ซีรีส์เกาหลีล้นตลาดคืออะไร และทำไมถึงเป็นสัญญาณเตือนทั้งประเทศ
ซีรีส์เกาหลีล้นตลาดคือภาวะที่อุตสาหกรรมบันเทิงผลิตซีรีส์จำนวนมากเกินกว่าที่ช่องโทรทัศน์และแพลตฟอร์มสตรีมมิงจะนำออกอากาศได้ทัน ส่งผลให้มีผลงานหลายสิบเรื่องถูกดองค้าง ทั้งที่ถ่ายทำหรือออดิชันเสร็จแล้ว แต่ยังไร้กำหนดออนแอร์อย่างชัดเจน ภาพรวมนี้สะท้อนการเติบโตแบบเร่งเครื่องของซอฟต์พาวเวอร์ที่เน้นปริมาณและการลงทุนสูง โดยยังไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายคอนเทนต์ให้สมดุลรองรับการเติบโตในระยะยาว ผลลัพธ์จึงกระทบทั้งผู้สร้าง ผู้ลงทุน และผู้ชมที่ต้องอยู่กับระบบการออกอากาศที่เริ่มติดขัดมากขึ้นเรื่อย ๆ.
จุดเริ่มของปัญหาการผลิตซีรีส์อยู่ที่การผลักดันซอฟต์พาวเวอร์อย่างเข้มข้น รัฐสนับสนุนทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมบันเทิง เพื่อให้ K-Culture กลายเป็นท่อลำเลียงภาพลักษณ์ประเทศสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก. เมื่อเครื่องจักรการผลิตเดินหน้าเต็มกำลัง ทั้งสตูดิโอทีวีและผู้เล่น OTT แข่งกันสร้างสตูดิโอ ลงทุนโปรเจกต์ใหม่แบบไม่หยุดพัก เนื้อหาที่เคยมี 16–20 ตอนถูกย่อให้สั้นลงเหลือ 8–12 ตอน พร้อมปล่อยรวดเดียวเพื่อชิงเวลาผู้ชม. ในภาพระยะสั้นผู้ชมดูเหมือนได้ประโยชน์จากทางเลือกมหาศาล แต่ระยะยาว นี่คือสูตรสำเร็จสู่ภาวะซีรีส์เกาหลีล้นตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

จากซอฟต์พาวเวอร์สู่โรงงานซีรีส์: เงินลงทุนที่หนุนจนล้นจอ
เมื่อเป้าหมายระดับชาติคือการผลักดันอุตสาหกรรมบันเทิงให้เทียบชั้นฮอลลีวูด รัฐจึงหนุนเต็มที่ทั้งนโยบายและบรรยากาศการลงทุน. นักลงทุนรายใหญ่เข้ามาเทเงินในอุตสาหกรรมคอนเทนต์อย่างจริงจัง หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกที่ลงทุนในเกาหลีถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างซีรีส์ ภาพยนตร์ และรายการเกาหลี พร้อมช่วยสร้างงานกว่า 68,000 ตำแหน่ง. คำพูดที่ควรถูกยกมาอ้างคือ “แพลตฟอร์มสตรีมมิงรายใหญ่ทำกำไรจากการดำเนินงานในเกาหลี 14.28 พันล้านวอน ขณะที่แพลตฟอร์มท้องถิ่นบางเจ้ากลับขาดทุน 119 พันล้านวอน” ซึ่งชี้ให้เห็นช่องว่างอำนาจต่อรองอย่างชัดเจน.
