ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ 36% เขย่าเกม ส่งออกอาหารหมาแมว เอเชียต้องพลิกทั้งห่วงโซ่

ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ 36% เขย่าเกม ส่งออกอาหารหมาแมว เอเชียต้องพลิกทั้งห่วงโซ่
ความสนใจ|อาหารสัตว์เลี้ยง

ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ 36% คืออะไร และทำไมจึงสั่นสะเทือนตลาดอาหารเลี้ยงเอเชีย

ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ 36% คือการเก็บภาษีเพิ่มจากสินค้ากลุ่มอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ถูกส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า ส่งผลให้ต้นทุนในการนำเข้าสินค้าประเภทนี้สูงขึ้นอย่างกะทันหัน กระทบต่อความสามารถในการทำกำไร การตั้งราคา และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกในตลาดปลายทาง โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหารหมาแมวที่พึ่งพาตลาดใหญ่ไม่กี่แห่ง และมีรูปแบบธุรกิจที่ผูกอยู่กับสัญญาระยะยาวกับลูกค้า B2B ในต่างประเทศ

หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย อัตรา 36% งานนี้กระแทกเต็มแรงใส่บริษัทอาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่าง i-Tail และ AAI ซึ่งมีรายได้ส่วนใหญ่จากการส่งออกไปตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดสหรัฐ แก่นของปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าภาษีสูงเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าบริษัทเหล่านี้เพิ่งลงทุนขยายกำลังการผลิต ตั้งเป้าเติบโตระยะยาว และเชื่อมั่นกับเทรนด์ Humanization ที่ทำให้คนเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกครอบครัว ส่งผลให้ดีมานด์อาหารสัตว์พรีเมียมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แรงกดดันต่อ i-Tail และ AAI เมื่อกำไรโต แต่ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์พุ่ง

i-Tail คือหนึ่งในผู้นำรับจ้างผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในเอเชีย โดยรายได้ล่าสุดเติบโต 13.8% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 57.7% แสดงศักยภาพการทำกำไรที่สูงมาก ขณะที่ AAI ก็โชว์ฟอร์มแกร่ง ทำกำไรสุทธิเติบโต 162% รายได้รวมเติบโต 25.9% โดยรายได้กว่า 86% มาจากอาหารสัตว์เลี้ยง ตัวเลขเหล่านี้คือสัญญาณชัดว่าธุรกิจอาหารสัตว์ไม่ใช่ธุรกิจเล็กอีกต่อไป แต่การเก็บภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ในระดับ 36% กำลังกลายเป็นกำแพงใหม่ที่ทดสอบความยืดหยุ่นของทั้งสองบริษัท

จุดอ่อนไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย แต่อยู่ที่โครงสร้างตลาด รายได้ของ i-Tail กว่าครึ่งขึ้นกับตลาดสหรัฐ ขณะที่ยุโรปและเอเชียโอเชียเนียเป็นส่วนเสริม เมื่อภาษีนำเข้าพุ่ง กำไรที่เคยหนาอาจหายไปในพริบตาหากไม่ปรับราคา หรือไม่ลดต้นทุน ฝั่ง AAI เองก็ประกาศเป้ายอดขายนิวไฮต่อเนื่อง ท่ามกลางตลาดที่แข่งขันดุเดือดและต้องเผชิญภาษีใหม่ การเดินหน้าต่อภายใต้แรงบีบนี้จึงไม่ใช่แค่เกมยอดขาย แต่คือเกมกลยุทธ์ธุรกิจอาหารสัตว์ทั้งระบบ

เมื่อส่งออกอาหารหมาแมวถูกเก็บภาษี ธุรกิจต้องหันไปเล่นเกมใหม่ในตลาดเอเชีย

ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทอย่าง i-Tail และ AAI ต้องคิดใหม่เกือบทุกจุด ตั้งแต่การตั้งราคา มองหาตลาดใหม่ ไปจนถึงการลดต้นทุนการผลิตอื่นๆ เพื่อรักษาอัตรากำไร เป้าหมายมหาศาลของ i-Tail ที่ต้องการเพิ่มรายได้จากการขายเป็นสามเท่าภายในปี 2573 ผ่านการเติบโตแบบออแกนิกและการควบรวมกิจการเชิงกลยุทธ์ จึงไม่สามารถอาศัยตลาดเดิมเพียงไม่กี่แห่งได้อีกต่อไป การกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์กำลังกลายเป็นหัวใจเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจอาหารสัตว์ในเอเชีย

