ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโต ดันแบรนด์ใหญ่เร่งพัฒนาสินค้าพรีเมียม
ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโต คือภาพรวมของธุรกิจอาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงที่ขยายตัวรวดเร็วจากกระแส Pet Humanization เมื่อเจ้าของมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัว จึงยอมจ่ายเพื่ออาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม แชมพูสัตว์เลี้ยงสูตรปลอดภัย และสินค้าสัตว์เลี้ยงใหม่ที่ตอบโจทย์สุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกรายใหญ่เร่งสร้างนวัตกรรมและขยายช่องทางจำหน่ายเพื่อช่วงชิงใจกลุ่ม Pet Parent ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกและมาตรฐานระดับสูงในทุกการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเอง การรุกตลาดรอบใหม่นี้สะท้อนชัดว่าเกมการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ราคาถูก แต่คือการออกแบบประสบการณ์ครบวงจรตั้งแต่ชั้นวางสินค้าไปจนถึงออนไลน์ และใช้เรื่องสุขภาพ สารเคมีตกค้าง และโภชนาการเป็นจุดขายหลัก ใครเข้าใจอินไซท์เจ้าของสัตว์เลี้ยงได้ลึกกว่า ก็มีโอกาสครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มพรีเมียมที่เติบโตแบบ Double Digit มากขึ้นตามไปด้วย
SWC จับมือเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ดันแบรนด์ The Goody เข้ากลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม
การเคลื่อนไหวของ SWC คือสัญญาณชัดว่าแบรนด์ใหญ่เริ่มมองธุรกิจสัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในเสาหลักของรายได้ระยะยาว บริษัทประกาศความร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด เปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารและดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ The Goody อย่างเป็นทางการที่ท็อปส์ สาขาเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ การเลือกพันธมิตรค้าปลีกชั้นนำไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่วางสินค้า แต่คือการซื้อความเชื่อมั่นและฐานลูกค้ากลุ่มกลางถึงบนที่พร้อมลองของใหม่หากเชื่อว่าดีกว่าสินค้าที่ใช้อยู่เดิม จุดแข็งของ SWC อยู่ที่การปูพรมช่องทางจำหน่ายผ่านเครือข่าย TOPS และ PET’N ME รวมกว่า 155 สาขา และตั้งเป้าขยายเป็น 200 สาขา นี่คือกลยุทธ์ Omni-channel ที่มุ่งให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมและผลิตภัณฑ์ดูแลความสะอาดทั้งในหน้าร้านและออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ที่น่าสนใจคือ SWC เน้นอาหารเม็ดสำหรับแมวเป็นหลักและกำลังพัฒนาอาหารฟังก์ชันกับอาหารเปียก เพื่อตอบรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ใส่ใจโภชนาการอย่างเฉพาะทาง ไม่ใช่แค่อาหารทั่วไปที่ “กินได้ก็พอ” อีกต่อไป
นวัตกรรมแชมพูสัตว์เลี้ยงจาก PIPPER STANDARD ยกระดับการดูแลผิวและขน
