เทคโนโลยีอนาคตไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทำไมต้องเริ่มจากสามด้านนี้
เทคโนโลยีอนาคตหมายถึงชุดความก้าวหน้าด้านดิจิทัลและวิทยาศาสตร์ที่มีศักยภาพจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และวิถีชีวิตภายในหนึ่งถึงสองทศวรรษ โดยเฉพาะเทคโนโลยีควอนตัม การสื่อสารอวกาศ และ Physical AI ซึ่งถูกจัดให้เป็นเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าที่ต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อไม่ให้สังคมเป็นเพียงผู้ใช้จากผู้อื่น แต่สามารถต่อยอด สร้างนวัตกรรม และใช้แก้โจทย์ปัญหาจริงของประชาชนได้อย่างเป็นระบบ
มุมที่น่าสนใจคือ สถาบันวิจัยระดับชาติเริ่มชี้ชัดว่าหากไม่ลงทุนสร้างความเข้าใจและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ ในอีก 10–20 ปีข้างหน้าเราจะตกขบวนและกลายเป็นผู้ตามถาวร เนคเทค สวทช. จึงฉายภาพสามเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า ได้แก่ เทคโนโลยีควอนตัม การสื่อสารผ่านอวกาศ และ Physical AI เพื่อเป็นเข็มทิศวางทิศทางการวิจัยและการพัฒนาในระดับชาติ เวทีประชุมวิชาการที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Legacy & Beyond แสดงให้เห็นชัดว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่รู้ทันกระแส แต่ต้องสร้างความพร้อมเชิงลึกทั้งคน มาตรฐาน และระบบนิเวศให้ครบวงจร

เทคโนโลยีควอนตัม จุดเริ่มต้นของยุคใหม่ด้านความมั่นคงข้อมูล
แม้คำว่าเทคโนโลยีควอนตัมจะฟังดูเป็นเรื่องของนักฟิสิกส์ในห้องทดลอง แต่วันนี้มันถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในหัวใจของความมั่นคงดิจิทัลในอนาคต เทคโนโลยีควอนตัมที่สถาบันวิจัยให้ความสำคัญไม่ได้จำกัดแค่การคำนวณ หากเน้นหนักไปที่การเข้ารหัสข้อมูลสำหรับยุคควอนตัม หรือ Post Quantum Cryptography ซึ่งถูกย่อว่า PQC เพราะเมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมพัฒนาไปถึงระดับที่เจาะระบบเดิมได้ การออกแบบมาตรฐานการเข้ารหัสใหม่จะเป็นเกราะป้องกันข้อมูลของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน
สิ่งที่น่าคิดคือ เรามักพูดถึงเทคโนโลยีอนาคตในเชิงโอกาส เช่น การคำนวณเร็วขึ้นหรือบริการใหม่ แต่กรณีเทคโนโลยีควอนตัมกลับชี้ให้เห็นด้านความเสี่ยงอย่างชัดเจน หากไม่เตรียมบุคลากร พื้นที่ทดลองใช้งาน และมาตรการความมั่นคงทางไซเบอร์รองรับตั้งแต่วันนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคควอนตัมจะมาพร้อมช่องโหว่ครั้งใหญ่ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุลจึงย้ำในเวทีปาฐกถาว่า หนึ่งในสี่ทิศทางสำคัญคือการพัฒนา Quantum Technology พร้อม PQC เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงในช่วง 10–20 ปีข้างหน้า

การสื่อสารอวกาศ เชื่อมโลกด้วยดาวเทียมวงโคจรต่ำ
หากเทคโนโลยีควอนตัมคือชั้นความมั่นคงลึก การสื่อสารอวกาศคือโครงข่ายเชื่อมโลกยุคใหม่ แนวคิดสำคัญคือการสื่อสารผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO ซึ่งมีแนวโน้มเข้ามาใกล้การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น ดาวเทียมในวงโคจรนี้จะเคลื่อนที่ใกล้พื้นผิวโลกกว่าระบบเดิม ทำให้ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น มีโอกาสครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลที่โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินไปไม่ถึง และเปิดโอกาสบริการเชื่อมต่อแบบใหม่ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