ตลาดอาหารเลี้ยงเอเชียมีเสน่ห์อยู่แล้วจากเทรนด์ Humanization ที่ทำให้คนมองสัตว์เลี้ยงเป็นครอบครัว พร้อมจ่ายเพื่ออาหารที่คุณภาพใกล้เคียงอาหารคน เมื่อรวมกับการคาดการณ์ว่าตลาดสัตว์เลี้ยงทั่วโลกยังจะเติบโตเฉลี่ยต่อปีราว 7.03% จนมีมูลค่าถึงระดับสูงในปี 2576 ผู้ส่งออกอาหารหมาแมวในเอเชียจึงไม่ควรใช้ภาษีเป็นข้ออ้างในการชะลอการลงทุน แต่ควรใช้เป็นแรงผลักในการเร่งพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และต่อรองสัญญา B2B ที่ยืดหยุ่นต่อความผันผวนด้านภาษี

เวียดนามกับบทบาทตลาดอาหารเลี้ยงเอเชีย: เวทีใหม่ของดีล B2B

ในขณะที่บางตลาดเผชิญกำแพงภาษี หน่วยงานรัฐกลับพาผู้ประกอบการสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงบุกเวทีใหม่ในเอเชีย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้นำผู้ประกอบการ 22 รายเดินทางไปเจรจาธุรกิจที่นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีผู้นำเข้าเวียดนามเข้าร่วมถึง 58 ราย เกิดการจับคู่เจรจากว่า 330 คู่ และตกลงซื้อขายได้ทันทีประมาณ 60 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

ตลาดสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงในเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 168 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2569 เติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี แม้จะเป็นตลาดที่เล็กกว่ามหาอำนาจ แต่จุดเด่นคือความใกล้ชิดทางการค้า ภายใต้กรอบความร่วมมือในภูมิภาค ทำให้ผู้ส่งออกอาหารสัตว์สามารถต่อยอดดีล B2B ได้ง่ายกว่า การที่กว่า 99% ของการส่งออกไปเวียดนามเป็นกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง สะท้อนว่าอาหารหมาแมวจากผู้ผลิตเอเชียได้รับการยอมรับแล้ว เหลือเพียงการต่อยอดด้วยสินค้าใหม่และนวัตกรรมเพื่อครองใจผู้เลี้ยงสัตว์รุ่นใหม่

ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ 36% เขย่าเกม ส่งออกอาหารหมาแมว เอเชียต้องพลิกทั้งห่วงโซ่

ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์วันนี้ คือบททดสอบกลยุทธ์วันพรุ่งนี้

แม้ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ 36% จะเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ส่งออก แต่ตัวเลขกำไรและรายได้ของ i-Tail และ AAI ที่ยังเติบโตแรงสะท้อนว่าภาคส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงมีความยืดหยุ่นสูง และยังรักษาดีล B2B กับลูกค้ารายใหญ่ทั่วโลกได้ต่อเนื่อง ภาษีจึงไม่ใช่จุดจบของธุรกิจ แต่อาจเป็นตัวเร่งให้บริษัทต้องยกระดับการวางแผนห่วงโซ่อุปทาน และมองโลกการค้าในมิติที่กว้างขึ้น

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้เล่นในตลาดอาหารเลี้ยงเอเชียคือ การไม่ผูกชะตาไว้กับตลาดเดียวหรือโครงสร้างภาษีแบบเดิม การขยายไปสู่ตลาดเกิดใหม่อย่างเวียดนามพร้อมทั้งพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม สร้างความร่วมมือทางการค้าหลายมิติ และใช้ข้อมูลตลาดอย่างจริงจัง จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว ในที่สุด ภาษีนำเข้าอาหารสัตว์ที่สูงอาจกลายเป็นตัวคัดกรองให้เหลือเฉพาะบริษัทที่มีกลยุทธ์ธุรกิจอาหารสัตว์ที่ชัดเจน มีการบริหารต้นทุนและตลาดอย่างรอบคอบ และพร้อมเติบโตไปกับเทรนด์ Humanization ที่ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัว

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!