ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

รถไฟฟ้าแตะครึ่งล้านคัน สัญญาณเตือนโครงสร้างพื้นฐานชาร์จและไฟฟ้า

รถไฟฟ้าแตะครึ่งล้านคัน สัญญาณเตือนโครงสร้างพื้นฐานชาร์จและไฟฟ้า
ความสนใจ|การเลือกซื้อรถพลังงานใหม่

นิยามคลื่นรถไฟฟ้าลูกใหม่ และสัญญาณเตือนต่อโครงสร้างพื้นฐานชาร์จ

คลื่นรถยนต์ไฟฟ้าในบริบทพลังงานสมัยใหม่ หมายถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของยานยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนที่เปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงไปสู่ไฟฟ้า ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการไฟฟ้า EV การวางโครงสร้างพื้นฐานชาร์จ และรูปแบบการลงทุนด้านพลังงานของทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งหากโครงสร้างรองรับไม่ทันจะกลายเป็นคอขวดใหม่ของระบบคมนาคมและเศรษฐกิจ

ตัวเลขล่าสุดจากหน่วยงานพลังงานระบุว่า ยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมิถุนายนอยู่ที่ 491,496 คัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66 จากปีก่อน การใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 87.1 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติสวยหรู แต่เป็นสัญญาณเตือนชัดว่าระบบสถานีชาร์จรถไฟฟ้าในปัจจุบันกำลังถูกเร่งให้ทำงานหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้กำหนดนโยบายจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคิดใหม่เรื่องโครงสร้างพื้นฐานชาร์จ ตั้งแต่การกระจายสถานี การอัปเกรดสายส่ง ไปจนถึงมาตรฐานทางเทคนิค หากไม่อยากให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นจุดเสี่ยงของทั้งระบบไฟฟ้า

รถไฟฟ้าแตะครึ่งล้านคัน สัญญาณเตือนโครงสร้างพื้นฐานชาร์จและไฟฟ้า

พลังงานขยับช้าแต่ไฟฟ้าพุ่งแรง น้ำมันเริ่มถอยเพราะราคาแพง

ข้อมูลครึ่งปีแรกสะท้อนภาพสองโลกที่สวนทางกัน ชัดเจนว่าการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.9 อยู่ที่ประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน แต่ภายใต้ตัวเลขที่ดูนิ่ง ความต้องการไฟฟ้ากลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงร้อยละ 0.8 การเปลี่ยนสมดุลนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังเดินหน้า แต่รูปแบบพลังงานที่ขับเคลื่อนเศรษกิจกำลังเปลี่ยน

การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ดีเซลลดลงตามราคาที่สูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ นี่คือสัญญาณว่าเมื่อราคาน้ำมันแพง ผู้บริโภคและภาคขนส่งจะมองหาทางเลือก และรถไฟฟ้ากำลังรับบทนั้น การใช้ไฟฟ้ารวม 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 แปลว่าระบบไฟฟ้ากำลังแบกรับภาระที่เคยอยู่บนไหล่น้ำมัน การปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานลดลงร้อยละ 0.4 เหลือ 121 ล้านตัน ก็ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างพลังงานที่พึ่งไฟฟ้ามากขึ้นอาจเอื้อต่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่คำถามคือระบบไฟฟ้าพร้อมแค่ไหนที่จะรับภาระต่อเนื่อง

สถานีชาร์จรถไฟฟ้ากับแรงกดดันใหม่ต่อระบบไฟฟ้า

ความต้องการไฟฟ้า EV ที่ระเบิดขึ้นสะท้อนผ่านการใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุที่เพิ่มถึงร้อยละ 87.1 ภายในปีเดียว เมื่อยอดรถไฟฟ้าสะสมเฉียด 5 แสนคัน โครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่เคยเป็นเพียงโครงสร้างเสริมกำลังกลายเป็นโครงสร้างหลักของระบบคมนาคม การใช้พลังงานทางถนนรวมลดลงร้อยละ 1.4 เพราะภาคขนส่งบางส่วนย้ายจากน้ำมันมาใช้ไฟฟ้า แต่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ในโรงงานหรือบ้านเท่านั้น หากไหลเข้าสถานีชาร์จรถไฟฟ้าทั่วประเทศ

ระดับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดแตะ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติกินสัดส่วนถึงร้อยละ 61 ของการผลิตทั้งหมด แปลว่าเมื่อรถไฟฟ้าบูม ระบบไฟฟ้าก็ยิ่งผูกกับก๊าซธรรมชาติมากขึ้น การใช้ก๊าซเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 เพื่อตอบสนองความต้องการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น โครงสร้างพื้นฐานชาร์จในวันนี้จึงไม่ได้กดดันเฉพาะจำนวนหัวชาร์จหรือสถานีชาร์จรถไฟฟ้า แต่ลากทั้งระบบตั้งแต่โรงไฟฟ้า แหล่งเชื้อเพลิง ไปจนสายส่งและหม้อแปลงให้ต้องขยายตาม

คำถามต่อระบบไฟฟ้าเมื่อความต้องการสูงสุดวิ่งชนข้อจำกัดเดิม

เมื่อความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบไฟฟ้าแตะระดับใหม่ที่ 36,759 เมกะวัตต์ และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 สัญญาณชัดคือโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่เคยวางเผื่อเติบโตปกติ ต้องมาแบกรับความต้องการที่เกิดเร็วกว่าแผน โดยมีสถานีชาร์จรถไฟฟ้าเป็นหนึ่งในตัวเสริมแรง การผลิตไฟฟ้ารวมครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 อยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง แต่เมื่อการใช้ไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ช่องว่างนี้คือคำเตือนว่าระบบผลิตอาจเริ่มตึงหากความต้องการเดินหน้าต่อ

การใช้ถ่านหินและลิกไนต์ลดลงร้อยละ 16.5 โดยเฉพาะลิกไนต์ที่ลดถึงร้อยละ 52.5 จากการหยุดเครื่องบางส่วนของโรงไฟฟ้า สะท้อนความพยายามลดการพึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อย CO2 สูง การปล่อย CO2 ภาคการผลิตไฟฟ้าลดเหลือ 42.9 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 3.2 แต่ในอีกด้าน หมายถึงระบบไฟฟ้าต้องยืดหยุ่นกว่าที่เคย เพื่อรองรับทั้งการลดใช้ถ่านหินและการเพิ่มโหลดจาก EV พร้อมกัน หากไม่เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานชาร์จและระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกัน ความเสี่ยงต่อการเกิดคอขวดหรือไฟตกในช่วงพีกโหลดอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ข้อสรุปเชิงนโยบายเมื่อพลังงานขยับตามเศรษฐกิจแต่ EV วิ่งนำหน้า

การใช้พลังงานขั้นต้นครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 ขยับตาม GDP ที่โตร้อยละ 2.4 แต่รถไฟฟ้าที่โต 66 เปอร์เซ็นต์และการใช้ไฟสถานีชาร์จที่พุ่ง 87.1 เปอร์เซ็นต์ กำลังวิ่งนำหน้าทุกตัวเลขอื่น นี่คือจุดที่นโยบายพลังงานต้องปรับจากแนวคิดค่อยเป็นค่อยไป ไปสู่แนวคิดเชิงรุกที่มองโครงสร้างพื้นฐานชาร์จเป็นโครงสร้างหลัก ไม่ใช่ภาคเสริมอีกต่อไป

การคาดการณ์ว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นทั้งปีจะอยู่ที่ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 จากปีก่อน สะท้อนว่าภาครัฐประเมินการเติบโตแบบระมัดระวัง แต่ตัวเลข EV ที่เร่งขึ้นแสดงว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณรวม แต่อยู่ที่โครงสร้างการใช้พลังงานที่เปลี่ยนเร็วกว่าแผน หากปล่อยให้โครงสร้างพื้นฐานชาร์จและระบบไฟฟ้าเติบโตแบบตามมีตามเกิด การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอาจกลายเป็นจุดอ่อนของระบบพลังงานทั้งระบบ แทนที่จะเป็นโอกาสในการลดการใช้น้ำมันและการปล่อย CO2 อย่างที่ตั้งใจไว้

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!