ต้นทุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร และทำไมถึงคุ้มกว่าที่คิด
ต้นทุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า คือค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งานที่เจ้าของรถต้องจ่ายจริง ทั้งค่าไฟฟ้าที่ชาร์จในชีวิตประจำวัน ค่าใช้โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ค่าบำรุงรักษา และภาษีรถ รวมถึงความเสื่อมของแบตเตอรี่ ไม่ได้ดูแค่ราคาแรกซื้อ แต่ดูว่าต้องควักเงินออกจากกระเป๋ากี่บาทต่อกิโลเมตรที่ใช้รถหนึ่งคันในระยะยาว ต้นทุนนี้จึงสะท้อนความคุ้มค่าที่แท้จริงเมื่อเปรียบเทียบกับรถเบนซินหรือดีเซล
สาระสำคัญคือ รถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันมีต้นทุนการใช้ต่อกิโลเมตรถูกกว่ารถเบนซินราวหนึ่งในสาม จากการประเมินต้นทุนการใช้รถพบว่า รถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่มีต้นทุนการใช้งานถูกกว่ารถเบนซินประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์เมื่อคิดจากการชาร์จผสมทั้งที่บ้านและสาธารณะ แปลเป็นภาษาคนใช้รถคือ ทุกสามถังน้ำมันของรถเบนซิน คุณเหมือนขับรถไฟฟ้าได้หนึ่งถังฟรี การตัดสินใจวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นเรื่องเงินในกระเป๋าทุกกิโลเมตรที่คุณต้องขับ

เปรียบเทียบค่าเชื้อเพลิง รถไฟฟ้ากินไฟถูกกว่าน้ำมันแค่ไหน
จุดที่คนใช้รถสัมผัสได้ทันทีคือค่าเชื้อเพลิง การเปรียบเทียบค่าเชื้อเพลิงระหว่างรถไฟฟ้ากับรถเบนซินหรือดีเซลทำให้เห็นภาพชัดว่ารถไฟฟ้าช่วยลดต้นทุนรถไฟฟ้าทั้งหมดได้จริง ตัวอย่างหนึ่งคือผู้ใช้รถที่เปลี่ยนจากรถดีเซลมาใช้เอสยูวีไฟฟ้ามือสอง แล้วชาร์จไฟส่วนใหญ่จากระบบโซลาร์ของตัวเอง เขาชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่รวมประมาณ 1,211.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดย 63 เปอร์เซ็นต์มาจากไฟฟ้าที่ผลิตเองบนหลังคาบ้าน ทำให้ได้ค่าไฟเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำมากเมื่อเทียบกับการซื้อไฟจากระบบทั่วไป
จากการใช้งานจริง รถเอสยูวีไฟฟ้าคันนี้วิ่งได้ราว 5,851 กิโลเมตร ด้วยไฟ 1,211.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือเฉลี่ยราว 20.7 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร เมื่อคิดตามค่าไฟเฉลี่ยของเขาแล้ว ค่าไฟต่อการวิ่ง 100 กิโลเมตรอยู่เพียงประมาณ 3.37 ยูโร ในขณะที่ดีเซลในคลาสรถใกล้เคียงกินน้ำมันราว 5.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ซึ่งที่ราคาน้ำมันดีเซล 2 ยูโรต่อลิตร ต้นทุนจะพุ่งถึง 11.20 ยูโรต่อ 100 กิโลเมตร กล่าวอีกแบบคือแค่ค่าเชื้อเพลิง รถไฟฟ้าประหยัดกว่าหลายเท่าในชีวิตจริง
บำรุงรักษาถูกกว่า เพราะชิ้นส่วนน้อยกว่า และไม่มีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
ต้นทุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ลดลงแค่ฝั่งพลังงาน ฝั่งค่าบำรุงรักษาก็ช่วยประหยัดค่าบำรุงรักษาได้อย่างชัดเจน เพราะโครงสร้างรถไฟฟ้ามีชิ้นส่วนเคลื่อนที่น้อยกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปมาก ไม่มีเครื่องยนต์แบบลูกสูบ ไม่มีระบบไอเสีย ไม่มีเกียร์อัตโนมัติซับซ้อน ส่งผลให้รายการซ่อมและตรวจเช็กตามระยะลดลงทันที หน่วยงานด้านผู้บริโภคในยุโรปชี้ว่ารถไฟฟ้าลดงานบำรุงรักษาที่จำเป็นของรถน้ำมันหลายรายการ เช่น การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องหรือเปลี่ยนสายพานราวลิ้น
