่นโชว์ต่อหน้าผู้ชมนับพันจนถูกบันทึกใน Guinness World Records 2018 และต่อยอดสู่เกียรติยศด้านธุรกิจแฟชั่นที่ส่งเสริม Soft Power ความเป็นไทยผ่าน TSM Crown Excellence Awards ในปีล่าสุด เส้นทางนี้ทำให้ชื่อ dVIS NEW YORK | BANGKOK ไม่ใช่แบรนด์หน้าใหม่ไร้ที่มา แต่เป็นแบรนด์ที่ถือพอร์ตความสำเร็จยาวนานกว่า 30 ปีในวงการแฟชั่นและบันเทิงไทยก่อนจะปักหมุดในนิวยอร์ก ความน่าสนใจคือ เขาไม่ได้ใช้รางวัลเพื่อประดับโปรไฟล์เท่านั้น แต่ใช้เป็นประตูเปิดการเจรจากับเครือข่ายแฟชั่นสากล สร้างความน่าเชื่อถือกับศิลปิน เซเลบริตี้ และพาร์ตเนอร์ต่างประเทศบนรันเวย์นิวยอร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่ไม่ให้พื้นที่กับงานที่ไม่มีเรื่องเล่าและมาตรฐานในระดับเดียวกัน

จากผ้าไทยพื้นบ้านสู่ Contemporary Luxury Menswear
จุดยืนที่ทำให้ dVIS แตกต่างบนเวทีสากล คือการอ่านผ้าไทยพื้นบ้านในฐานะวัตถุดิบลักชัวรี ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์วัฒนธรรม ดาวิส ปรานต์ลภณมองว่าไทยไม่ได้ขาดวัตถุดิบ ช่างฝีมือ หรือความคิดสร้างสรรค์ แต่ปัญหาคือการเชื่อมสิ่งเหล่านี้กับ Design Branding Market และ International Network ให้เกิดมูลค่าจริง เขาจึงเลือกใช้ผ้าไทยในเสื้อผ้าผู้ชายสไตล์ Contemporary Luxury Menswear ที่สวมใส่ได้ในงานแฟชั่น งานสังคม ไปจนถึงชีวิตในต่างประเทศ โดยมีนิวยอร์กเป็นพื้นที่ทดลองสำคัญ ทัศนคติเรื่อง Soft Power ของเขาก็ชัดเจน “ผมไม่ได้อยากให้คนซื้อเพราะถูกบอกว่านี่คือผ้าไทย ผมอยากให้เขาเห็นแล้วรู้สึกว่าชุดนี้สวย อยากใส่ อยากรู้ว่ามันคืออะไร แล้วสุดท้ายจึงค้นพบว่าสิ่งที่เขาชอบมีรากมาจากประเทศไทย สำหรับผม ถ้าไปถึงจุดนั้นได้ นั่นคือ Soft Power” นี่คือการขยับผ้าไทยจากสินค้าที่ต้องอธิบาย ให้กลายเป็นสินค้าที่คนอยากครอบครองก่อน แล้วค่อยเรียนรู้เรื่องรากวัฒนธรรมตามมา

นิวยอร์กเป็นฐาน และคอลแลบส์เป็นเครื่องขยาย Soft Power
การเลือกนิวยอร์กเป็นฐานปฏิบัติการไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์อย่างเดียว แต่คือการวางหมากให้ dVIS NEW YORK | BANGKOK กลายเป็นแบรนด์ที่มีที่ตั้งทั้งในนิวยอร์กและกรุงเทพ เพื่อต่อยอดผ้าไทยสู่สินค้าแฟชั่นที่มีเครือข่ายจำหน่ายและพาร์ตเนอร์ตลาดโลกในระยะยาว จากนี้แบรนด์เตรียมพัฒนาผลงานต่อเนื่องด้วยเป้าหมายสร้างความต้องการและมูลค่าเศรษฐกิจจากงานฝีมือไทยในตลาดร่วมสมัย ขณะเดียวกัน ภูมิทัศน์ Soft Power ก็ถูกขยายผ่านคอลแลบส์ข้ามอุตสาหกรรม เช่น งาน DOWNY LUXE SUNWAY ที่แบรนด์น้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นเนรมิตริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นแฟชั่นสเปซ สนับสนุนดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่อย่าง TandT ให้มีเวทีนำเสนอไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ พร้อมปลุกกระแสการผลักดัน Thai Soft Power และศักยภาพดีไซเนอร์ไทยสู่ระดับอินเตอร์ การร่วมมือระหว่างผู้ดูแลผ้าและชุมชนแฟชั่นเช่นนี้คือรูปแบบการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ที่ช่วยปูทางให้แบรนด์ไทยพร้อมต่อสายไปสู่แพลตฟอร์มต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

รันเวย์นิวยอร์กคือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย
สิ่งที่ดีไซเนอร์ไทย นิวยอร์กเริ่มตระหนักตรงกันคือ การไปยืนบนรันเวย์นิวยอร์กไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่มันคือประตูไปสู่ดีลธุรกิจ การจัดจำหน่าย และความร่วมมือระยะยาว การปรากฏตัวของแชน ดีวิสใน New York Fashion Week ครั้งล่าสุดจึงเป็นทั้งการเชื่อมความคิดสร้างสรรค์ไทยเข้ากับหนึ่งในตลาดแฟชั่นสำคัญของโลก และการแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ในวงการบันเทิงและแฟชั่นตลอดหลายทศวรรษสามารถต่อยอดในบริบทสากลได้ บทเรียนสำคัญสำหรับวงการคือ Soft Power จะมีความหมายก็ต่อเมื่อไม่จบที่งานประชาสัมพันธ์หรือแฟชั่นโชว์ แต่ถูกแปลงเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าจริง ลูกค้าจริง และเครือข่ายสากลจริง ดาวิสเองก็ย้ำว่า Soft Power ต้องสามารถต่อยอดสู่ธุรกิจและสร้างมูลค่าได้จริง หากดีไซเนอร์ไทยรุ่นต่อไปกล้านำผ้าไทยพื้นบ้านไปตีความใหม่ วางกลยุทธ์แบรนด์ให้ชัด และมองรันเวย์นิวยอร์กเป็นทางผ่าน ไม่ใช่ปลายทาง ผ้าไทย แฟชั่นสากลอาจกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลกในอนาคต







