ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

แบรนด์ใหญ่กำลังใช้ทีมเพซเซอร์เปลี่ยนสนามมาราธอนให้เป็นชุมชน

แบรนด์ใหญ่กำลังใช้ทีมเพซเซอร์เปลี่ยนสนามมาราธอนให้เป็นชุมชน
ความสนใจ|วิ่งบนถนน

โปรแกรมเพซเซอร์มาราธอนคืออะไร และทำไมถึงสำคัญต่อยุคนักวิ่งชุมชน

โปรแกรมเพซเซอร์มาราธอนคือการจัดทีมอาสาสมัครหรือนักวิ่งที่มีประสบการณ์มาช่วยกำหนดจังหวะวิ่งอย่างเป็นระบบในงานแข่งระยะไกล ตั้งแต่ 5 กิโลเมตรจนถึงมาราธอนเต็มระยะ เพื่อให้นักวิ่งกลุ่มต่างระดับความสามารถสามารถรักษาเพซที่ต้องการได้อย่างมั่นใจ พร้อมได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิค แรงใจ และความปลอดภัย โดยมักมีการฝึกอบรม การจัดอุปกรณ์ และสร้างรูปแบบการวิ่งเคียงข้างแบบมีโค้ชที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคนในชุมชนการวิ่ง หัวใจของบทความนี้คือการชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ใหญ่ไม่ได้มองโปรแกรมเพซเซอร์มาราธอนแค่เป็นเครื่องมือทางการตลาด แต่กำลังออกแบบโครงสร้างสนับสนุนนักวิ่งทุกระดับให้มีโค้ชและเพื่อนร่วมทางในสนามจริง การเปิดตัวทีมเพซเซอร์กว่า 100 คนในบางแสน 42 ชลบุรี มาราธอนสะท้อนการลงทุนกับโครงสร้างการช่วยเหลือนักวิ่งมากกว่าลงทุนกับภาพลักษณ์เพียงผิวเผิน ขณะเดียวกันการรับสมัครทีมไกด์รันเนอร์ 20 คนเพื่อวิ่งเคียงข้างผู้พิการทางการมองเห็นในระยะ 5 กิโลเมตรก็คือการประกาศชัดว่าการแข่งวิ่งวันนี้ต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกคนก้าวไปด้วยกัน ไม่ใช่สนามของคนที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น

PUMA กับการยกระดับสนามบางแสน 42 ผ่านทีมเพซเซอร์ 100 คน

กรณีของ PUMA ในบางแสน 42 ชลบุรี มาราธอนคือภาพชัดเจนของการเอาโปรแกรมเพซเซอร์มาราธอนมาสร้างระบบสนับสนุนทั้งงานแข่งและชุมชน PUMA เปิดตัวทีมเพซเซอร์ ทีม Cut Off ทีม Sweeper และทีม Plogging รวมทั้งสิ้น 100 คน ก่อนงาน BANGSAEN42 Chonburi Marathon ที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน นี่ไม่ใช่แค่การหาคนถือป้ายเพซ แต่เป็นการใส่บทบาทหลากหลายเพื่อดูแลนักวิ่งตั้งแต่คนลุ้นทำเวลาไปจนถึงคนเสี่ยงไม่ทันเวลาและคนที่อยากช่วยเก็บขยะตลอดเส้นทาง การสนับสนุนชุด pacer team ทั้งเสื้อ กางเกงวิ่ง และรองเท้าวิ่ง PUMA Deviate NITRO 4 ให้ทีมเพซเซอร์สะท้อนท่าทีว่าบริษัทเลือกลงทุนกับคนที่อยู่กับนักวิ่งบนถนนจริงมากพอๆ กับการลงทุนในตัวรองเท้าเอง เทคโนโลยีรองเท้าที่เน้นเบา ซัพพอร์ตดี และเสถียรภาพสูงยิ่งช่วยให้บทบาทเพซเซอร์ทำงานได้เต็มที่ ตั้งแต่การออกตัวไปจนถึงเส้นชัย ทำให้การวิ่งเคียงข้างแบบมีโค้ชมีคุณภาพทั้งด้านทักษะและอุปกรณ์ ไม่ใช่แค่การวิ่งนำแบบตามมีตามเกิด

แบรนด์ใหญ่กำลังใช้ทีมเพซเซอร์เปลี่ยนสนามมาราธอนให้เป็นชุมชน

Garmin และทีมไกด์รันเนอร์ การวิ่งเคียงข้างแบบมีโค้ชที่เข้าถึงคนพิการ

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือโครงการทีมไกด์รันเนอร์ของ Garmin ที่ประกาศเปิดรับสมัครไกด์รันเนอร์ 20 คน ระหว่างวันที่ 3–9 ตุลาคม 2569 เพื่อวิ่งเคียงข้างนักวิ่งผู้พิการทางการมองเห็นในระยะ 5 กิโลเมตร ภายในงาน 2026 Garmin Run Marathon Series – Thailand Half Marathon ที่จะจัดวันที่ 6 ธันวาคม 2569 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้สมัครต้องวิ่งระยะ 5 กิโลเมตรด้วยเพซคงที่ประมาณ 7 นาที 30 วินาทีต่อกิโลเมตรได้ เพื่อให้สามารถรักษาจังหวะให้คู่วิ่งพิชิตระยะได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ กิจกรรมนี้ถูกออกแบบเป็น Garmin Run 5KM Inclusivity Run ที่ตั้งใจให้ทั้งคนทั่วไปและผู้พิการทางการมองเห็นได้พิชิต 5 กิโลเมตรแรกของตัวเองในบรรยากาศกิจกรรมวิ่งชุมชน การจัด Guide Running Workshop ในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ สนาม UTK STADIUM มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ยิ่งสะท้อนว่าแบรนด์กำลังสร้างระบบวิ่งเคียงข้างแบบมีโค้ชจริงจัง เพราะเวิร์กชอปมีผู้ฝึกสอนผู้เชี่ยวชาญและไกด์รันเนอร์ทีมชาติร่วมสอนตั้งแต่การสื่อสาร การรักษาจังหวะ การนำทาง ไปจนถึงแนวทางสนับสนุนคู่วิ่งอย่างเหมาะสมตลอดการแข่งขัน