ผลข้างเคียงคือการแข่งกันผลิตซีรีส์เกาหลีฟอร์มยักษ์ เพื่อหวังแจ้งเกิดระดับโลก ทั้ง Moving ที่ถูกยกย่องว่าเป็นการยกระดับงานโปรดักชันสู่มาตรฐานตลาดโลก และก่อนหน้านั้นอย่าง The Glory หรือ Squid Game ที่ตอกย้ำว่าซีรีส์หนึ่งเรื่องสามารถเปลี่ยนภาพจำอุตสาหกรรมทั้งประเทศได้. หนังและซีรีส์สายแอ็กชันอย่าง My Name ก็ไต่ขึ้นอันดับ 4 ซีรีส์ยอดนิยมทั่วโลกบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงภายในไม่กี่วันหลังปล่อยสตรีมมิงทั่วโลก. ความสำเร็จเหล่านี้กลายเป็นแรงจูงใจให้ทุกสตูดิโออยากมี “ซีรีส์แจ้งเกิดระดับโลกของตัวเอง” จนปริมาณโปรเจกต์ใหม่ทะลักเกินกว่าช่องทางการออกอากาศจะรองรับได้.
| Spec | A | B |
|---|---|---|
| จำนวนเรื่องที่พร้อมฉายแต่ยังไม่ได้ออนแอร์ | ประมาณ 100 เรื่อง | สะสมเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 80 เรื่อง |
| ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อ 1 ตอน (EP) | 1.5 พันล้านวอน | ผลักดันต้นทุนโปรดักชันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง |
ปัญหาการผลิตซีรีส์: ช่องออกอากาศแคบลง ทุนสูงขึ้น แต่คุณภาพไม่การันตี
แม้เม็ดเงินหลั่งไหลเข้าวงการบันเทิง แต่โครงสร้างการออกอากาศกลับไม่ทันต่อปริมาณโปรเจกต์ใหม่ ทำให้เกิดภาวะซีรีส์เกาหลีหน่วงออนแอร์อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการฝั่งออกอากาศทั้งทีวีและ OTT ต้องลดวันฉายละคร ตัดล็อตวันธรรมดา เช่น จันทร์–อังคาร หรือพุธ–พฤหัสออก เพื่อลดค่าใช้จ่ายและควบคุมความเสี่ยง. ซิตคอมระยะยาวที่เคยกินเวลาเป็นปีถูกหั่นทิ้ง เพราะต้นทุนต่อ EP เฉลี่ยพุ่งขึ้นถึง 1.5 พันล้านวอน. ทุนสูงบีบให้ผู้ผลิตต้อง “เล่นเซฟ” มากขึ้น เลือกพลอตโรแมนติก ระทึกขวัญ หรือโรแมนติกคอมเมดี้ที่ตลาดแมสคุ้นเคย ยกตัวอย่างอย่าง King the Land ที่เป็นสูตรสำเร็จดูง่าย ใช้นักแสดงเบอร์ใหญ่เพื่อดึงฐานแฟนคลับ.
แต่การเทเงินและเทดาวดังไม่ได้หมายความว่ากำไรจะเทตามมาเสมอไป The King: Eternal Monarch ซึ่งได้นักแสดงระดับท็อปสตาร์อย่างอีมินโฮกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คาด ทั้งที่ใช้งบสร้างสูงมาก เช่นเดียวกับ Alice ที่จบลงด้วยเรตติ้งต่ำเพราะเนื้อหาขาดความกลมกล่อม ทำให้การรับชมสะดุด. กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการผลิตซีรีส์ไม่ได้อยู่ที่ว่าใช้ทุนเท่าไรหรือมีดาราดังแค่ไหน แต่อยู่ที่ระบบที่บังคับให้ทุกฝ่ายเน้นปริมาณและความปลอดภัยเชิงตลาด มากกว่าการทดลองรูปแบบใหม่หรือการลงทุนในบทที่แหวกแนว ผลคือคอนเทนต์เริ่มซ้ำทางและอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย กระแสหลายเรื่องตก แม้จะมีซูเปอร์สตาร์นำแสดงก็ตาม.
