ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

กินกระเทียมทั้งกำมือก็ไม่รักษาไตเสียได้ ทำไมต้องเชื่อหมอมากกว่าโพสต์ในโซเชียล

กินกระเทียมทั้งกำมือก็ไม่รักษาไตเสียได้ ทำไมต้องเชื่อหมอมากกว่าโพสต์ในโซเชียล
ความสนใจ|ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ

โรคไตไม่หายด้วยกระเทียมทีละกลีบ ทำความเข้าใจใหม่ตั้งแต่จานข้าว

โรคไตและอาหารคือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่ภาวะผิดปกติของไตได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เรากินในแต่ละวัน ทั้งปริมาณและวิธีรับประทาน อาหารบางชนิดช่วยชะลอความเสื่อมของไต ขณะที่บางชนิดเพิ่มภาระการทำงานของไตและเร่งให้โรคไตแย่ลง การดูแลโรคไตจึงต้องอาศัยการเลือกอาหารอย่างมีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่เชื่อคำบอกเล่าหรือสูตรพื้นบ้านจากโซเชียลเพียงอย่างเดียว

กรณีชายวัย 28 ปีที่กินกระเทียมสดทุกเช้าและใส่กระเทียมในทุกมื้อหวังฟื้นฟูไต แต่ผ่านไป 5 เดือนค่าการทำงานของไตกลับแย่ลง ระดับโปรตีนในปัสสาวะสูงขึ้น และมีโพแทสเซียมในเลือดสูงจนเสี่ยงอันตราย สะท้อนชัดว่าความเข้าใจผิดเรื่องโรคไตและอาหารไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก แต่ส่งผลถึงชีวิตได้ การรักษาโรคไตที่ถูกต้องจึงเริ่มจากยอมรับว่าอาหารไม่ใช่ยาเอกเดี่ยว และกระเทียมไม่ใช่ยาวิเศษสำหรับทุกโรค

จากกระเทียมกลีบเล็กสู่ปัญหาใหญ่ ทำไมสูตรพื้นบ้านถึงทำร้ายไตได้

ชายแซ่หลี่อ่านเจอในโซเชียลว่ากระเทียมคือยาปฏิชีวนะจากธรรมชาติ ช่วยล้างสารพิษ ต้านมะเร็ง และดีต่อไต เขาจึงคิดสูตรเอง กินกระเทียมสดวันละ 3 กลีบตอนท้องว่าง แถมเพิ่มกระเทียมสับจำนวนมากในทุกมื้ออาหารติดต่อกัน 5 เดือน ผลที่ได้กลับตรงข้ามกับความหวัง ค่าการทำงานของไตถดถอย โปรตีนในปัสสาวะสูง และเข้าสู่ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงที่เสี่ยงต่อหัวใจเต้นผิดจังหวะและกล้ามเนื้ออ่อนแรง

แพทย์โรคไตอธิบายว่าแม้สารอัลลิซินในกระเทียมจะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบระดับหนึ่ง แต่โรคไตอักเสบเรื้อรังเกี่ยวข้องกับความเสียหายเชิงโครงสร้างของเนื้อไต ซึ่งไม่มีทางฟื้นได้ด้วยการกินกระเทียมเพียงอย่างเดียว กระเทียมยังมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง เมื่อไตขับโพแทสเซียมได้น้อย การกินมากเกินไปจึงยิ่งเพิ่มภาระ การใช้สูตรพื้นบ้านโดยไม่รู้ข้อจำกัดของโรคจึงเท่ากับเอาไตไปเสี่ยงโดยไม่มีแผนสำรอง

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ ความเข้าใจผิดเรื่องโรคไตและอาหารทำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนเมนูได้ทั้งชีวิตโดยไม่มีหมอดูแล แต่ผลตรวจเลือดจะเป็นคนตัดสิน และมันมักไม่เข้าข้างความเชื่อส่วนตัว

อาหารดีแต่ใช้ผิดก็เป็นพิษ หมอเตือนผู้ป่วยไตอย่าทดลองเอง

กรณีของกระเทียมย้ำชัดว่าอาหารที่มีประโยชน์ทั่วไปอาจกลายเป็นตัวเร่งให้โรคไตทรุดได้เมื่อกินผิดปริมาณหรือผิดกลุ่มผู้ป่วย สำหรับคนที่ไตทำงานลดลง การได้โซเดียม โปรตีน และโพแทสเซียมเกินความสามารถของร่างกายในการขับออก ทำให้ของเสียคั่ง น้ำเกินตัว และความดันสูงขึ้น จนไตต้องแบกรับภาระหนักต่อเนื่อง

หมอโรคไตจึงเตือนผู้ป่วยให้ระวังอาหารโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป ผักดอง เนื้อรมควัน เพราะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำและเพิ่มความดัน อาหารที่มีโปรตีนจากพืชในปริมาณมาก เช่น ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่ว อาจเพิ่มของเสียที่ไตต้องกำจัด ขณะที่อาหารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในและอาหารทะเลบางชนิด อาจเพิ่มกรดยูริกและทำให้โครงสร้างไตแย่ลง การดูแลโรคไตที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การหาหนึ่งเมนูมหัศจรรย์ แต่คือการจัดสมดุลทั้งจานอาหารภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

ทางออกที่รับผิดชอบต่อตัวเองคือ หยุดเชื่อสูตรในโซเชียลแบบไม่ถามหมอ ก่อนจะเพิ่มหรือหักอาหารกลุ่มใหญ่ใดๆ ในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยโรคไต ควรปรึกษาแพทย์หรือโภชนากรก่อนเสมอ

การรักษาโรคไตที่ถูกต้องต้องมากกว่าสูตรอาหารเดียว

ความเข้าใจผิดเรื่องโรคไตและอาหารมักเริ่มจากความกลัวการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต หลายคนจึงดิ้นรนหาวิธีลัด เช่น สมุนไพรแปลก กระเทียมสด หรือดีท็อกซ์สุดขั้ว แต่การรักษาโรคไตที่ถูกต้องไม่เคยมีทางลัด มีแต่กระบวนการที่เป็นระบบ ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ การติดตามผลเลือดและปัสสาวะสม่ำเสมอ การคุมความดันและน้ำตาล ไปจนถึงการวางแผนบำบัดทดแทนไตเมื่อถึงเวลา

ตัวอย่างของการดูแลแบบครบวงจรคือโปรแกรมดูแลไตในโรงพยาบาลที่ให้บริการตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การป้องกัน การรักษา จนถึงการบำบัดทดแทนไต เช่น ฟอกเลือด ล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ และการปลูกถ่ายไตภายใต้ทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ "โรงพยาบาลพระรามเก้า ระบุว่าแนวทางดังกล่าวช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลโรคไตแบบครบวงจรและต่อเนื่อง"

เมื่อเปรียบเทียบแล้ว สูตรกระเทียมหรือสมุนไพรที่ไม่มีการติดตามค่าตรวจ ไม่มีการประเมินความเสี่ยง และไม่มีทีมแพทย์รองรับ จึงไม่อาจเทียบได้กับการดูแลเชิงระบบของโรงพยาบาล คำถามสำคัญคือ เราจะฝากไตซึ่งมีแค่คู่เดียวไว้กับโพสต์ในโซเชียล หรือเลือกเดินตามแนวทางรักษาที่มีข้อมูลตรวจพิสูจน์ได้

กินกระเทียมทั้งกำมือก็ไม่รักษาไตเสียได้ ทำไมต้องเชื่อหมอมากกว่าโพสต์ในโซเชียล

วิธีดูแลโรคไตอย่างมีสติ เลือกเชื่อหมอมากกว่าสูตรในอินเทอร์เน็ต

เมื่อหมอพบความผิดปกติในกรณีชายวัย 28 ปีแล้วให้หยุดกินกระเทียมสด พร้อมวางแผนปรับอาหารและรักษาตามหลักวิชาการ ค่าการทำงานของไตและค่าทางชีวเคมีต่างๆ ก็ค่อยๆ ดีขึ้นในราวสองเดือน แสดงให้เห็นว่าการกลับสู่แนวทางแพทย์แผนปัจจุบันช่วยชะลอโรคได้มากกว่าการดื้อดึงลองสูตรส่วนตัว

วิธีดูแลไตให้แข็งแรงในชีวิตประจำวันจึงควรยึดหลักง่ายแต่มีหลักฐาน เช่น เลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณเหมาะสม ดื่มน้ำตามคำแนะนำแพทย์ ควบคุมโซเดียม ตรวจไตเป็นประจำ พักผ่อนเพียงพอ และสำคัญที่สุดคือไม่ใช้สูตรอาหารหรือสมุนไพรใดๆ แทนการพบแพทย์

บทสรุปคือ กระเทียมยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ยารักษาโรคไต การรักษาโรคไตที่ถูกต้องต้องอาศัยการวินิจฉัยที่ชัด การติดตามค่าตรวจ และทีมแพทย์ที่มองผู้ป่วยทั้งคน ไม่ใช่แค่จานอาหารหนึ่งจาน หากมีโรคไตหรือปัจจัยเสี่ยง เลือกโทรหาหมอให้ไว ดีกว่าหาสูตรกระเทียมกลีบต่อไปไม่รู้จบ

กินกระเทียมทั้งกำมือก็ไม่รักษาไตเสียได้ ทำไมต้องเชื่อหมอมากกว่าโพสต์ในโซเชียล

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!