แบรนด์ใหญ่กำลังใช้ทีมเพซเซอร์เปลี่ยนสนามมาราธอนให้เป็นชุมชน

เมื่อเทคโนโลยีสมาร์ตวอตช์และรองเท้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทโค้ช

จุดที่น่าสังเกตคือแบรนด์ไม่ได้สร้างโปรแกรมเพซเซอร์และทีมไกด์รันเนอร์ด้วยคนอย่างเดียว แต่กำลังผูกบทบาทโค้ชเข้ากับเทคโนโลยีอย่างชัดเจน ในฝั่ง Garmin สมาร์ตวอตช์รุ่น Forerunner 570 และ Forerunner 970 แสดงข้อมูลเพซและรอบก้าวเพื่อช่วยให้ไกด์รันเนอร์รักษาจังหวะให้สม่ำเสมอ ขณะที่ฟีเจอร์ Audio Prompts แจ้งข้อมูลการวิ่งด้วยเสียง ลดภาระในการดูหน้าจอตลอดเวลาและสนับสนุนการฝึกซ้อมของทั้งนักวิ่งและไกด์รันเนอร์ นี่คือการใช้เทคโนโลยีให้ทีมไกด์รันเนอร์กลายเป็นโค้ชที่มีข้อมูลแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่คนคอยลากให้วิ่งทันเวลา เครื่องมืออย่าง PacePro ที่ช่วยวางแผนและบริหารเพซตามเส้นทาง รวมถึง Turn Prompts Up Ahead และกราฟระดับความสูงที่ให้ข้อมูลทางเลี้ยว จุดสำคัญ และการเปลี่ยนระดับความสูงล่วงหน้า ก็ช่วยให้ไกด์รันเนอร์สื่อสารกับคู่วิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน LiveTrack และ Incident Detection เสริมด้านการติดตามและความปลอดภัยระหว่างกิจกรรมเมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนในพื้นที่สัญญาณรองรับ หากมองร่วมกับรองเท้า Deviate NITRO 4 และ Deviate Pure NITRO ของ PUMA ที่ถูกออกแบบให้เบา ซัพพอร์ตดี และวิ่งได้ลื่นไหลตลอดระยะ ก็จะเห็นภาพชัดว่าแบรนด์กำลังสร้างระบบโค้ชที่ผสมผสานคนกับเทคโนโลยีอย่างถึงแก่น

แบรนด์ใหญ่กำลังใช้ทีมเพซเซอร์เปลี่ยนสนามมาราธอนให้เป็นชุมชน

จากสนามแข่งสู่ชุมชนนักวิ่ง ทำไมแบรนด์ถึงต้องลงทุนกับการวิ่งเคียงข้าง

ประเด็นสำคัญที่ควรมองคือ เหตุใดแบรนด์ใหญ่จึงหันมาลงทุนกับโปรแกรมเพซเซอร์มาราธอนและทีมไกด์รันเนอร์มากขึ้น คำอธิบายหนึ่งมาจากแนวคิด From Zero to Hero ที่ผู้จัดการประจำ Garmin อธิบายว่าการวิ่งครอบคลุมทั้งการเริ่มต้น การพัฒนาตัวเอง และการเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ การเปิดรับไกด์รันเนอร์จึงชวนให้นักวิ่งมาแบ่งปันประสบการณ์และสนับสนุนกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนก้าวสู่เส้นชัยในแบบของตัวเอง นี่คือการประกาศว่าการแข่งขันไม่ใช่เป้าหมายเดียวของสนามวิ่ง เป้าหมายที่แท้คือการสร้างกิจกรรมวิ่งชุมชนที่ทำให้คนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน เมื่อ PUMA เปิดตัวทีมเพซเซอร์จำนวนมากในบางแสน 42 และ Garmin สร้างกิจกรรม Inclusivity Run ที่ผลักดันให้ผู้พิการทางการมองเห็นได้วิ่งเคียงข้างแบบมีโค้ช เราจะเห็นรูปแบบใหม่ของงานวิ่งที่ผสมทั้งความจริงจังด้านการแข่งขัน ความตั้งใจเรื่องความปลอดภัย และความเอื้ออาทรด้านการเข้าถึง พูดให้ตรงคือแบรนด์กำลังใช้สนามวิ่งเป็นพื้นที่ทดสอบรองเท้าและสมาร์ตวอตช์ก็จริง แต่มิติที่ทรงพลังที่สุดคือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักวิ่ง การผลักดันให้คนเริ่มต้น และการจัดโครงสร้างสนับสนุนให้ทุกคนมีโค้ชข้างกายในวันที่ต้องวิ่งสู้กับตัวเอง นี่คือทิศทางที่ทำให้งานวิ่งอนาคตจะยิ่งมีความหมายต่อคนทั่วไปมากกว่าตัวเลขเวลาในใบผลแข่งขัน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

Related Products

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!