ขณะที่ SWC เน้นอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม อีกด้านหนึ่ง PIPPER STANDARD แสดงให้เห็นว่าตลาดดูแลทำความสะอาดสัตว์เลี้ยงก็มีศักยภาพสูงไม่แพ้กัน แบรนด์เดินหน้ารุกตลาด Pet Care ด้วยการเปิดตัวแชมพูอาบน้ำสำหรับสัตว์เลี้ยง (Wet Shampoo) และโฟมอาบแห้งสำหรับสัตว์เลี้ยง (Waterless Shampoo) ชูนวัตกรรมพลังธรรมชาติภายใต้แนวคิด Zero-Residue เพื่อแก้ปัญหาสารเคมีตกค้างที่เจ้าของจำนวนมากกังวล หัวใจของสูตรคือการใช้เอนไซม์ธรรมชาติจากสับปะรด (Bromelain Active) ทำความสะอาดผิวและขนอย่างอ่อนโยนโดยไม่ทำลายน้ำมันธรรมชาติบนผิว พร้อมผสานสารสกัดลูกพลับญี่ปุ่นที่ช่วยจัดการกลิ่นกาย และเสริมด้วยสารสกัดข้าวโอ๊ต วิตามิน B5 และออร์แกนิกอโลเวร่าเพื่อลดอาการคันและเพิ่มความชุ่มชื้น จุดยืนที่ชัดเจนเรื่องการไม่ใส่ซัลเฟต Paraben SLS SLES Silicone Alcohol DEA และ Dye บวกกับการผ่านการทดสอบไม่ระคายเคืองโดยแพทย์ผิวหนัง ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ตอบโจทย์กลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณาสวยหรู
การขยายช่องทางจำหน่ายและความร่วมมือค้าปลีก: ใครเข้าถึง Pet Parent ได้มากกว่า ชนะ
แม้สินค้าในกลุ่มพรีเมียมจะมีจุดขายด้านคุณภาพและนวัตกรรม แต่หากผู้บริโภคหาซื้อไม่ได้ ก็ยากจะเติบโตตามศักยภาพ แบรนด์ใหญ่จึงเร่งใช้กลยุทธ์จับมือผู้ค้าปลีกชั้นนำเพื่อขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ความร่วมมือระหว่าง SWC กับเครือข่าย TOPS และ PET’N ME ที่เริ่มต้นกว่า 155 สาขาและตั้งเป้า 200 สาขา ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงเห็นอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมแบรนด์ The Goody ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องออกตามหาตามร้านเฉพาะทางอีกต่อไป ในฝั่ง PIPPER STANDARD ผลิตภัณฑ์แชมพูอาบน้ำและโฟมอาบแห้งสำหรับสัตว์เลี้ยงเปิดให้ซื้อผ่านเว็บไซต์ของแบรนด์ รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee Lazada และ TikTok Shop การเลือกกระจายผ่านออนไลน์ช่วยลดข้อจำกัดด้านพื้นที่หน้าร้าน และตอบพฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับการสั่งสินค้าดูแลสัตว์เลี้ยงพร้อมของใช้ในบ้านแบบรวดเดียว สิ่งที่เห็นชัดคือการแข่งขันวันนี้ไม่ได้อยู่แค่ในชั้นวางห้าง แต่บนหน้าจอสมาร์ตโฟนของ Pet Parent ทั่วประเทศ
ข้อสรุป: สินค้าสัตว์เลี้ยงใหม่จะยึดหัวใจตลาดพรีเมียมได้หรือไม่
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่าแบรนด์ขนาดใหญ่กำลังใช้สามเครื่องมือหลักในการช่วงชิงตลาดสัตว์เลี้ยงที่เติบโตแรง ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมและแชมพูสัตว์เลี้ยงสูตรเฉพาะ การจับมือค้าปลีกชั้นนำเพื่อขยายการมองเห็น และการสร้างช่องทางออนไลน์ที่ซื้อได้ง่ายในไม่กี่คลิก เทรนด์ Pet Humanization ทำให้ตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ราว 90,000–100,000 ล้านบาท โดยตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงราว 40,000–45,000 ล้านบาท แปลว่าพื้นที่ให้เติบโตยังเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นที่เข้าใจความต้องการเชิงลึกของเจ้าของสัตว์เลี้ยงจริงๆ สำหรับผู้บริโภค ผลดีคือมีตัวเลือกสินค้าสัตว์เลี้ยงใหม่ที่เน้นสุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งในรูปแบบอาหารฟังก์ชัน อาหารเปียก และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดไร้สารเคมีตกค้าง แต่ในเชิงการแข่งขัน แบรนด์ที่ชนะจะไม่ใช่แค่ผู้ที่ขึ้นป้าย “พรีเมียม” ก่อนใคร หากคือผู้ที่พิสูจน์ได้ด้วยคุณภาพที่สัมผัสได้ การสื่อสารตรงไปตรงมา และความสะดวกในการเข้าถึง ไม่ว่าจะเดินเข้าห้างหรือเปิดแอปบนมือถือ