เมื่อไม่มีงานเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไม่มีชิ้นส่วนสึกหรออย่างหัวเทียนและบางระบบเชื้อเพลิง เจ้าของรถจึงไม่ต้องจ่ายค่าแรงและค่าอะไหล่เหล่านี้ตลอดอายุรถ ผลลัพธ์คือค่าใช้จ่ายรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะคนที่ใช้รถทางไกลประจำปีละหลายหมื่นกิโลเมตร ยิ่งวิ่งมากส่วนต่างยิ่งกว้าง การประหยัดจากค่าพลังงานบวกกับค่าบำรุงรักษาที่ลดลง ทำให้ต้นทุนรถไฟฟ้าทั้งหมดต่อกิโลเมตรต่ำกว่ารถเบนซินอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่แค่ในปีแรก
ชาร์จที่ไหนและอย่างไร ส่งผลตรงต่อต้นทุนระยะยาว
แม้รถไฟฟ้าจะประหยัดโดยธรรมชาติ แต่รูปแบบการชาร์จสามารถทำให้คุณประหยัดหรือเปลืองเกินความจำเป็นได้ทันที กรณีเอสยูวีไฟฟ้าบนฟาร์มที่ชาร์จจากโซลาร์ 63 เปอร์เซ็นต์แสดงให้เห็นว่า ยิ่งคุณใช้ไฟราคาถูกจากแหล่งของตัวเองหรือไฟบ้านมากเท่าไร ต้นทุนเฉลี่ยก็ยิ่งต่ำลง ในทางกลับกัน หากพึ่งพาสถานีชาร์จเร็วสาธารณะมากเกินไป ต้นทุนอาจสูงจนความได้เปรียบด้านค่าใช้จ่ายหายไป
ตัวอย่างเดียวกันบอกชัดเจนว่า เมื่อเขาชาร์จจากโครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะเพียงอย่างเดียวที่ราคาประมาณ 30 เซ็นต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ค่าไฟต่อ 100 กิโลเมตรจะเพิ่มเป็นประมาณ 6.21 ยูโร และถ้าชาร์จที่หัวชาร์จเร็วซึ่งมีราคาสูงได้ถึง 80 เซ็นต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ต้นทุนจะพุ่งเกิน 16.50 ยูโรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นคำตอบเรื่องความคุ้มค่าไม่ได้อยู่แค่ตัวรถ แต่อยู่ที่ว่าคุณวางกลยุทธ์การชาร์จอย่างไร ใครวางแผนดี ย่อมเก็บออมได้มากในระยะยาว
ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ และบทสรุปสำหรับคนลังเล
แม้ต้นทุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะชนะชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ไร้ข้อเสีย โดยเฉพาะการใช้งานหนักเช่นงานเกษตรหรือบรรทุกที่ต้องลากพ่วงหนัก รถเอสยูวีไฟฟ้าตัวอย่างหนึ่งมีข้อจำกัดด้านน้ำหนักลากสูงสุดที่ราว 1,400 กิโลกรัม ซึ่งอาจต่ำกว่ารถดีเซลในคลาสเดียวกันที่ทำได้มากกว่า อีกด้านคือสภาพอากาศ ช่วงฤดูหนาวหรือวันที่มีแดดน้อย สัดส่วนไฟฟ้าจากโซลาร์บนหลังคาย่อมลดลง ทำให้ต้องพึ่งไฟจากระบบสาธารณะมากขึ้นและต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยย่อมสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองภาพรวมแล้ว รถไฟฟ้าก็ยังมีต้นทุนการใช้งานต่ำกว่ารถเบนซินอยู่ดี แม้จะชาร์จแต่สถานีสาธารณะ งานวิจัยหนึ่งชี้ว่า ต่อให้ใช้ไฟจากสถานีสาธารณะล้วนๆ รถไฟฟ้ายังมีต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำกว่ารถเบนซินประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อรวมรูปแบบการชาร์จทั้งที่บ้านและสาธารณะ ส่วนต่างเพิ่มเป็น 33 เปอร์เซ็นต์ ใครที่ขับรถเป็นประจำหลายหมื่นกิโลเมตรต่อปี การเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าคือการยอมเหนื่อยคำนวณและวางแผนชาร์จสักนิด แลกกับการประหยัดค่าเดินทางทุกกิโลเมตรในอีกหลายปีข้างหน้า






