ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

18 แอปดังแอบเก็บประวัติการท่องเว็บบนมือถือของคุณ

18 แอปดังแอบเก็บประวัติการท่องเว็บบนมือถือของคุณ
ความสนใจ|แอปมือถือ

เมื่อแอปยอดนิยมกลายเป็นเครื่องมือสอดส่องการท่องเว็บ

การรั่วไหลข้อมูลแอปคือสถานการณ์ที่แอปพลิเคชันบนมือถือดึง เก็บ หรือส่งต่อข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้ เช่น ประวัติการท่องเว็บและพฤติกรรมการพิมพ์ โดยไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนหรือไม่ได้รับความยินยอมที่โปร่งใส ส่งผลให้ความเป็นส่วนตัวมือถือถูกคุกคาม และข้อมูลส่วนตัวถูกนำไปใช้เพื่อโฆษณา วิเคราะห์โปรไฟล์ หรือวัตถุประสงค์อื่นที่ผู้ใช้ไม่ได้คาดคิด ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการป้องกันข้อมูลส่วนตัวที่ล้มเหลวจากฝั่งผู้ให้บริการแอป

งานวิเคราะห์จากบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์รายหนึ่งพบว่า ในบรรดาแอปยอดนิยมบน Android และ iOS จำนวน 40 แอป มีถึง 18 แอปที่ระบุชัดในฉลากความเป็นส่วนตัวของร้านแอปว่ามีการเก็บประวัติการท่องเว็บของผู้ใช้ หรือคิดเป็น 45% ของทั้งหมด นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเราเปิดแอปเหล่านี้แทบทั้งวัน และคิดว่ามีแต่เว็บเบราว์เซอร์เท่านั้นที่เห็นว่าเราเข้าเว็บอะไรบ้าง แต่ความจริงคือหลายแอปกำลังจดบันทึกทุกคลิกทุกลิงก์ที่เราแตะอยู่เบื้องหลังโดยที่เราไม่ทันระวัง ตัวเลข 18 จาก 40 แอปคือสัญญาณชัดเจนว่าการเก็บข้อมูลแอปพลิเคชันกำลังเกินขอบเขตที่ผู้ใช้ทั่วไปคาดหวังและยอมรับได้

แอปโซเชียลและซื้อของ แอบดูประวัติการท่องเว็บไปเพื่อใคร

เมื่อเจาะลึกลงไปในประเภทแอป ภาพที่ปรากฏยิ่งน่ากังวล แอปถูกแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่ แอปปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์เนื้อหา แอปโซเชียลมีเดีย แอปอีคอมเมิร์ซ และแอปส่งข้อความ โดยการสำรวจพบว่าแอปโซเชียลมีเดียคือกลุ่มที่เก็บประวัติการท่องเว็บมากที่สุดถึงขั้นที่ 9 จาก 10 แอปโซเชียลที่ถูกศึกษา มีการเก็บข้อมูลนี้บนอย่างน้อยหนึ่งแพลตฟอร์ม ถ้าคุณคิดว่าแค่เลื่อนฟีด ดูรูป หรืออ่านโพสต์แล้วจบ คุณกำลังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป เพราะทุกครั้งที่แตะลิงก์ออกนอกแอป ประวัติการท่องเว็บของคุณอาจถูกบันทึกควบคู่ไปด้วย

กลุ่มแอปซื้อของออนไลน์ตามมาไม่ห่าง โดยครึ่งหนึ่งของแอปอีคอมเมิร์ซที่ถูกวิเคราะห์มีการเก็บประวัติการท่องเว็บอย่างน้อยบนหนึ่งแพลตฟอร์ม ขณะที่แอปส่งข้อความบางรายก็มีพฤติกรรมเช่นกัน เช่น Rakuten Viber Messenger และ LINE ที่ถูกพบว่ามีการเก็บข้อมูลนี้ ประเด็นคือ แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเราดูเว็บอะไรบ้างเพื่อให้บริการพื้นฐาน เช่น แชท ซื้อของ หรือเลื่อนฟีด การเก็บข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณค่าให้ผู้ใช้ แต่มุ่งสร้างอำนาจในการยิงโฆษณาตรงกลุ่มและจัดเนื้อหาให้เราติดจอมากขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทเป็นหลัก

เมื่อแอปจดโน้ตไม่ใช่สมุดส่วนตัวอีกต่อไป

หลายคนมองว่าแอปจดโน้ตเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุด เพราะใช้บันทึกความคิด งาน และเรื่องส่วนตัว แต่รายงานจากองค์กรด้านสิทธิดิจิทัลแห่งหนึ่งในปี 2022 ชี้ว่า แอปสเปซทำงานและแอปจดโน้ตยอดฮิตอย่าง Evernote และ Notion มีการแอบเก็บข้อมูลผู้ใช้ ทั้งจังหวะการกดคีย์บอร์ดและประวัติการเดินทางโดยไม่ขอความยินยอม นั่นหมายความว่าไม่ใช่แค่ข้อความที่คุณพิมพ์ แต่รูปแบบการพิมพ์ ความเร็ว และจังหวะการหยุดคิด รวมถึงเส้นทางการเดินทางของคุณ ถูกแปลงเป็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตประจำวันโดยที่คุณไม่รู้ตัวเลย