ผู้ชมได้อะไรเสียอะไรเมื่อซีรีส์เกาหลีผลิตเกินดีมานด์
สำหรับผู้ชม ภาวะซีรีส์เกาหลีล้นตลาดมีทั้งด้านบวกและลบ ด้านหนึ่งผู้ชมมีทางเลือกมหาศาล ซีรีส์ออกใหม่แทบทุกเดือนในหลายแนว ตั้งแต่โรแมนติกคอมเมดี้ไปจนถึงแอ็กชันล้างแค้นอย่าง My Name ที่กลายเป็นซีรีส์ยอดฮิตติดอันดับ 4 ทั่วโลกบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงหลังปล่อยเพียงไม่กี่วัน. รูปแบบการปล่อยคอนเทนต์แบบย่อจำนวนตอนและปล่อยรวดเดียว ครบทุก EP ทำให้ผู้ชมไม่ต้องรอคอยเป็นสัปดาห์เหมือนยุคทีวีดั้งเดิม. การเปลี่ยนผ่านนี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การดูแบบมาราธอน และสร้างมาตรฐานใหม่ให้ผู้ชมคาดหวังว่า ซีรีส์หนึ่งเรื่องควรดูจบได้ในเวลาไม่นาน.
อีกด้านหนึ่ง เมื่อคอนเทนต์ทะลัก ช่องออกอากาศจำกัด ผู้ชมเริ่มรู้สึกว่าคอนเทนต์เกาหลีแผ่วลงเมื่อเทียบกับช่วงพีกของ Squid Game หรือซีรีส์ซอมบี้อย่าง Kingdom. โครงเรื่องซ้ำทาง ความกล้าทดลองลดลง และการดองงานหลายสิบเรื่องทำให้ผู้ชมเสียโอกาสสัมผัสผลงานที่อาจสดใหม่แต่ยังไม่ถูกปล่อยออกมา ในขณะเดียวกันซีรีส์จากประเทศอื่นอย่างจีนกลับมาแรงต่อเนื่อง ผู้ชมจำนวนมากหันไปเสพคอนเทนต์ฝั่งนั้นมากขึ้น. เมื่อดีมานด์ผู้ชมเริ่มกระจายไปยังคู่แข่ง การผลิตเกินดีมานด์ในตลาด K-drama ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาของผู้ผลิตและแพลตฟอร์ม แต่ยังเป็นปัญหาการรักษาฐานผู้ชมในระยะยาวด้วย.
อนาคตอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี: จากการเร่งเครื่องสู่การจัดระเบียบใหม่
เมื่อซีรีส์เกาหลีหน่วงออนแอร์ถึงราว 100 เรื่อง ทั้งที่การถ่ายทำหรือออดิชันเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ฉายบนแพลตฟอร์มสาธารณะ สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องถามตัวเองไม่ใช่แค่ว่าจะผลิตอะไรต่อ แต่คือจะจัดระเบียบยังไงต่อ ผู้ผลิตหลายรายคาดว่าจำนวนการผลิตซีรีส์ในปีหน้าอาจลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสามของปี 2023 เพื่อหยุดเลือดไหลและปรับสมดุลระบบการออกอากาศกลับมา. ขณะเดียวกันการแข่งขันในตลาดสตรีมมิงกลับแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อผู้เล่นรายใหม่อย่าง Disney+ เตรียมเปิดตัวด้วยทัพซีรีส์เกาหลีหลายเรื่อง ทำให้ผู้เล่นเดิมไม่สามารถประมาทได้อีกต่อไป.
คำถามใหญ่ในระดับประเทศคือจะทำให้อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงโรงงานผลิตคอนเทนต์ที่วัดกันด้วยจำนวนเรื่องหรืองบลงทุน ขณะที่ยังไม่มีข้อกำหนดให้บริการสตรีมมิงต่างชาติลงทุนกลับในคอนเทนต์ท้องถิ่นแบบบังคับ หลายองค์กรจึงเสนอให้รัฐสร้างระบบแบ่งปันผลกำไรส่วนเกินที่เป็นธรรมกับผู้สร้างเกาหลีโดยตรง. หากทำได้ การชะลอปริมาณการผลิตลง และหันมาทบทวนคุณภาพ บท และความหลากหลายของแนวทางมากขึ้น อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีอาจผ่านพ้นระยะซีรีส์เกาหลีล้นตลาดไปสู่ระยะใหม่ ที่มุ่งสร้างผลงานน้อยลงแต่ทรงพลังมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคือสิ่งที่ผู้ชมทั่วโลกต้องการมากกว่าการไถเลือกดูคอนเทนต์ที่คล้ายกันไม่รู้จบ.