ประเด็นที่สถาบันวิจัยหยิบมาพูดไม่ใช่แค่ความล้ำของดาวเทียม แต่คือการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานสำหรับการสื่อสารผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำเพื่อรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์และภารกิจด้านข้อมูลอวกาศในอนาคต หน่วยงานวิจัยระดับชาติถูกใช้เป็นเครื่องยนต์ในการวางรากฐาน ตั้งแต่การออกแบบมาตรฐานดิจิทัลไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เมื่อเทคโนโลยีนี้เข้าสู่การใช้งานจริง สังคมจะไม่ต้องพึ่งพาผู้เล่นต่างชาติทั้งหมด แต่มีศักยภาพกำหนดเงื่อนไขและต่อยอดข้อมูลอวกาศให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและการบริการสาธารณะ
Physical AI เมื่อระบบอัตโนมัติลงมาสัมผัสโลกจริง
AI ที่เราคุ้นเคยมักอยู่ในหน้าจอและโลกดิจิทัล แต่แนวโน้มสำคัญที่ถูกจับตาคือ Physical AI ซึ่งเป็นการขยายขีดความสามารถของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ทำให้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์สามารถรับรู้ เรียนรู้ และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมจริงได้ ข้อแตกต่างคือ AI ไม่ได้แค่ประมวลผลข้อมูล แต่เชื่อมกับระบบกลไก เซนเซอร์ และหุ่นยนต์ เพื่อเคลื่อนไหว โต้ตอบ และทำงานร่วมกับคนในพื้นที่จริงอย่างชาญฉลาด
ทิศทางนี้ถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะพลิกโฉมภาคการผลิตและบริการ เพราะ Physical AI จะทำให้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์สามารถรับรู้และโต้ตอบกับโลกกายภาพได้ดียิ่งขึ้น เมื่อหุ่นยนต์มีความเข้าใจสภาพแวดล้อมมากขึ้น การจัดการงานซับซ้อนในโรงงาน การขนส่ง การดูแลสุขภาพ หรือแม้แต่บริการหน้าบ้านจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเห็นจากเวทีวิชาการชี้ว่าหากไม่เริ่มสร้างองค์ความรู้และทดลองใช้เทคโนโลยีประเภทนี้ตั้งแต่วันนี้ เราอาจต้องจำนนต่อมาตรฐานและโซลูชันที่ถูกกำหนดจากภายนอก ซึ่งกดทับโอกาสสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์บริบทของตนเอง
จาก Legacy สู่ Beyond ทำไมต้องลงทุนกับเทคโนโลยีอนาคตตอนนี้
คำสำคัญในเวทีวิชาการครั้งนี้คือคำว่า Legacy & Beyond งานวิจัยเชิงลึกหรือ Deep Tech ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ผลงานบนหิ้ง หากถูกนำไปสร้างระบบนิเวศดิจิทัลและนวัตกรรมที่แก้โจทย์จริง ตั้งแต่แพลตฟอร์มโภชนาการเด็ก Thai School Lunch ไปจนถึงเครื่องเอกซเรย์ทันตกรรม DentiiScan และเครื่องมือชี้เป้าความเหลื่อมล้ำ TPMAP ที่ช่วยให้การใช้ข้อมูลทำงานเชิงนโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความสำเร็จเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าการลงทุนกับเทคโนโลยีลึกสามารถกลับมาสร้างประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้
เมื่อมองไปข้างหน้า สถาบันวิจัยระดับชาติประกาศชัดว่าบทบาทของตนคือ National Research Engine ที่ต้องเร่งสร้างความพร้อมทั้งคน โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้เทคโนโลยีขั้นแนวหน้าไม่ใช่สิ่งที่นำเข้าอย่างเดียว แต่ถูกพัฒนาและต่อยอดให้ตอบโจทย์สังคมได้จริง แนวคิดสี่ทิศทางที่ถูกขับเคลื่อน ซึ่งรวม Quantum Technology และ Space Economy เข้าคู่กับ Photonic Semiconductor และเศรษฐกิจสุขภาพ แสดงให้เห็นว่าการสร้างความพร้อมด้านเทคโนโลยีควอนตัม การสื่อสารอวกาศ และ Physical AI ไม่ใช่ความหรูหรา แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้สังคมก้าวจากผู้ใช้ไปเป็นผู้สร้างอย่างมั่นคงและยั่งยืน