เอกสารภายในที่หลุดออกมาเมื่อปี 2021 ยังเผยว่า Microsoft To Do เชื่อมต่อกับเครือข่ายโฆษณา และนำข้อมูลการจดงานของผู้ใช้ฟรีไปยิงโฆษณาแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยมีบัญชีที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 10 ล้านบัญชี สำหรับผู้ใช้ทั่วไป แอปโน้ตควรเป็นสมุดจำส่วนตัว แต่ในทางปฏิบัติ มันกลายเป็นเครื่องมือแปลงรายละเอียดชีวิต ปัญหาสุขภาพ แผนการเงิน และภารกิจสำคัญให้กลายเป็นโปรไฟล์เชิงพาณิชย์ การเก็บข้อมูลการพิมพ์และไลฟ์สไตล์ในระดับนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการใช้แอปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวกับการเป็นวัตถุดิบโฆษณาแทบไม่เหลืออยู่เลย เป็นการรั่วไหลข้อมูลแอปที่ผู้ใช้ไม่ควรปล่อยผ่าน

ทำไมการเก็บประวัติการท่องเว็บถึงเป็นภัยต่อความเป็นส่วนตัวมือถือ

ตรรกะของแพลตฟอร์มเหล่านี้ตรงไปตรงมา ยิ่งรู้ว่าเราท่องเว็บที่ไหน คลิกอะไร และใช้เวลากับหน้าไหนนานเท่าไร ก็ยิ่งยิงโฆษณาและคัดเลือกเนื้อหาได้แม่น เพื่อดึงเวลาและความสนใจของเราให้มากที่สุด แต่สิ่งที่ควรจำขึ้นใจคือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแอปซื้อของส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ประวัติการท่องเว็บเพื่อให้บริการพื้นฐาน การเก็บข้อมูลนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการให้คุณค่าแก่ผู้ใช้ แต่ทำไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทแอปพลิเคชันเป็นหลัก เมื่อความเป็นส่วนตัวมือถือถูกลดทอนเป็นวัตถุดิบโฆษณา เรากำลังปล่อยให้บริษัทต่างๆ เขียนเรื่องราวชีวิตเราแทนตัวเองจากข้อมูลที่รวบรวมได้

อีกกลยุทธ์หนึ่งที่ถูกใช้งานกว้างขวางคือการฝังเบราว์เซอร์ในตัวแอปเอง หรือที่เรียกว่า in app browser ทุกครั้งที่แตะลิงก์ แอปจะไม่ส่งเราไปยังเบราว์เซอร์หลัก แต่เปิดหน้าเว็บผ่านหน้าต่างของตัวเอง ทำให้สามารถเก็บข้อมูลการค้นหาและการดูเว็บต่อเนื่องได้ทันที การออกแบบแบบนี้ไม่ใช่เพื่อความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นวิธีเก็บข้อมูลที่แนบเนียน กดดันให้ผู้ใช้ติดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แอปควบคุมได้ทั้งหมด ยิ่งเราชินกับการเปิดเว็บผ่านแอปโดยไม่ตั้งคำถาม การป้องกันข้อมูลส่วนตัวก็ยิ่งอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว และการรั่วไหลข้อมูลแอปก็กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ที่อันตราย

แนวทางตั้งรับและปกป้องข้อมูลส่วนตัวจากแอปหิวข้อมูล

ไม่มีสวิตช์เดียวที่ปิดการเก็บข้อมูลทั้งหมดได้ แต่ผู้ใช้ยังมีอำนาจมากกว่าที่คิด หากเริ่มจากนิสัยเล็กๆ ที่เปลี่ยนเกมได้ อย่างแรกคือหลีกเลี่ยงการใช้ in app browser ทุกครั้งที่แตะลิงก์ในแอป ให้เลือกเปิดผ่านเบราว์เซอร์หลักของเครื่อง หรือคัดลอก URL ไปวางในเบราว์เซอร์ที่คุณไว้วางใจ วิธีนี้ช่วยหยุดไม่ให้แอปเจ้าของลิงก์ตามดูว่าคุณไปเว็บไหนต่อ ควบคู่กัน ลองเปลี่ยนมาใช้เบราว์เซอร์ที่เน้นความเป็นส่วนตัวมือถือ ซึ่งออกแบบมาให้ลดการติดตามและการเก็บข้อมูลลงอย่างมาก ช่วยให้การท่องเว็บหลุดออกจากสายตาของแอปอื่นได้พอสมควร

แต่การป้องกันข้อมูลส่วนตัวที่ดีไม่ใช่แค่ตั้งค่าหนึ่งครั้งแล้วจบ เราต้องตั้งคำถามกับทุกแอปที่ใช้ว่า ข้อมูลที่เขาขอไปจำเป็นต่อฟังก์ชันจริงหรือไม่ แอปจดโน้ตไม่ควรเข้าถึงประวัติเดินทาง แอปซื้อของไม่ควรติดตามทุกหน้าเว็บที่เราเปิดเพื่อจะยิงโฆษณาเพิ่ม และแอปโซเชียลไม่ควรใช้ข้อมูลการพิมพ์มาวิเคราะห์สุขภาพหรืออารมณ์ การยอมให้แอปดูมากกว่าที่จำเป็น คือการเปิดประตูให้การรั่วไหลข้อมูลแอปเกิดได้ทุกเมื่อ หากไม่อยากให้สมุดโน้ต กล่องแชท และหน้าโซเชียลกลายเป็นเครื่องมือสอดส่องชีวิต เราต้องเลือกใช้แอปอย่างมีสติ ตั้งข้อจำกัดกับข้อมูลของตัวเอง และยอมเสียความสะดวกบางส่วนเพื่อแลกกับเสรีภาพในโลกดิจิทัล

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!